https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/issue/feed วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน 2026-04-20T09:02:56+07:00 กองบรรณาธิการวารสาร the.jccph@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร (About Journal)</strong><br />วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในด้านการสาธารณสุข ได้แก่ 1) ส่งเสริมสุขภาพและอนามัยชุมชน 2) ป้องกันโรค ควบคุมโรค ระบาดวิทยา สถิติและการวิจัยทางด้านสาธารณสุข 3) ตรวจประเมิน บำบัดโรคเบื้องต้น ดูแลช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพ และการส่งต่อ 4) อาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม และ 5) บริหารสาธารณสุขและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งด้านการแพทย์ ด้านการพยาบาล และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างสภาการสาธารณสุขชุมชนและสถาบันการศึกษาทางวิชาชีพด้านสาธารณสุข และสถาบันอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน บทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/284012 การพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังการใช้ยาในสถานพยาบาลเอกชน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัดกระบี่ 2025-12-14T15:05:05+07:00 เสาวณีย์ จรเจนเกียรติ maplepunpun92@gmail.com <p>ความปลอดภัยด้านยาเป็นหัวใจสำคัญของคุณภาพระบบบริการสุขภาพ แต่การกำกับดูแล ในสถานพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างกระบี่ ยังคงเผชิญความท้าทายจากระบบรายงานที่ไม่สอดคล้องกับบริบทและขาดการมีส่วนร่วม การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ภายใต้กรอบแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) โดยใช้การออกแบบการวิจัยแบบผสมผสานเชิงสำรวจ (Exploratory Sequential Mixed Methods) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังการใช้ยาที่เหมาะสมกับบริบทของสถานพยาบาลเอกชนในจังหวัดกระบี่ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ: 1) การวิเคราะห์สถานการณ์ 2) การพัฒนาระบบ และ 3) การทดลองใช้และประเมินผล กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรวม 20 คนในระยะพัฒนา และสถานพยาบาลนำร่อง 10 แห่งในระยะทดลองใช้ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแนวคำถามกึ่งโครงสร้างและแบบประเมินความพึงพอใจและความเป็นไปได้ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ผลการศึกษาพบว่า อุปสรรคสำคัญคือภาระงานซ้ำซ้อนและการขาดข้อมูลย้อนกลับ ระบบที่พัฒนาขึ้นใหม่มุ่งเน้นการจัดเก็บ "ชุดข้อมูลจำเป็นขั้นต่ำ" (Minimum Dataset) ได้แก่ รายการยาที่มีความเสี่ยงสูง (High-alert drugs) การใช้ยาปฏิชีวนะ และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (AE) ผ่านเครื่องมือรายงานอิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่กับกลไกรายงานข้อมูลย้อนกลับ (Feedback Loop) และเวทีความร่วมมือ ผลการประเมินหลังทดลองใช้ 3 เดือน พบว่าผู้ใช้งานมีความพึงพอใจและความเป็นไปได้ในการใช้งานในระดับสูงมาก (ค่าเฉลี่ยรวม <em>M</em> = 4.62, <em>SD.</em> = 0.41) โดยเฉพาะด้านประโยชน์ของข้อมูลย้อนกลับ (<em>M</em> = 4.80, <em>SD.</em> = 0.42) และความสะดวกในการใช้งาน (<em>M</em> = 4.70, <em>SD.</em> = 0.48) ระบบนี้แสดงให้เห็นศักยภาพในการเป็นต้นแบบการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากเชิงควบคุมสู่เชิงร่วมมือ ซึ่งช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-01-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/284014 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและผลลัพธ์ ทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 ในคลินิกโรคเรื้อรัง ตำบลนครไทย อำเภอนครไทยจังหวัดพิษณุโลก 2025-12-03T14:02:59+07:00 บุศราวดี อินคำไพ incompai@gmail.com <p>ภาวะไตเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่นำไปสู่ภาระค่าใช้จ่ายและคุณภาพชีวิตที่ลดลง ซึ่งความท้าทายหลักในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้คือการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองที่มีประสิทธิภาพซึ่งมักถูกจำกัดด้วยระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอ การวิจัยเชิงกึ่งทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและผลลัพธ์ทางคลินิก (ค่า HbA1c และ eGFR) โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบมีกลุ่มควบคุมและมีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 70 ราย <br />ที่คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ณ คลินิกโรคเรื้อรัง และแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (n=35) และกลุ่มควบคุม (n=35) กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพระยะเวลา 10 สัปดาห์ ซึ่งเน้นการพัฒนาทักษะปฏิบัติและการมีส่วนร่วมของครอบครัว ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงขึ้น มีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลง และมีค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.05) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) หลังสิ้นสุดการทดลอง โดยควบคุมอิทธิพลของค่าตั้งต้น พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่าเฉลี่ยปรับแก้ = 4.55 เทียบกับ 3.60, P-value &lt; 0.001) ในด้านผลลัพธ์ทางคลินิก กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ต่ำกว่า (7.75% เทียบกับ 8.45%, P-value &lt; 0.001) และมีค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) สูงกว่า (47.30 เทียบกับ 44.10 มล./นาที/1.73 ตร.ม., P-value = 0.025) กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันว่าโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิผลในการพัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเองและส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น โปรแกรมนี้จึงควรได้รับการพิจารณาเพื่อนำไปบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติมาตรฐานในคลินิกโรคเรื้อรัง เพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจให้ผู้ป่วยสามารถชะลอความเสื่อมของไตและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-01-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285597 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการใช้เพลงร่วมกับ การออกกําลังกายป้องกันล้ม ต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้สูงอายุในชุมชน 2026-02-17T17:01:40+07:00 นิตยา ทองขจร thongnit1968@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวโดยใช้เพลงร่วมกับการออกกำลังกายป้องกันการหกล้ม ต่อพฤติกรรมการออกกำลังกาย ความสามารถในการเคลื่อนไหว และความกลัวการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน ดำเนินการ 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อพัฒนาโปรแกรม โดยบูรณาการหลักฐานเชิงประจักษ์ตามกรอบ IOWA Model of Evidence-Based Practice ร่วมกับแนวคิดการมีส่วนร่วมของ Cohen and Uphoff ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อน–หลัง กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงหกล้ม จำนวน 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 29 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินพฤติกรรมการออกกำลังกาย Timed Up and Go test (TUG) และ Falls Efficacy Scale–International (FES-I) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent samples t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมมีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในระดับดี (IOC = 0.84) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่า Timed Up and Go test (TUG) ลดลงจาก 17.00 ± 1.89 เป็น 14.90 ± 2.60 วินาที และคะแนนความกลัวการหกล้ม (FES-I) ลดลงจาก 33.20 ± 3.52 เป็น 27.80 ± 5.28 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; .05) สรุปได้ว่า โปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวโดยใช้เพลงร่วมกับการออกกำลังกายมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกาย ลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม และลดความกลัวการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน จึงเหมาะสมสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพระดับชุมชน</p> 2026-04-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/284786 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทันตสาธารณสุข ชั้นปี 4 ในรายวิชาทันตกรรมคลินิก ผสมผสาน 2 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก 2026-01-19T10:38:42+07:00 ณัฐพร บรรณนาวาชัย weerachart@scphpl.ac.th สุทธิกานต์ แสงเฮ่อ suthikan.sa@scphpl.ac.th สุภารัตน์ หมายสุขเกษม weerachart@scphpl.ac.th วีรชาติ แก้วอนันต์ weerachart@scphpl.ac.th อภิญญา มารศรี apinya@scphpl.ac.th <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทันตสาธารณสุข ชั้นปีที่ 4 ในรายวิชาทันตกรรมคลินิกผสมผสาน 2 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก การศึกษาวิจัยเชิงปริมาณศึกษาในกลุ่มประชากรทั้งหมดจำนวน 41 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน และทดสอบค่า Cronbach's Alpha มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นที่ 0.725 - 0.935 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติ Multiple Regression Analysis ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของนักศึกษา สำหรับการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาในอาสาสมัครจำนวน 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกในประเด็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของนักศึกษา โดยเน้นที่ปัจจัยซึ่งพบในการศึกษาเชิงปริมาณว่าส่งผลต่อความเครียดของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของนักศึกษา พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีความเครียดระดับสูง ร้อยละ 51.22 รองลงมาคือระดับปานกลาง และระดับรุนแรง เท่ากันที่ร้อยละ 24.39 โดยปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและปัจจัยด้านภาระหน้าที่รับผิดชอบของนักศึกษาส่งผลต่อความเครียดของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ ตัวแปรทั้งสองสามารถทำนายได้ถูกต้องร้อยละ 37.00 จากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่ายูนิตทางทันตกรรม เครื่องมือทันตกรรม อุปกรณ์ทำความสะอาด งานทางทันตกรรม งานที่ได้รับมอบหมาย และทักษะการปฏิบัติคลินิกเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของนักศึกษา</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285527 สมการพยากรณ์การป้องกันตนเองจากภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูงที่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านไร่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 2026-04-02T09:52:23+07:00 ชาญณรงค์ ชุ่มอุระ chumuracharnaronk@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ความสามารถในการป้องกันตนเอง ปัจจัยชักจูงในการป้องกันตนเองจากโรคหลอดเลือดสมอง พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมอง และเพื่อสร้างสมการพยากรณ์การป้องกันตนเองจากภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมอง<strong> กลุ่มตัวอย่าง คือ </strong>ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ ในเขตพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านไร่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จำนวน 250 คน<strong> ได้มาโดยการสุ่มด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย</strong>จากทะเบียนผู้ป่วย วิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive statistics) ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าสมการพยากรณ์พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมอง คือ Y = -1.118 + 0.261(A) + 0.324(B) + 0.328(C)+ 0.004(D) ร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมอง (Adj.R<sup>2 </sup>= 0.614, P-value &lt; 0.05)</p> <p>ดังนั้นตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถพยากรณ์พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการป้องกันตนเองได้ร้อยละ 61.40 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างการรับรู้และแรงสนับสนุนจากภายนอกในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285924 ผลของการพัฒนารูปแบบการบริการพยาบาลเพื่อการบริหารยาความเสี่ยงสูง งานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก กลุ่มภารกิจการพยาบาล โรงพยาบาลแม่สาย จังหวัดเชียงราย 2026-02-17T17:12:39+07:00 วิภาวี วอง vipaveevong@gmail.com สมปรารถนา วอง sompradthana.f@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบการบริการพยาบาลเพื่อการบริหารยาความเสี่ยงสูง งานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก กลุ่มภารกิจการพยาบาล โรงพยาบาลแม่สาย จังหวัดเชียงราย แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ 1) การศึกษาสถานการณ์ 2) การพัฒนารูปแบบการบริการพยาบาลเพื่อการบริหารยาความเสี่ยงสูงฉบับร่าง 3) ทดลองใช้และประเมินผล และ 4) ปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการบริการพยาบาลเพื่อการบริหารยาความเสี่ยงสูงฉบับสมบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลแม่สาย จำนวน 15 คน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม 2567-มีนาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) รูปแบบการบริการพยาบาลเพื่อการบริหารยาความเสี่ยงสูง ประกอบด้วยแนวทางการปฏิบัติและนวัตกรรมสนับสนุนการปฏิบัติงาน ได้แก่ “Safe Y-Card ป้ายยาปลอดภัย” (CVI= 0.92,0.94) 2) แบบประเมินความรู้ การปฏิบัติ และความพึงพอใจเรื่องการบริหารยาความเสี่ยงสูง (KR-20 = 0.82, Cronbach's alpha = 0.90, 0.91 ตามลำดับ) และ 3) แบบรวบรวมอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนจากการให้ยาความเสี่ยงสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังใช้รูปแบบการบริการพยาบาลเพื่อการบริหารยาความเสี่ยงสูงฉบับสมบูรณ์ คะแนนเฉลี่ยความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt;0.001 และ P-value =0.001 ตามลำดับ) ไม่พบอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยา และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อรูปแบบ<br />ในระดับมากที่สุด (ร้อยละ 100) สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางเดิมอย่างชัดเจน รูปแบบฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วยแนวปฏิบัติมาตรฐานที่บูรณาการร่วมกับนวัตกรรม Safe Y-Card ป้ายยาปลอดภัย ระบบรหัสสี และการระบุชนิดยาที่สายต่อสารน้ำ เพื่อลดภาระการจดจำและป้องกันความสับสน นอกจากนี้รูปแบบยังครอบคลุมการจัดการความเข้ากันได้ของยา ส่งผลให้เพิ่มสมรรถนะของพยาบาลและเพิ่มความปลอดภัยเชิงระบบในการดูแลผู้ป่วยหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-04-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/284918 การพัฒนารูปแบบการบูรณาการมาตรการลดอันตรายเข้าสู่ระบบบริการบำบัดรักษา ยาเสพติดของประเทศไทย ภายใต้กรอบสาธารณสุข 2026-01-19T10:46:47+07:00 ชลอวัฒน์ อินปา machima.sorn@gmail.com ปรีชญาณ์ นักฟ้อน machima.sorn@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาอุปสรรคของการดำเนินงานบำบัด ฟื้นฟู และลดอันตรายจากยาเสพติดในสถานพยาบาลของประเทศไทย พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบการดำเนินงานลดอันตรายผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และประเมินผลเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริหารสถานพยาบาล 59 คน ผู้ปฏิบัติงาน 180 คน และผู้รับบริการ 52 คน ครอบคลุมสถานพยาบาล 147 แห่ง และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตการณ์ในสถานพยาบาล 11 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า (1) ก่อนการประกาศใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 การลดอันตรายจากยาเสพติดยังไม่ถูกบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพ อัตราคงอยู่ในการบำบัดในปี 2563–2564 อยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 58.42 และ 59.41) และอัตราการหยุดเสพลดลงจากร้อยละ 29.99 เหลือ 25.16 สะท้อนข้อจำกัดด้านนโยบาย ทรัพยากร และระบบบริการ (2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การบูรณาการการลดอันตรายในการบำบัด การกำหนดบทบาทสถานพยาบาลแต่ละระดับ การเชื่อมโยงการบำบัดฟื้นฟูโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน การทำงานแบบสหวิชาชีพ และการพัฒนาระบบข้อมูลติดตามผล (3) ผลการประเมินรูปแบบที่พัฒนาพบว่าสถานพยาบาลมีการกำหนดแผนงาน การสื่อสาร และการจัดเก็บข้อมูลด้านการลดอันตรายในระดับสูง ขณะที่ความพร้อมด้านงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และกำลังคนอยู่ในระดับปานกลางในบางหน่วยบริการ นอกจากนี้ผู้รับบริการร้อยละ 73.10 – 80.80 มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาปลอดภัยมากขึ้น และร้อยละ 69.20 มีพฤติกรรมดูแลสุขภาพตนเองดีขึ้น สะท้อนบทบาทของบริการลดอันตรายต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมและคุณภาพชีวิต ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การจัดทำแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน การสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การพัฒนาระบบข้อมูลและกลไกติดตามประเมินผล และการเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องของการดูแลระยะยาว</p> 2026-04-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285535 ผลการบริหารจัดการสิ่งสนับสนุนต่อการควบคุมอุณหภูมิตู้เย็นและอุบัติการณ์วัคซีนเสื่อมคุณภาพก่อนกำหนด แผนกเภสัชกรรม โรงพยาบาลควนเนียง จังหวัดสงขลา 2026-02-05T13:33:00+07:00 วิไลรัตน์ มัจฉาวานิช wilairatm29@gmail.com กิตติพร เนาว์สุวรรณ jock2667@gmail.com <p>การควบคุมสภาวะการเก็บรักษาวัคซีนให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสมและการบำรุงรักษาอุปกรณ์ <br />เป็นหนึ่งในกระบวนการหลักของระบบลูกโซ่ความเย็นที่จะทำให้วัคซีนคงสภาพดีมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคและลดการสูญเสีย วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิตู้เย็นกับเกณฑ์มาตรฐาน (2 - 8 องศาเซลเซียส) และเพื่อศึกษาอุบัติการณ์วัคซีนเสื่อมคุณภาพก่อนกำหนด หลังการบริหารจัดการสิ่งสนับสนุนต่ออุณหภูมิตู้เย็น แผนกเภสัชกรรม โรงพยาบาลควนเนียง จังหวัดสงขลา ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดหลังการทดลอง ระยะเวลาดำเนินการวิจัยตั้งแต่ พฤศจิกายน 2567 – ธันวาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อุณหภูมิตู้เย็นเก็บวัคซีนในคลังยา จำนวน 273 ครั้ง คำนวณโดยใช้โปรแกรม G* Power Analysis เครื่องมือวิจัยคือ การบริหารจัดการสิ่งสนับสนุนซึ่งประกอบด้วยการจัดการปัจจัยหลัก 4 อย่าง คือ 1. เครื่องมือและอุปกรณ์ 2. ด้านเทคโนโลยี 3. การดูแลบำรุงรักษา 4. ด้านบุคลากร และแบบรายงาน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ระหว่าง 0.67-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างเพียงกลุ่มเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าหลังการบริหารจัดการสิ่งสนับสนุนต่ออุณหภูมิตู้เย็น ตู้เย็นมีค่าอุณหภูมิต่ำสุด 2.19 ค่าสูงสุด 3.81 (<em>M </em>= 2.81, <em>SD</em>. = 0.28) ตู้เย็นเก็บวัคซีนสามารถเก็บอุณหภูมิได้ระหว่าง 2 - 8 องศาเซลเซียสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และไม่พบอุบัติการณ์ยาเสื่อมคุณภาพก่อนกำหนด จากผลการวิจัยครั้งนี้รูปแบบการบริหารจัดการสิ่งสนับสนุนต่ออุณหภูมิตู้เย็นเก็บวัคซีนในคลังวัคซีนระดับอำเภอ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ตามบริบทหรือตามทรัพยากรหรือข้อจำกัดอื่นๆในแต่ละพื้นที่ซึ่งให้รูปแบบการบริหารจัดการแตกต่างกันไปจึงต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นหรือปรับเปลี่ยนให้ได้รูปแบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสามารถรักษาอุณหภูมิของตู้เย็นในคงอยู่ในช่วงมาตรฐานตามที่กำหนด</p> 2026-04-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285513 ผลของโปรแกรมการติดตามผู้ป่วยแบบบูรณาการ (การเยี่ยมบ้านและการติดตามทางโทรศัพท์) ต่อการควบคุมโรคและอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้: กรณีศึกษาโรงพยาบาลนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-02-05T10:36:06+07:00 สุเพ็ญศรี ปานชี supensi1994@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการติดตามผู้ป่วยแบบบูรณาการ <br />(การเยี่ยมบ้านและการติดตามทางโทรศัพท์) ต่อระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ระดับความดันโลหิต และอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อน ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 152 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 76 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเยี่ยมบ้าน โดยทีมสหวิชาชีพทุก 2 เดือนร่วมกับการติดตามทางโทรศัพท์รายเดือนเป็นเวลา 5 เดือน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิกและแนวสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test, Chi - square และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยผลการวิจัยพบว่า หลังสิ้นสุดโปรแกรม 5 เดือน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย HbA1c และระดับความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.05) และดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ ด้านอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนรวม พบว่ากลุ่มทดลองเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดหัวใจ สมอง และไต ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน (ร้อยละ 9.20 เทียบกับร้อยละ 27.60, P-value &lt;0.05) ผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการควบคุมโรคคือการที่ผู้ป่วยสัมผัสถึงความใส่ใจและการเสริมพลังผ่านการตั้งเป้าหมายสุขภาพร่วมกันที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ โรงพยาบาลชุมชนควรนำรูปแบบการติดตามแบบบูรณาการผ่านการเยี่ยมบ้านและการติดตามทางโทรศัพท์ไปใช้เป็นบริการประจำสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-04-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/284868 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล สมรรถนะผู้เรียน กับคุณภาพชีวิตของนักศึกษาปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม 2026-03-02T11:43:26+07:00 ธนเมศวร์ แท่นคำ thanamet.th@npu.ac.th อารยา ประเสริฐชัย thanamet.th@npu.ac.th <p>สมรรถนะผู้เรียนและคุณภาพชีวิตของนักศึกษามีความสำคัญมากที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต การวิจัยเชิงพรรณนา ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล สมรรถนะผู้เรียน กับคุณภาพชีวิตของนักศึกษาปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามสมรรถนะผู้เรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 และแบบวัดคุณภาพชีวิตที่ดัดแปลงมาจากขององค์การอนามัยโลก มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ไคสแควร์</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า สมรรถนะผู้เรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม โดยรวมอยู่ในระดับสูง (<em>M </em>= 4.27, <em>SD. </em>= 0.65) คุณภาพชีวิตโดยรวม มีคุณภาพชีวิตที่ดี <br />(<em>M</em> = 104.70, <em>SD.</em> = 12.09) คุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อม พบว่านักศึกษามีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ร้อยละ 2.00 ปัจจัยส่วนบุคคลและสมรรถนะผู้เรียนไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาแนวนโยบายและการวางแผนโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาและสนับสนุนการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของนักศึกษา สภาพแวดล้อมที่ดีในมหาวิทยาลัยอาจช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของสถาบัน ดึงดูดนักศึกษาใหม่มากขึ้น และอาจช่วยลดอัตราการลาออกของนักศึกษาได้</p> 2026-04-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285397 การพัฒนาโมเดลการเฝ้าระวังโรคติดต่อในชุมชนโดยใช้กลไกภาคประชาชนร่วมกับ หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา 2026-02-16T09:47:56+07:00 เดือนฉาย โชคอนันต์ chokananthepha1967@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.พัฒนาโมเดลการเฝ้าระวังโรคติดต่อในชุมชนโดยใช้กลไกภาคประชาชนร่วมกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา และ 2. ประเมินประสิทธิผลของโมเดลในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคติดต่อสำคัญในชุมชน ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคมือเท้าปาก และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน ระยะที่ 2 ยกร่างและพัฒนาโมเดลโดยผู้เชี่ยวชาญ และระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลโมเดลในพื้นที่นำร่อง 3 หมู่บ้าน</p> <p>กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 60 คน ประกอบด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 34 คน ผู้นำชุมชน 12 คน บุคลากรหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ 8 คน <br />และประชาชนในพื้นที่ 6 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1. แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการเฝ้าระวังโรคติดต่อ 4 ด้าน 30 ข้อ มาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ 2. แนวคำถามสำหรับสนทนากลุ่ม และ 3. แบบประเมินประสิทธิผลของโมเดลก่อน–หลังการใช้ 5 ตัวชี้วัด ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.80–1.00 และความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติทดสอบ Wilcoxon Signed-Rank Test เปรียบเทียบก่อน – หลัง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ร่วมกับการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation) และ Member Checking</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการเฝ้าระวังโรคติดต่อในชุมชนที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. กลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน 2. ระบบเฝ้าระวังเชิงรุกระดับครัวเรือน 3. การเชื่อมโยงข้อมูลแบบสองทางกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ และ 4. การตอบสนองเชิงระบบและการสื่อสารความเสี่ยง ผลการทดลองใช้โมเดลในหมู่บ้านนำร่อง 3 แห่ง เป็นเวลา 6 เดือน พบว่า ระยะเวลาเฉลี่ยในการรายงานผู้ป่วยลดลงจาก 3.6 ± 1.1 วัน เหลือ 1.5 ± 0.6 วัน (P-value &lt; .001) สัดส่วนการรายงานผ่าน อสม. และภาคประชาชนเพิ่มจากร้อยละ 38.30 เป็นร้อยละ 72.10 ความถี่ของการประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ระดับชุมชนเพิ่มจากเฉลี่ย 0.8 ครั้ง/เดือน เป็น 2.4 ครั้ง/เดือน และคะแนนความเหมาะสมของโมเดลจากผู้ใช้อยู่ที่ 4.36 ± 0.42 (ระดับมาก)</p> <p>สรุปได้ว่า โมเดลการเฝ้าระวังโรคติดต่อในชุมชนที่พัฒนาขึ้นมีแนวโน้มช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจจับและรายงานโรค เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิได้อย่างเป็นระบบ เหมาะสมกับบริบทพื้นที่อำเภอเทพา และมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ควรมีการศึกษาติดตามผลในระยะยาวและเปรียบเทียบกับพื้นที่ควบคุมเพื่อยืนยันประสิทธิผลของโมเดลต่อไป</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285973 