https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/issue/feed วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน 2026-06-02T11:45:37+07:00 กองบรรณาธิการวารสาร the.jccph@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร (About Journal)</strong><br />วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในด้านการสาธารณสุข ได้แก่ 1) ส่งเสริมสุขภาพและอนามัยชุมชน 2) ป้องกันโรค ควบคุมโรค ระบาดวิทยา สถิติและการวิจัยทางด้านสาธารณสุข 3) ตรวจประเมิน บำบัดโรคเบื้องต้น ดูแลช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพ และการส่งต่อ 4) อาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม และ 5) บริหารสาธารณสุขและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งด้านการแพทย์ ด้านการพยาบาล และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างสภาการสาธารณสุขชุมชนและสถาบันการศึกษาทางวิชาชีพด้านสาธารณสุข และสถาบันอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน บทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286428 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 2026-04-20T15:01:48+07:00 เพ็ญนภา สนสกุล pennapason12@gmail.com เฌอลินญ์ สิริเศรษฐ์ภพ Cherlyn.si@vru.ac.th ขนิษฐา นาคเกลี้ยง pennapason12@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2. ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 249 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 แบบสอบถามการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ค่าความเชื่อมั่น 0.94 และแบบสอบถามการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อมีค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 70.70 2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (β = 0.312, P-value = 0.002) การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม (β = 0.227, P-value = 0.023) และระดับการศึกษา (β =0.165, P-value= 0.005) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 33.30 (R² = 0.333, P-value &lt; 0.001)</p> <p>องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ คือ ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงานและการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในระดับชุมชน หน่วยงานสาธารณสุขควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อในชุมชนอย่างยั่งยืน</p> <p> </p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286584 การพัฒนารูปแบบการนำแผนยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลพุทธโสธรไปสู่การปฏิบัติ โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากร 2026-04-03T10:28:20+07:00 อุบลรัตน์ แสงเมฆ mui.ubo@gmail.com <p>การนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติในโรงพยาบาลตติยภูมิเป็นความท้าทาย เพราะโครงสร้างองค์กร</p> <p>ซับซ้อนและบุคลากรหลากหลายวิชาชีพ โรงพยาบาลพุทธโสธร ขนาด 650 เตียง บุคลากร 1,871 คน พบว่าร้อยละ 43.90 ไม่เคยมีส่วนร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และร้อยละ 56.7 ไม่เคยได้รับการอบรมด้านการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ การวิจัยนี้มุ่งพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติโดยการมีส่วนร่วมของบุคลากร ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart (2022) ร่วมกับการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน 3 ระยะ (มกราคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569) ระยะที่ 1 สำรวจเชิงปริมาณ 360 คน (Cronbach's Alpha = 0.92) ระยะที่ 2 วิเคราะห์เชิงคุณภาพกับผู้ให้ข้อมูลหลัก 41 คน และระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบผ่านวงจร PAOR กับบุคลากร 185 คนจาก 5 หน่วยงานนำร่อง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ระยะที่ 1 พบว่าบุคลากรมีความรู้ระดับปานกลาง (ร้อยละ 61.50) และการรับรู้การ<br />นำแผนไปปฏิบัติระดับปานกลาง (<em>M </em>= 2.99) ทั้งนี้ทัศนคติ (เจตคติ/ความเชื่อ) เป็นคนละมิติกับการรับรู้สภาพจริง แม้มีทัศนคติเชิงบวกระดับมาก (<em>M </em>= 4.04) แต่การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแผนอยู่ในระดับต่ำ (<em>M </em>= 2.94) ระยะที่ 2 พบ 6 ประเด็นเชิงคุณภาพ ได้แก่ 1. ช่องว่างการรับรู้ระหว่างลำดับชั้น 2. การสื่อสารแบบบนลงล่างขาดการสะท้อนกลับ 3. ขาดการเชื่อมโยงตัวชี้วัดกับงานประจำ 4. ปัจจัยความสำเร็จ 6 ด้าน <br />5. อุปสรรค 3 ประการ และ 6. ความต้องการรูปแบบที่เรียบง่ายและมีระบบติดตามที่รวดเร็ว ระยะที่ 3 พัฒนา BSH-MAP Model 6 องค์ประกอบ ได้แก่ Balanced Communication, Stakeholder Participation, Horizontal Accountability, Managing Resources, Assessing &amp; Tracking และ Practice Integration ทุกหน่วยงานนำร่องบรรลุตัวชี้วัดร้อยละ 82.00 การรับรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>M </em>= 3.01 เป็น 4.22; t=16.34, P-value &lt;.001, Cohen's d=1.58) ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมระดับสูง (<em>M </em>= 4.68) และบุคลากรมีความพึงพอใจระดับมาก (<em>M </em>= 4.33) BSH-MAP Model มีประสิทธิผลในบริบทโรงพยาบาลตติยภูมิ ควรขยายผลสู่หน่วยงานอื่นพร้อมพัฒนาระบบสารสนเทศรองรับการติดตามผลในระยะยาว</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน