วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร (About Journal)</strong><br />วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในด้านการสาธารณสุข ได้แก่ 1) ส่งเสริมสุขภาพและอนามัยชุมชน 2) ป้องกันโรค ควบคุมโรค ระบาดวิทยา สถิติและการวิจัยทางด้านสาธารณสุข 3) ตรวจประเมิน บำบัดโรคเบื้องต้น ดูแลช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพ และการส่งต่อ 4) อาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม และ 5) บริหารสาธารณสุขและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งด้านการแพทย์ ด้านการพยาบาล และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างสภาการสาธารณสุขชุมชนและสถาบันการศึกษาทางวิชาชีพด้านสาธารณสุข และสถาบันอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน บทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</p> สภาการสาธารณสุขชุมชน th-TH วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน 2697-5653 <ul> <li class="show">บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</li> <li class="show">บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน</li> </ul> ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/287393 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หมู่ 3 ตำบลคลองบ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จากกลุ่มประชากรของผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ 328 ราย คำนวนได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 180 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ <br />ระดับการศึกษาและรายได้ของครอบครัวต่อเดือน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารของผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง <br />และมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม ปัจจัยส่วนบุคคลบางประการมีความสัมพันธ์<br />กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยระดับการศึกษา และรายได้ครอบครัวต่อเดือน มีความสัมพันธ์เชิงลบกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.00) ขณะที่เพศ อายุ อาชีพ และระยะเวลาที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &gt;0.05) ส่วนปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยทัศนคติเกี่ยวกับการบริโภคอาหารมีความสัมพันธ์ในระดับสูงสุด รองลงมาคือพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนในครอบครัว และร้านค้าที่เอื้อต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.00) ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหาร และปัจจัยเสริม มีความสัมพันธ์ในระดับต่ำถึงปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.00)</p> ธัญลักษณ์ กาวิชา นันทิรา วรกาญจนบุญ มาริษา ภูงามเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-07 2026-10-07 8 3 287393 ปัจจัยทำนายการรับรู้ความสามารถในการช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลันของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/289977 <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive Correlational Research) เก็บข้อมูล ณ จุดเวลาเดียว (Cross-sectional Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ความสามารถในการช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง 150 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการช่วยเหลือเบื้องต้นมีค่า Cronbach's Alpha =.934 โดยค่าความเชื่อมั่นรายด้าน การรับรู้โอกาสเสี่ยง = .954 การรับรู้ความรุนแรง = .970 การรับรู้ประโยชน์ = .965 การรับรู้อุปสรรค = .942 สิ่งชักนำให้เกิดการปฏิบัติ = .884 การประเมินอาการเบื้องต้น = .921 การโทรแจ้งสายด่วน 1669 = .949 การทำ CPR = .948 และการใช้เครื่อง AED = .933 ส่วนแบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองในการช่วยเหลือเบื้องต้น (4 ด้าน) มีค่าความเชื่อมั่นภาพรวมเท่ากับ .884 ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีการรับรู้ความสามารถในการช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน คิดเป็นร้อยละ 44.57 ของคะแนนเต็ม ปัจจัย 5 ตัว ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยง (β = .365) สิ่งชักนำให้เกิดการปฏิบัติ (β = .365) การรับรู้ประโยชน์ (β = .359) การรับรู้อุปสรรค (β = -.147) และการอบรมปฐมพยาบาล (β = .139) สามารถร่วมกันทำนายการรับรู้ความสามารถในการช่วยเหลือเบื้องต้นได้ร้อยละ 56.80 (R² = .568, Adjusted R² = .553, F(5,144) = 37.816, P-value &lt; .001) ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย ควรจัดโปรแกรมอบรมที่เสริมสร้างการรับรู้โอกาสเสี่ยงและสิ่งชักนำให้เกิดการปฏิบัติ เพื่อเพิ่มการรับรู้ความสามารถของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ผุสดี สระทอง จินดาพร ศิลาทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-09 2026-10-09 8 3 289977 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อทัศนคติและพฤติกรรมการเลี่ยงสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4–6 ในอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286596 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อทัศนคติและพฤติกรรมการเลี่ยงสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 ในอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการเรียนการสอนตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าด้านสุขภาพ 5 ข้อ แบบสอบถามทัศนคติด้านกฎหมาย 4 ข้อ และแบบสอบถามพฤติกรรมการเลี่ยงสูบบุหรี่ไฟฟ้า 14 ข้อ แบบสอบถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ<br />3 ท่าน มีค่าความเชื่อมั่นรวมเท่ากับ 0.84 และมีค่าความเชื่อมั่นรายด้าน ได้แก่ ทัศนคติด้านสุขภาพ 0.82 ทัศนคติด้านกฎหมาย 0.79 และพฤติกรรมการเลี่ยงสูบบุหรี่ไฟฟ้า 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Dependent t-test, Wilcoxon signed-rank test และ Mann-Whitney U testผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนทัศนคติโดยรวม ด้านสุขภาพ และ<br />ด้านกฎหมายสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001, P-value &lt; 0.001 และ P-value = 0.002 ตามลำดับ) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001, P-value = 0.001 และ P-value &lt; 0.001 ตามลำดับ) ส่วนพฤติกรรมการเลี่ยงสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งภายในกลุ่มทดลองและระหว่างกลุ่ม (P-value = 0.118 และ P-value = 0.136 ตามลำดับ) <br /><br /></p> ตระการกุล ฉัตรวงศ์วิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-08 2026-10-08 8 3 286596