ผลลัพธ์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตายดีในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ภายใต้การดูแลของระบบบริการดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ 2026-04-10T10:35:10+07:00 วรวุฒิ โตแฉ่ง drworrawuttochaeng@gmail.com <p>ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ ทำให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างยิ่ง แม้ว่าแนวคิดการตายดี (Good Death) จะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพที่สำคัญ แต่ยังขาดข้อมูลเชิงผลลัพธ์ในบริบทของโรงพยาบาลเพื่อนำมาพัฒนาระบบบริการอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยใช้ตัวชี้วัด Good Death และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบวิเคราะห์ย้อนหลังรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยระยะท้ายที่เสียชีวิตทั้งหมดจำนวน 398 ราย ภายใต้การดูแลของระบบบริการดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ระหว่างปีงบประมาณ 2567 – 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Chi-square และการถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่าอัตราการบรรลุผลลัพธ์การตายดีโดยรวมอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 98.20 และสัดส่วนการเสียชีวิตที่บ้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากร้อยละ 49.07 ในปี 2567 เป็นร้อยละ 61.00 ในปี 2568 (P-value = 0.026) ในการวิเคราะห์ปัจจัย พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ใช่โรคมะเร็งมีแนวโน้มบรรลุการตายดีได้น้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง (Adjusted OR = 0.22, 95%CI = 0.05-1.01, P-value = 0.051) ส่วนปัจจัยอื่นไม่ได้แสดงความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นถึงคุณภาพของระบบบริการในภาพรวม แต่ยังสะท้อนความท้าทายในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ใช่โรคมะเร็ง ซึ่งข้อมูลเชิงประจักษ์นี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการดูแลแบบประคับประคองให้มีคุณภาพและเท่าเทียมยิ่งขึ้นต่อไป</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285540 ผลการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อการป้องกันการเกิดโรคมาลาเรียในกลุ่มเสี่ยงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี 2026-02-06T10:25:13+07:00 นิสิต จงศุภวิศาลกิจ ajcharaphan@bcnchainat.ac.th อัจฉรพรรณ ค้ายาดี ajcharaphan@bcnchainat.ac.th ลักษมีกานต์ สิริกาญจนชัยกุล ajcharaphan@bcnchainat.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการป้องกันโรคมาลาเรียในกลุ่มเสี่ยง จังหวัดกาญจนบุรี โดยประยุกต์ใช้แนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) การวิจัยดำเนินการ 3 ระยะ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 โดยใช้แบบสอบถามและแนวทางสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงเปรียบเทียบ Wilcoxon signed-rank test ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทและสภาพปัญหาในกลุ่มเสี่ยง 423 คน และสัมภาษณ์ภาคีเครือข่าย 15 คน ระยะที่ 2 พัฒนา KANC Model ประกอบด้วย การจัดการความรู้ผ่านทีมพิทักษ์สุขภาพชุมชน (K) ความร่วมมือเชิงรุก (A) การสื่อสารผ่านเครือข่าย (N) และการมีส่วนร่วมผ่านระบบเฝ้าระวังเชิงรุก (C) ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 60 คน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ระยะที่ 3 ประเมินผลและถอดบทเรียน ผลการศึกษาระยะที่ 1 พบว่ากลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 73.05 อายุเฉลี่ย 48 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับสูง ร้อยละ 69.20 แต่พฤติกรรมการป้องกันโรคอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 58.00 สะท้อนช่องว่างระหว่างความรู้และการปฏิบัติ ระยะที่ 3 หลังการทดลองใช้รูปแบบ พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพ เจตคติ และพฤติกรรมการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt;0.05) โดยพฤติกรรมป้องกันตนเองจากยุงกัดเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.30 และกลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมสูง ร้อยละ 83.33 – 90.00 ข้อเสนอแนะ ควรบูรณาการ KANC Model เข้ากับบริการสุขภาพปฐมภูมิ พัฒนาทักษะดิจิทัลแก่กลุ่มเสี่ยง และขยายการศึกษาในระยะยาวเพื่อประเมินผลลัพธ์ทางชีวภาพ</p> 2026-03-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285512 การเปรียบเทียบประสิทธิผลการให้ธาตุเหล็กเสริมในรูปแบบรับประทานสัปดาห์ละครั้งกับรับประทานทุกวันเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางในเด็กไทยอายุ 6 – 12 เดือนที่ไม่มีภาวะโลหิตจาง 2026-03-17T16:34:14+07:00 กิตติยา คำมูล kammoolkittiya@gmail.com ศุภเดช ตันรัตนกุล kammoolkittiya@gmail.com <p>ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (IDA) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ส่งผลกระทบถาวรต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก นโยบายของประเทศไทยที่แนะนำให้เสริมธาตุเหล็กสัปดาห์ละครั้งมีความแตกต่างจากแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่แนะนำให้เสริมทุกวัน การวิจัยเชิงทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบประสิทธิผลของการเสริมธาตุเหล็กแบบทุกวันกับสัปดาห์ละครั้ง และ <br />2. ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภาวะโลหิตจางในเด็กไทย โดยดำเนินการศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมและปกปิดสองทาง (Double-blinded RCT) ในเด็กอายุ 6 เดือนที่ไม่มีภาวะโลหิตจาง จำนวน 96 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับธาตุเหล็กเสริม 12.5 มิลลิกรัมทุกวัน และกลุ่มที่ได้รับสัปดาห์ละครั้ง<br />เป็นระยะเวลา 6 เดือน ผลการศึกษาพบว่า เด็กอายุ 12 เดือน กลุ่มที่ได้รับธาตุเหล็กทุกวันมีค่าเฉลี่ยระดับฮีโมโกลบิน (12.2 g/dL vs 11.4 g/dL; P-value &lt; 0.001) และระดับซีรั่มเฟอร์ริติน (45.5 ng/mL vs 18.2 ng/mL; P-value &lt; 0.001) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับสัปดาห์ละครั้งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่สำคัญที่สุดคือไม่พบเด็กที่มีภาวะ IDA เลยในกลุ่มที่ได้รับยาทุกวัน (ร้อยละ 0.00) ขณะที่กลุ่มสัปดาห์ละครั้งพบสูงถึงร้อยละ 16.70 (P-value = 0.006) ในด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าทั้งสองกลุ่มมีระดับความร่วมมือในการรับประทานยาสูงกว่าร้อยละ 90 (P-value = 0.712) และไม่พบความแตกต่างของอุบัติการณ์อาการไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญ (P-value = 0.647) ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการให้ยาทุกวันมีความปลอดภัยและเด็กสามารถทนต่อยาได้ดีสรุปผลการวิจัย การเสริมธาตุเหล็กเป็นประจำทุกวันมีประสิทธิผลในการป้องกันภาวะโลหิตจางและการขาดธาตุเหล็กในเด็กไทยอายุ 6 – 12 เดือนได้ดีกว่าการให้สัปดาห์ละครั้งอย่างชัดเจน ผลการศึกษานี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์สำคัญในการพิจารณาทบทวนนโยบายระดับชาติเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการเสริมธาตุเหล็กให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/285972 ผลของโปรแกรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับการติดตามต่อพฤติกรรมการควบคุม โรคเบาหวานและระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้อินซูลินในบริบทความหลากหลายทางภาษา 2026-04-20T09:02:56+07:00 วีระภรณ์ วิวัฒนาเกษมสุข wiwatwee115@gmail.com <p>การจัดการตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้อินซูลินเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความหลากหลายทางภาษา การวิจัยกึ่งทดลองนี้ศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับการติดตามต่อพฤติกรรมการควบคุมโรคเบาหวานและระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม (กลุ่มละ 21 คน) โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองนาน 8 สัปดาห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมโรคเบาหวานโดยรวม (รวมถึงรายด้าน) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 65.14 เป็น 85.29; 95% CI = 14.99 ถึง 23.39; Cohen's d = 2.82; P-value &lt; .001) และมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 168.48 เป็น 135.67 มก./ดล.; &gt;95% CI = -40.30 ถึง -23.98; Cohen's d = -2.45; P-value &lt; .001) ซึ่งผลลัพธ์ทั้งหมดดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P-value &lt; .001) โปรแกรมนี้จึงมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองและสามารถเป็นต้นแบบการดูแลผู้ป่วยในบริบทที่มีความหลากหลายทางภาษาได้ ทั้งนี้ ควรมีการนำผลการวิจัยไปเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้สถานบริการสาธารณสุขที่มีความหลากหลายทางประชากร นำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานสั้นๆ ต่อไป</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน