วารสารสหเวชศาสตร์และสุขภาพชุมชน (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH <p>วารสารสหเวชศาสตร์ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา เป็นวารสารวิชาการราย 4 เดือน มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ขอเชิญท่านที่สนใจส่งบทความวิจัย&nbsp; บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทความปริทัศน์หนังสือ สารคดี ด้านสหเวชศาสตร์ ด้านการสาธารณสุข การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก การพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ การเรียนการสอน หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา</p> <p>&nbsp;</p> sarit@yala.ac.th (ดร.สฤษดิ์ ผาอาจ) sarit@yala.ac.th (ดร.สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์) Mon, 28 Sep 2026 07:57:02 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 จากข้อมูลความรู้สู่ปัญญา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/292212 <p>-</p> รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/292212 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษารายบุคคลแบบผสมต่อความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/292172 <p>การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษารายบุคคลแบบผสมต่อความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยรายใหม่และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่ง จำนวน 30 ราย ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยคือโปรแกรมการให้คำปรึกษารายบุคคลแบบผสม 4 ประเด็น (3 ประเด็นแบบ face-to-face และ 1 ประเด็นแบบ tele-counseling) และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบประเมินความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าในโรงพยาบาล (Hospital Anxiety and Depression Scale: HADS) ฉบับภาษาไทย วัดผล 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนได้รับคำปรึกษา (Pre-test) หลังได้รับคำปรึกษาครั้งที่ 1 (Posttest 1) และวันนัดหมายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (Posttest 2) สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานหลักคือการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลลดลงจาก (Mean = 12.27, SD = 2.27) สู่ระดับปกติ (Mean = 3.37, SD = 0.62) และคะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าลดลงจาก 10.77 (SD = 2.30) สู่ 1.40 (SD = 2.06) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) สัดส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะวิตกกังวลระดับชัดเจนลดลงจากร้อยละ 73.3 เหลือร้อยละ 6.7 และอาการซึมเศร้าระดับชัดเจนลดลงจากร้อยละ 50.0 เหลือร้อยละ 3.3 แสดงให้เห็นว่าการให้คำปรึกษารายบุคคลมีประสิทธิผลในการเตรียมความพร้อมทางจิตใจและส่งเสริมการปรับตัวของผู้ป่วย</p> <p>สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการให้คำปรึกษารายบุคคลแบบผสม 4 ประเด็น ช่วยลดสภาวะวิกฤตทางอารมณ์ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โรงพยาบาลควรนำโปรแกรมนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่วันแรกที่วินิจฉัย เพื่อเพิ่มคุณภาพการดูแลเชิงรุกและช่วยให้ผู้ป่วยพร้อมรับการรักษาที่มีความซับซ้อนต่อไป</p> กัลยา เฉลิมวัฒนพงศ์, มัณฑนา เพชรเศรษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/292172 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมและระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้สูงอายุเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/292209 <p class="isselectedend" style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ในผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมการจัดการตนเอง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้สูงอายุและครอบครัว การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างจำนวน </span><span style="font-size: 15.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">60 <span lang="TH">คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ </span>30 <span lang="TH">คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่ายจากผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัว จำนวน </span>5 <span lang="TH">ครั้ง เป็นระยะเวลา </span>4 <span lang="TH">สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมการจัดการตนเอง และการตรวจวัดระดับน้ำตาลสะสมในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</span></span></p> <p class="isselectedend" style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองเฉลี่ย </span><span style="font-size: 15.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">115.83 <span lang="TH">คะแนน (</span>S.D. = 8.08) <span lang="TH">ซึ่งสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span>t = 18.43, p = 0.0001) <span lang="TH">และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span>t = 16.86, p = 0.0001) <span lang="TH">นอกจากนี้ ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของกลุ่มทดลองลดลงภายหลังได้รับโปรแกรม</span></span></p> <p style="margin-top: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองและช่วยลดระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ บุคลากรสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุและครอบครัว เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน</span></p> พักตร์จิมา สมานสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/292209 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบประเมินการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอในจังหวัดสงขลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/292176 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นของแบบประเมินการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอในจังหวัดสงขลา โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ร่วมกับการวิจัยแบบผสมผสานวิธีประเภทแสวงหาผลลัพธ์ในระยะแรก (Exploratory Sequential Mixed Methods Design) ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาองค์ประกอบและสังเคราะห์กรอบแนวคิดจากการทบทวนเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จำนวน 16 คน (2) การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นของแบบประเมิน โดยตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและนำไปทดลองใช้กับบุคลากรสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จำนวน 192 คน เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมั่นภายในและความตรงเชิงโครงสร้างเบื้องต้นด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และ (3) การศึกษาระดับการบริหารเชิงกลยุทธ์ตามการรับรู้ของบุคลากร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กรอบแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม การกำหนดกลยุทธ์ การนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ และการประเมินผลและควบคุมกลยุทธ์ แบบประเมินมีข้อคำถาม 36 ข้อ โดยมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าเฉลี่ยทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.957 และรายองค์ประกอบอยู่ระหว่าง 0.858–0.895 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจพบว่า ข้อมูลมีความเหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบ (KMO = 0.951; Bartlett’s test, p &lt; 0.001) และสนับสนุนโครงสร้าง 4 องค์ประกอบ ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 45.44 โดยข้อคำถาม 34 ข้อมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.430–0.943 ขณะที่ข้อ 13 และ 33 มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบต่ำกว่า 0.40 แต่ได้รับการคงไว้เนื่องจากมีความสำคัญเชิงทฤษฎีและควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมในการศึกษาครั้งต่อไป ผลการประเมินระดับการบริหารเชิงกลยุทธ์ตามการรับรู้ของบุคลากรพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.74, S.D. = 0.53) โดยด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 3.83, S.D. = 0.58) และด้านการประเมินผลและควบคุมกลยุทธ์มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (x̄ = 3.71, S.D. = 0.59) ผลการวิจัยให้หลักฐานเบื้องต้นว่าแบบประเมินมีความตรงเชิงเนื้อหา ความสอดคล้องภายใน และโครงสร้างองค์ประกอบในระดับที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้ประเมินการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ อย่างไรก็ตาม ควรมีการตรวจสอบโครงสร้างด้วยกลุ่มตัวอย่างอิสระและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันในระยะต่อไป</p> สมโภช ยอดดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/292176 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700