https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/issue/feed วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน 2026-08-13T11:04:32+07:00 กองบรรณาธิการวารสาร the.jccph@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร (About Journal)</strong><br />วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในด้านการสาธารณสุข ได้แก่ 1) ส่งเสริมสุขภาพและอนามัยชุมชน 2) ป้องกันโรค ควบคุมโรค ระบาดวิทยา สถิติและการวิจัยทางด้านสาธารณสุข 3) ตรวจประเมิน บำบัดโรคเบื้องต้น ดูแลช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพ และการส่งต่อ 4) อาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม และ 5) บริหารสาธารณสุขและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งด้านการแพทย์ ด้านการพยาบาล และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างสภาการสาธารณสุขชุมชนและสถาบันการศึกษาทางวิชาชีพด้านสาธารณสุข และสถาบันอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน บทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286584 การพัฒนารูปแบบการนำแผนยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลพุทธโสธรไปสู่การปฏิบัติ โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากร 2026-04-03T10:28:20+07:00 อุบลรัตน์ แสงเมฆ mui.ubo@gmail.com <p>การนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติในโรงพยาบาลตติยภูมิเป็นความท้าทาย เพราะโครงสร้างองค์กร</p> <p>ซับซ้อนและบุคลากรหลากหลายวิชาชีพ โรงพยาบาลพุทธโสธร ขนาด 650 เตียง บุคลากร 1,871 คน พบว่าร้อยละ 43.90 ไม่เคยมีส่วนร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และร้อยละ 56.7 ไม่เคยได้รับการอบรมด้านการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ การวิจัยนี้มุ่งพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติโดยการมีส่วนร่วมของบุคลากร ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart (2022) ร่วมกับการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน 3 ระยะ (มกราคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569) ระยะที่ 1 สำรวจเชิงปริมาณ 360 คน (Cronbach's Alpha = 0.92) ระยะที่ 2 วิเคราะห์เชิงคุณภาพกับผู้ให้ข้อมูลหลัก 41 คน และระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบผ่านวงจร PAOR กับบุคลากร 185 คนจาก 5 หน่วยงานนำร่อง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ระยะที่ 1 พบว่าบุคลากรมีความรู้ระดับปานกลาง (ร้อยละ 61.50) และการรับรู้การ<br />นำแผนไปปฏิบัติระดับปานกลาง (<em>M </em>= 2.99) ทั้งนี้ทัศนคติ (เจตคติ/ความเชื่อ) เป็นคนละมิติกับการรับรู้สภาพจริง แม้มีทัศนคติเชิงบวกระดับมาก (<em>M </em>= 4.04) แต่การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแผนอยู่ในระดับต่ำ (<em>M </em>= 2.94) ระยะที่ 2 พบ 6 ประเด็นเชิงคุณภาพ ได้แก่ 1. ช่องว่างการรับรู้ระหว่างลำดับชั้น 2. การสื่อสารแบบบนลงล่างขาดการสะท้อนกลับ 3. ขาดการเชื่อมโยงตัวชี้วัดกับงานประจำ 4. ปัจจัยความสำเร็จ 6 ด้าน <br />5. อุปสรรค 3 ประการ และ 6. ความต้องการรูปแบบที่เรียบง่ายและมีระบบติดตามที่รวดเร็ว ระยะที่ 3 พัฒนา BSH-MAP Model 6 องค์ประกอบ ได้แก่ Balanced Communication, Stakeholder Participation, Horizontal Accountability, Managing Resources, Assessing &amp; Tracking และ Practice Integration ทุกหน่วยงานนำร่องบรรลุตัวชี้วัดร้อยละ 82.00 การรับรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>M </em>= 3.01 เป็น 4.22; t=16.34, P-value &lt;.001, Cohen's d=1.58) ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมระดับสูง (<em>M </em>= 4.68) และบุคลากรมีความพึงพอใจระดับมาก (<em>M </em>= 4.33) BSH-MAP Model มีประสิทธิผลในบริบทโรงพยาบาลตติยภูมิ ควรขยายผลสู่หน่วยงานอื่นพร้อมพัฒนาระบบสารสนเทศรองรับการติดตามผลในระยะยาว</p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286428 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 2026-04-20T15:01:48+07:00 เพ็ญนภา สนสกุล pennapason12@gmail.com เฌอลินญ์ สิริเศรษฐ์ภพ Cherlyn.si@vru.ac.th ขนิษฐา นาคเกลี้ยง pennapason12@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2. ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 249 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 แบบสอบถามการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ค่าความเชื่อมั่น 0.94 และแบบสอบถามการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อมีค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 70.70 2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (β = 0.312, P-value = 0.002) การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม (β = 0.227, P-value = 0.023) และระดับการศึกษา (β =0.165, P-value= 0.005) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 33.30 (R² = 0.333, P-value &lt; 0.001)</p> <p>องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ คือ ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงานและการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในระดับชุมชน หน่วยงานสาธารณสุขควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อในชุมชนอย่างยั่งยืน</p> <p> </p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286364 การเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายร่วมกับการฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยง ต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ 2026-05-08T08:58:40+07:00 วินิจตา ขวัญนู vinijta1987@gmail.com <p>การวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียวการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังนี้ <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการออกกำลังกายร่วมกับการฝึกการทรงตัวด้วยกะลามะพร้าว<br />ต่อสมรรถภาพทางกายและความเสี่ยงการหกล้ม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้สูงอายุในโรงพยาบาลชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุอายุ 60 – 79 ปี จำนวน 40 คน ที่รับบริการ ณ คลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลศีขรภูมิ ซึ่งได้รับโปรแกรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้คือแบบทดสอบ Timed Up and Go (TUG) และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า เวลาเฉลี่ยในการทดสอบ TUG ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 14.50±3.00 เป็น 11.70±2.60 วินาที (Mean difference = 2.80 วินาที, 95% CI: 2.18-3.42, t = 9.12, P-value &lt; .001) สัดส่วนผู้สูงอายุในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการหกล้มลดลงจากร้อยละ 50.00 เหลือร้อยละ 10.00 ขณะที่กลุ่มความเสี่ยงต่ำเพิ่มขึ้น<br />จากร้อยละ 15.00 เป็นร้อยละ 45.00 คะแนนความพึงพอใจโดยรวมต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.52±0.38) ข้อเสนอแนะคือ โรงพยาบาลชุมชนสามารถนำโปรแกรม 8 สัปดาห์นี้ไปประยุกต์ใช้เป็นชุดกิจกรรม (Intervention package) ในคลินิกผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางกายและลดความเสี่ยง<br />การหกล้ม</p> 2026-07-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286580 ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี จากการถ่ายโอน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี 2026-05-27T17:25:42+07:00 จำนงค์ โพธิ์ทา chumnong2520@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับ<br />การรับรู้ประสิทธิภาพการทำงาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่ร่วมอธิบายการรับรู้ประสิทธิภาพการทำงาน<br />ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ภายใต้บริบทภายหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด กลุ่มตัวอย่างคือ อสม. จำนวน 315 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ แรงจูงใจในการทำงาน ความรู้และทักษะในการปฏิบัติงาน การสนับสนุนจากหน่วยงาน และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และแบบประเมินการรับรู้ประสิทธิภาพการทำงานของ อสม. แบบสอบถามมีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.21, <em>SD.</em> = 0.54) ปัจจัยทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการรับรู้ประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความเข้าใจในบทบาทหน้าที่มีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = .752, P-value &lt; .001) และปัจจัยทั้ง 4 ด้านสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการรับรู้ประสิทธิภาพการทำงานได้ร้อยละ 64.50 (R² = 0.645, Adjusted R² = 0.640, P-value &lt; .001) โดยความเข้าใจในบทบาทหน้าที่เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด (Beta = 0.421) ผลการวิจัยชี้ว่า อบจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสื่อสารบทบาทหน้าที่ของ อสม. ภายใต้โครงสร้างใหม่ให้ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะและระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่</p> 2026-07-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286579 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการในคลินิกโรคเรื้อรังโรงพยาบาลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ 2026-06-15T09:26:07+07:00 นิสาชล ไกรสุข nisa.nddh@gmail.com <p>การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการ ในคลินิกโรคเรื้อรังโรงพยาบาลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการ ในคลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ กระบวนการวิจัยดำเนินการวิจัยและพัฒนาโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยจำนวน 403 ราย ได้จากการคำนวณด้วยสูตร Taro Yamane และคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ คู่มือการปฏิบัติงาน และระบบข้อมูลสารสนเทศ เครื่องมือวิจัยมีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.92) และความเชื่อมั่นอยู่ในระดับดี (Cronbach's alpha = 0.89) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกผลทางคลินิกและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ (2) การใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อติดตามผู้ป่วย (3) การให้ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพผู้ป่วยและครอบครัว และ (4) การประสานการดูแลระหว่างโรงพยาบาลและเครือข่ายบริการสุขภาพภายหลังการใช้แนวทางดังกล่าว พบว่าค่าเฉลี่ย HbA1c ลดลงจาก 8.45 เป็น 7.12 และระดับความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; .001) ขณะที่ความพึงพอใจของผู้ป่วยและครอบครัวอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.35, <em>SD.</em> = 0.42) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ รูปแบบการดูแลแบบบูรณาการที่เน้นการทำงานของทีมสหวิชาชีพและการเชื่อมโยงข้อมูลมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค ควรนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทโรงพยาบาลชุมชนเพื่อลดภาระทางสุขภาพในระยะยาว</p> 2026-07-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/287484 ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดสุพรรณบุรี 2026-06-24T15:54:51+07:00 สมภพ ปานมณี sompop.toon@gmail.com นพดล ทองอร่าม Nopadol@phcsuphan.ac.th <p>บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุข นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง<br />ที่มีแนวโน้มจะสูบบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1.ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ <br />2.ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและ 3. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 418 คน โดยใช้สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิตที่ใช้ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและ สัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง นักเรียนส่วนใหญ่เคยพบเห็นการสูบบุหรี่ไฟฟ้า มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ อยู่ในระดับสูง (<em>M</em>=4.56, <em>SD.</em>=0.75) อยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดสุพรรณบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ทักษะการจัดการตนเองมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากที่สุด (<strong>β</strong> = 0.415, P-value = &lt;.001) รองลงมาคือ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (<strong>β</strong> = 0.348, P-value = &lt;.001) และ ทักษะการตัดสินใจ (<strong>β</strong> = 0.187, P-value = &lt;.001) ตามลำดับ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ร้อยละ 76.00 (R<sup>2</sup>=0.760, P-value &lt; 0.05)</p> <p>องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ คือ ทักษะการจัดการตนเองและทักษะการรู้เท่าทันสื่อที่สามารถช่วยให้พฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนควรส่งเสริมกิจกรรมยามว่างที่เป็นประโยชน์ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และสร้างสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมเกี่ยวกับโทษและพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนให้มีความยั่งยืนต่อไป</p> 2026-08-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286939 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจให้บุตรรับวัคซีนครบตามเกณฑ์ของผู้ปกครองในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา 2026-06-30T12:36:57+07:00 พัชรี รัตนจินดา patchareehatyai@gmail.com กิตติพร เนาว์สุวรรณ patchareehatyai@gmail.com <p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนและปัจจัยที่มีผลต่อ<br />การตัดสินใจให้บุตรรับวัคซีนครบตามเกณฑ์ของผู้ปกครองในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา จำนวน 179 คน <br />ใช้วิธีสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือแบบสอบถาม ปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ประโยชน์ ความรุนแรง โอกาสเสี่ยงและการรับรู้อุปสรรคของการนำบุตรมารับวัคซีน ได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม <br />กับวัตถุประสงค์ระหว่าง 0.67 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.87 , 0.91 , 0.78 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยพหุคูณโลจิสติก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าสัดส่วนการตัดสินใจให้บุตรรับวัคซีนครบตามเกณฑ์ของผู้ปกครองในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ร้อยละ 81.56 ผู้ปกครองที่เป็นผู้ชายมีส่วนในการตัดสินใจนำบุตรมารับวัคซีนครบตามเกณฑ์ <br />ถึง 8.34 เท่า (<em>OR<sub>adj</sub></em> =8.34,<em>95%CI</em>:1.03-67.46) ผู้ปกครองที่มีการรับรู้โอกาสเสี่ยงสูง ตัดสินใจนำบุตรมารับวัคซีน 4.13 เท่า (<em>OR<sub>adj</sub></em> =4.13,<em>95%</em><em>CI</em>:1.60 - 10.66) และผู้ปกครองที่มีการรับรู้อุปสรรคของการนำบุตร<br />มารับวัคซีน ระดับต่ำ ตัดสินใจนำบุตรมารับวัคซีน 3.39 เท่า (<em>OR<sub>adj</sub></em> =3.39,<em>95%CI</em>:1.25 - 9.18) เป็นปัจจัย<br />ที่มีผลต่อการตัดสินใจให้บุตรรับวัคซีนครบตามเกณฑ์ของผู้ปกครองใน อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา <br />อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05, 0.01 และ 0.001</p> <p>ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ควรปรับรูปแบบการให้ความรู้ และการมีส่วนร่วมผู้ชาย ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการนำบุตรมารับวัคซีน รวมถึงการให้ความรู้รายบุคคลเกี่ยวกับโอกาสเสี่ยง และร่วมขจัดปัญหาอุปสรรคของการนำบุตรมารับวัคซีน</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286718 อุบัติการณ์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญีระหว่างการผ่าตัดในผู้ป่วย โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง 2026-05-18T10:10:44+07:00 สโรชา ศรีสวัสดิ์ sisawatsacha@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกตแบบสองทิศทาง (Ambidirectional cohort study) <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญีระหว่างการผ่าตัดในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด ณ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง โดยศึกษาจากเวชระเบียนผู้ป่วยจำนวน 2,400 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยใช้ Multiple Logistic Regression นำเสนอค่า Adjusted Odds Ratio (Adjusted OR) ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95.00 และกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญีระหว่างการผ่าตัดเท่ากับร้อยละ 20.00 โดยภาวะที่พบมากที่สุด ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตต่ำ รองลงมาคือภาวะความดันโลหิตสูง และภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ นอกจากนี้ พบว่า อายุที่มากกว่า 65 ปี ระดับ ASA physical status ตั้งแต่ระดับ III ขึ้นไป การผ่าตัดฉุกเฉิน ระยะเวลาการผ่าตัดมากกว่า 120 นาที และการได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ General anesthesia มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการประเมินความเสี่ยงก่อนการผ่าตัดและการเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างใกล้ชิด สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการดูแลผู้ป่วย พัฒนาแนวทางปฏิบัติด้านวิสัญญี<br />และยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/288696 ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2026-06-24T09:32:34+07:00 จริยา ผาทอง tai_fountain@hotmail.com กฤษณา ทรัพย์สิริโสภา krissana_h@yahoo.com อารีย์ จันทะโพรี krissana_h@yahoo.com <p>อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารความเสี่ยงและส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในชุมชน จำเป็นต้องมีความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สามารถเข้าถึง เข้าใจ และใช้ข้อมูลคุณภาพอากาศในการป้องกันผลกระทบจากฝุ่นละออง การวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 กลุ่มตัวอย่างคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ปฏิบัติงานในเขตเทศบาลตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จำนวน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านทุกข้อคำถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่า 0.50 และได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกัน PM2.5 อยู่ในระดับเพียงพอ (ร้อยละ 64.00) โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 40.61 (<em>SD.</em> = 5.10) สำหรับพฤติกรรมการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่พบในระดับมาก (ร้อยละ 64.00) โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 17.57 (<em>SD.