วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH
<p><strong>เกี่ยวกับวารสาร (About Journal)</strong><br />วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในด้านการสาธารณสุข ได้แก่ 1) ส่งเสริมสุขภาพและอนามัยชุมชน 2) ป้องกันโรค ควบคุมโรค ระบาดวิทยา สถิติและการวิจัยทางด้านสาธารณสุข 3) ตรวจประเมิน บำบัดโรคเบื้องต้น ดูแลช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพ และการส่งต่อ 4) อาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม และ 5) บริหารสาธารณสุขและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งด้านการแพทย์ ด้านการพยาบาล และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างสภาการสาธารณสุขชุมชนและสถาบันการศึกษาทางวิชาชีพด้านสาธารณสุข และสถาบันอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน บทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</p>
สภาการสาธารณสุขชุมชน
th-TH
วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน
2697-5653
<ul> <li class="show">บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</li> <li class="show">บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน</li> </ul>
-
การพัฒนารูปแบบการนำแผนยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลพุทธโสธรไปสู่การปฏิบัติ โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286584
<p>การนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติในโรงพยาบาลตติยภูมิเป็นความท้าทาย เพราะโครงสร้างองค์กร</p> <p>ซับซ้อนและบุคลากรหลากหลายวิชาชีพ โรงพยาบาลพุทธโสธร ขนาด 650 เตียง บุคลากร 1,871 คน พบว่าร้อยละ 43.90 ไม่เคยมีส่วนร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และร้อยละ 56.7 ไม่เคยได้รับการอบรมด้านการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ การวิจัยนี้มุ่งพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติโดยการมีส่วนร่วมของบุคลากร ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart (2022) ร่วมกับการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน 3 ระยะ (มกราคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569) ระยะที่ 1 สำรวจเชิงปริมาณ 360 คน (Cronbach's Alpha = 0.92) ระยะที่ 2 วิเคราะห์เชิงคุณภาพกับผู้ให้ข้อมูลหลัก 41 คน และระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบผ่านวงจร PAOR กับบุคลากร 185 คนจาก 5 หน่วยงานนำร่อง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ระยะที่ 1 พบว่าบุคลากรมีความรู้ระดับปานกลาง (ร้อยละ 61.50) และการรับรู้การ<br />นำแผนไปปฏิบัติระดับปานกลาง (<em>M </em>= 2.99) ทั้งนี้ทัศนคติ (เจตคติ/ความเชื่อ) เป็นคนละมิติกับการรับรู้สภาพจริง แม้มีทัศนคติเชิงบวกระดับมาก (<em>M </em>= 4.04) แต่การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแผนอยู่ในระดับต่ำ (<em>M </em>= 2.94) ระยะที่ 2 พบ 6 ประเด็นเชิงคุณภาพ ได้แก่ 1. ช่องว่างการรับรู้ระหว่างลำดับชั้น 2. การสื่อสารแบบบนลงล่างขาดการสะท้อนกลับ 3. ขาดการเชื่อมโยงตัวชี้วัดกับงานประจำ 4. ปัจจัยความสำเร็จ 6 ด้าน <br />5. อุปสรรค 3 ประการ และ 6. ความต้องการรูปแบบที่เรียบง่ายและมีระบบติดตามที่รวดเร็ว ระยะที่ 3 พัฒนา BSH-MAP Model 6 องค์ประกอบ ได้แก่ Balanced Communication, Stakeholder Participation, Horizontal Accountability, Managing Resources, Assessing & Tracking และ Practice Integration ทุกหน่วยงานนำร่องบรรลุตัวชี้วัดร้อยละ 82.00 การรับรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>M </em>= 3.01 เป็น 4.22; t=16.34, P-value <.001, Cohen's d=1.58) ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมระดับสูง (<em>M </em>= 4.68) และบุคลากรมีความพึงพอใจระดับมาก (<em>M </em>= 4.33) BSH-MAP Model มีประสิทธิผลในบริบทโรงพยาบาลตติยภูมิ ควรขยายผลสู่หน่วยงานอื่นพร้อมพัฒนาระบบสารสนเทศรองรับการติดตามผลในระยะยาว</p>
อุบลรัตน์ แสงเมฆ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
8 2
286584
-
การเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายร่วมกับการฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยง ต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286364
<p>การวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียวการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังนี้ <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการออกกำลังกายร่วมกับการฝึกการทรงตัวด้วยกะลามะพร้าว<br />ต่อสมรรถภาพทางกายและความเสี่ยงการหกล้ม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้สูงอายุในโรงพยาบาลชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุอายุ 60 – 79 ปี จำนวน 40 คน ที่รับบริการ ณ คลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลศีขรภูมิ ซึ่งได้รับโปรแกรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้คือแบบทดสอบ Timed Up and Go (TUG) และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า เวลาเฉลี่ยในการทดสอบ TUG ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 14.50±3.00 เป็น 11.70±2.60 วินาที (Mean difference = 2.80 วินาที, 95% CI: 2.18-3.42, t = 9.12, P-value < .001) สัดส่วนผู้สูงอายุในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการหกล้มลดลงจากร้อยละ 50.00 เหลือร้อยละ 10.00 ขณะที่กลุ่มความเสี่ยงต่ำเพิ่มขึ้น<br />จากร้อยละ 15.00 เป็นร้อยละ 45.00 คะแนนความพึงพอใจโดยรวมต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.52±0.38) ข้อเสนอแนะคือ โรงพยาบาลชุมชนสามารถนำโปรแกรม 8 สัปดาห์นี้ไปประยุกต์ใช้เป็นชุดกิจกรรม (Intervention package) ในคลินิกผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางกายและลดความเสี่ยง<br />การหกล้ม</p>
วินิจตา ขวัญนู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-23
2026-07-23
8 2
286364
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286428
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2. ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 249 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 แบบสอบถามการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ค่าความเชื่อมั่น 0.94 และแบบสอบถามการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อมีค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 70.70 2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (β = 0.312, P-value = 0.002) การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม (β = 0.227, P-value = 0.023) และระดับการศึกษา (β =0.165, P-value= 0.005) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 33.30 (R² = 0.333, P-value < 0.001)</p> <p>องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ คือ ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงานและการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในระดับชุมชน หน่วยงานสาธารณสุขควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อในชุมชนอย่างยั่งยืน</p> <p> </p>
เพ็ญนภา สนสกุล
เฌอลินญ์ สิริเศรษฐ์ภพ
ขนิษฐา นาคเกลี้ยง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
8 2
286428
-
การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการในคลินิกโรคเรื้อรังโรงพยาบาลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286579
<p>การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการ ในคลินิกโรคเรื้อรังโรงพยาบาลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการ ในคลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ กระบวนการวิจัยดำเนินการวิจัยและพัฒนาโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยจำนวน 403 ราย ได้จากการคำนวณด้วยสูตร Taro Yamane และคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ คู่มือการปฏิบัติงาน และระบบข้อมูลสารสนเทศ เครื่องมือวิจัยมีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.92) และความเชื่อมั่นอยู่ในระดับดี (Cronbach's alpha = 0.89) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกผลทางคลินิกและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ (2) การใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อติดตามผู้ป่วย (3) การให้ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพผู้ป่วยและครอบครัว และ (4) การประสานการดูแลระหว่างโรงพยาบาลและเครือข่ายบริการสุขภาพภายหลังการใช้แนวทางดังกล่าว พบว่าค่าเฉลี่ย HbA1c ลดลงจาก 8.45 เป็น 7.12 และระดับความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < .001) ขณะที่ความพึงพอใจของผู้ป่วยและครอบครัวอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.35, <em>SD.</em> = 0.42) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ รูปแบบการดูแลแบบบูรณาการที่เน้นการทำงานของทีมสหวิชาชีพและการเชื่อมโยงข้อมูลมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค ควรนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทโรงพยาบาลชุมชนเพื่อลดภาระทางสุขภาพในระยะยาว</p>
นิสาชล ไกรสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-23
2026-07-23
8 2
286579
-
ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี จากการถ่ายโอน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286580
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับ<br />การรับรู้ประสิทธิภาพการทำงาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่ร่วมอธิบายการรับรู้ประสิทธิภาพการทำงาน<br />ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ภายใต้บริบทภายหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด กลุ่มตัวอย่างคือ อสม. จำนวน 315 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ แรงจูงใจในการทำงาน ความรู้และทักษะในการปฏิบัติงาน การสนับสนุนจากหน่วยงาน และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และแบบประเมินการรับรู้ประสิทธิภาพการทำงานของ อสม. แบบสอบถามมีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.21, <em>SD.</em> = 0.54) ปัจจัยทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการรับรู้ประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความเข้าใจในบทบาทหน้าที่มีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = .752, P-value < .001) และปัจจัยทั้ง 4 ด้านสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการรับรู้ประสิทธิภาพการทำงานได้ร้อยละ 64.50 (R² = 0.645, Adjusted R² = 0.640, P-value < .001) โดยความเข้าใจในบทบาทหน้าที่เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด (Beta = 0.421) ผลการวิจัยชี้ว่า อบจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสื่อสารบทบาทหน้าที่ของ อสม. ภายใต้โครงสร้างใหม่ให้ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะและระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่</p>
จำนงค์ โพธิ์ทา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-23
2026-07-23
8 2
286580