</em> = 3.20) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ( <em>r<sub>sp</sub></em>= .263), ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างศักยภาพ อสม. ให้เป็น "แกนนำความรอบรู้ด้านฝุ่น PM 2.5" <br />เพื่อยกระดับสุขภาวะของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/289382 ปัจจัยทำนายการเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมองแบบช่องทางด่วน โดยใช้เทคนิคเหมืองข้อมูลในบริบทโรงพยาบาลชุมชน 2026-07-10T18:18:56+07:00 วีระชัย สมอหมอบ wirachai.s@bcnu.ac.th สุปราณี โรจน์สุพร supraneenink@bcnu.ac.th กริช สมกันธา dr_krit@udru.ac.th หัสทยา โพธิวงษ์ Hatthaya.tid@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญ<br />ในการทำนายการเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมองแบบช่องทางด่วน ภายใน 4.5 ชั่วโมง โดยประยุกต์ใช้เทคนิคเหมืองข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 424 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ฐานข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ และรายงานโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้อัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง 3 วิธี ได้แก่ k-Nearest Neighbors (KNN), Naïve Bayes และ Random Forest ทดสอบประสิทธิภาพของแบบจำลองด้วยวิธีการทดสอบแบบไขว้ 10 ส่วน และประเมินผลด้วยค่าความแม่นยำ (Classification Accuracy: CA) ความไว (Recall) ความจำเพาะ (Specificity) และพื้นที่ใต้เส้นโค้ง ROC (AUC) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 60.14 ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ/อุดตัน ร้อยละ 85.38 และสามารถเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมองแบบช่องทางด่วนทันภายใน 4.5 ชั่วโมง <br />ร้อยละ 51.18 เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลอง พบว่า Naïve Bayes มีประสิทธิภาพสูงที่สุด <br />(CA = 71.7%, Recall = 71.7% Specificity =71.9% และค่า AUC เท่ากับ 0.787) ปัจจัยสำคัญในการทำนายการเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมองแบบช่องทางด่วน ได้แก่ ชนิดของโรคหลอดเลือดสมอง <br />ตำบลของผู้ป่วย และระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางจากบ้านมายังโรงพยาบาล ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของเทคนิคเหมืองข้อมูลในการวิเคราะห์และทำนายการเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมองแบบช่องทางด่วน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การปรับปรุง<br />การเข้าถึงบริการในพื้นที่ห่างไกล และการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสุขภาพในระดับชุมชนได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/289334 รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุของประชาชนกลุ่มอายุ 50-59 ปี โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2026-07-20T10:22:35+07:00 พัชรวัฒน์ พัชรเกียรติกนก patcharawat.222@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุของประชาชนกลุ่มอายุ 50–59 ปี 2) พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และ 3) ประเมินผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนอายุ 50–59 ปี จำนวน 420 คน และกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวจำนวน 50 คน ผู้ให้ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพจำนวน 10 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า IOC เท่ากับ 0.82 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.89 แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุของประชาชนกลุ่มอายุ 50–59 ปี โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Friedman Test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุประกอบด้วยด้านร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ สังคม และการดำรงชีวิตในวัยสูงอายุ โดยรูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5 ฐานหมุนเวียน(ฐานละ 25 นาที) ร่วมกับการติดตามของภาคีเครือข่ายในชุมชน ภายหลังการทดลองและระยะติดตามผลพบคะแนนเฉลี่ยการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุ สูงกว่าก่อนการทดลอง(Z=6.182 , P-value &gt;0.05) ผู้เข้าร่วมสะท้อนว่ากิจกรรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพ การปรับพฤติกรรม และการวางแผนชีวิตในอนาคตได้อย่างเหมาะสม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชน สามารถเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมของประชาชนก่อนวัยสูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรขยายผลสู่พื้นที่และกลุ่มประชากรอื่นต่อไป</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/287077 ปัจจัยหลายระดับที่มีอิทธิพลต่อการเสริมสร้างอำนาจชุมชนในการจัดการระบบสุขภาพชุมชน จังหวัดเพชรบูรณ์ 2026-08-13T11:04:32+07:00 บรรณกร เสือสิงห์ bunnagone02@gmail.com จินานารถ โพธิ์สัย jinarnart@gmail.com วนัสรา เชาวน์นิยม wanasara.c@ptu.ac.th บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ wanasara.c@ptu.ac.th <p>ระบบสุขภาพชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยเฉพาะในบริบทการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ส่งผลให้เกิดความซับซ้อนเชิงโครงสร้างและการประสานงาน การวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ประเมินระดับการเสริมสร้างอำนาจชุมชนในการจัดการระบบสุขภาพชุมชนตามกรอบ 9 ด้านของ Laverack 2. วิเคราะห์ปัจจัยหลายระดับตามแบบจำลองนิเวศวิทยาสังคม และ 3) เปรียบเทียบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยหลายระดับต่อการเสริมสร้างอำนาจชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว 385 คน จาก 11 อำเภอของจังหวัดเพชรบูรณ์ คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เส้นทาง ผลการวิจัยพบว่า การเสริมสร้างอำนาจชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 3.10, <em>SD.</em> = 0.47) ด้านบทบาทผู้ช่วยเหลือจากภายนอกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<em>M</em> = 3.64) ขณะที่ด้านการบริหารจัดการโครงการมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (<em>M</em> = 2.34) ปัจจัยระดับองค์กรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<em>M</em> = 4.06) ปัจจัย 5 ระดับร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการเสริมสร้างอำนาจชุมชนได้ร้อยละ 22.6 (R² = .226, F(5, 379) = 22.16, <br />P-value &lt; .001) โดยปัจจัยระดับบุคคลมีอิทธิพลทางบวกสูงสุด (β = .333, P-value &lt; .001) รองลงมาคือระดับองค์กร (β = .227, P-value = .001) ส่วนปัจจัยระดับชุมชน (β = −.157) และระดับนโยบาย (β = −.139) มีอิทธิพลทางลบอย่างมีนัยสำคัญ ไม่พบความแตกต่างของการเสริมสร้างอำนาจชุมชนจำแนกตามเพศและลักษณะประชากรศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ และไม่พบอิทธิพลส่งผ่านของปัจจัยระดับนโยบายผ่านระดับองค์กร (Mediation ไม่มีนัยสำคัญ) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างศักยภาพแกนนำสุขภาพระดับบุคคล เสริมความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการโครงการซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุด พัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพชุมชนแบบบูรณาการ และศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ทางลบของปัจจัยระดับชุมชนและนโยบาย</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/289226 การศึกษาสถานะสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคและภัยสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ข้ามชาติในเขตเทศบาลนครแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 2026-07-22T15:14:49+07:00 พนานต์พงศ์ ผัดอ่อนอ้าย phananpong@gmail.com <p>การศึกษาสถานะสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคและภัยสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ข้ามชาติในเขตเทศบาลนครแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตากมีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อศึกษาสถานะสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ ระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคและภัยสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างสถานะสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันโรคและภัยสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ข้ามชาติในเขตเทศบาลนครแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางกลุ่มตัวอย่างคือพระภิกษุที่จำพรรษาอยู่ในวัดภายในเขตเทศบาลนครแม่สอด ทั้งหมด 42 รูปใช้แบบสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของพระสงฆ์ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขปี 2566 และแบบวัดพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขปี 2563 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์และฟิชเชอร์เอกแซก</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าพระภิกษุสงฆ์ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เชื้อชาติกะเหรี่ยง อาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 1 - 20 ปี พรรษาบวชน้อยกว่า 10 พรรษา ดัชนีมวลกายเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และชอบฉันอาหารรสหวาน มัน เค็ม ไม่มีความเครียด พฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ระยะเวลาที่อาศัยในประเทศไทย ระดับดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลในเลือด และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์กับระดับพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หน่วยงานด้านสาธารณสุขควรจัดกิจกรรมสุขศึกษาและสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและการป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/286735 การพัฒนาการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในตำบลประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี 2026-05-22T16:37:11+07:00 พิฐชญาณ์ ผ่องแผ้ว phitchayada4559@gmail.com <p>การเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเด็ก <br />แต่การดำเนินงานในระดับพื้นที่ยังมีข้อจำกัดด้านการติดตามเด็กกลุ่มเสี่ยง การพัฒนาศักยภาพผู้ปกครอง และการบูรณาการความร่วมมือของภาคีเครือข่าย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) โดยระยะประเมินผลใช้รูปแบบ One-group Pretest–Posttest Design <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง พัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และประเมินผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างระยะประเมินผล ได้แก่ <br />เด็กปฐมวัยอายุ 0–5 ปี และผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้ดูแลหลัก จำนวน 42 คู่ คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และแบบประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือ DSPM วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M = </em>3.41<em>, SD. </em>= 0.50) โดยการติดตามพัฒนาการโดยบุคลากรสาธารณสุขมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<em>M</em> = 3.67, <em>SD.</em> = 0.44) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การประเมินพัฒนาการเด็ก การพัฒนาศักยภาพผู้ปกครอง การมีส่วนร่วมของชุมชน และระบบติดตามต่อเนื่อง ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ เด็กปฐมวัยมีคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยเพิ่มจาก 3.21 ± 0.46 <br />เป็น 3.78 ± 0.41 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 6.52, P-value=0.001) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพ</p> <p> </p> <p> </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/289605 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเครียดของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนแห่งหนึ่ง อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก 2026-07-10T18:14:49+07:00 ปวริสา ทับอินทร์ kukietk@gmail.com ปฏิภรณ์ ศรอยู่ kukietk@gmail.com นรินทร์ธิดา หอมหวน kukietk@gmail.com จินดาวรรณ ท่อมลิต kukietk@gmail.com กู้เกียรติ ก้อนแก้ว kukietk@gmail.com <p>ปัญหาสุขภาพจิตยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งต้องมีการปรับตัวส่งผลให้เกิดความเครียด การวิจัยภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนแห่งหนึ่ง อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 207 คน สุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยโปรแกรม OpenEpi เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม แบ่งเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย 1. ข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน 8 ข้อ 2. ทัศนคติ ได้แก่ ทัศนคติต่อความรัก ทัศนคติต่อการเรียน จำนวน 9 ข้อ 3. สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ได้แก่ สัมพันธภาพภายในครอบครัว สัมพันธภาพกับเพื่อน สัมพันธภาพกับคุณครู จำนวน 21 ข้อ 4. แบบประเมินความเครียดของกรมสุขภาพจิต (SPST–20) จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดปานกลางถึงรุนแรง ร้อยละ 71.98 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเครียด ได้แก่ แผนการเรียน ผลการเรียนเฉลี่ย ทัศนคติต่อการเรียน สัมพันธภาพภายในครอบครัว สัมพันธภาพกับเพื่อน และสัมพันธภาพกับคุณครู ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ความเครียดได้ร้อยละ 51.00 ดังนั้นโรงเรียนควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับนักเรียน พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อน และควรส่งเสริมสัมพันธภาพภายในครอบครัว ผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้บุตรหลานได้พูดคุย แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นของตนเอง พร้อมทั้งให้การสนับสนุนทางอารมณ์ และควรให้คำแนะนำเชิงบวกแก่บุตรหลาน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน