https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/issue/feed
วารสารสหเวชศาสตร์และสุขภาพชุมชน (Online)
2026-07-15T22:34:12+07:00
ดร.สฤษดิ์ ผาอาจ
sarit@yala.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารสหเวชศาสตร์ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา เป็นวารสารวิชาการราย 4 เดือน มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ขอเชิญท่านที่สนใจส่งบทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทความปริทัศน์หนังสือ สารคดี ด้านสหเวชศาสตร์ ด้านการสาธารณสุข การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก การพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ การเรียนการสอน หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/286053
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยชุมชนตำบลศรีสุข อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์
2026-02-11T06:56:52+07:00
วิโชติ ผ้าผิวดี
meevichotmee121@gmail.com
<p>ศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาหารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยชุมชนตำบลศรีสุข อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ผู้สูงอายุในพื้นที่ตำบลศรีสุข อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ในปี พ.ศ.2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินการส่งเสริมสุขภาพดี (Wellness Plan)การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าก่อนดำเนินการ การประเมินพฤติกรรมการมีสุขภาพดีประกอบด้วย 6 องค์ประกอบของผู้สูงอายุ ผลการประเมินความเสี่ยงด้านที่ 1 การเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุมีความเสี่ยงร้อยละ 40 ด้านที่ 2 โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงด้านพฤติกรรมการกินอาหารร้อยละ 23.3 ด้านที่ 3 สุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุมีความเสี่ยงร้อยละ 50 ด้านที่ 4 ผู้สูงอายุสมองดีมีความเสี่ยงร้อยละ 30 ด้านที่ 5ความสุขของผู้สูงอายุมีความเสี่ยงร้อยละ 10 ด้านที่ 6 สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงร้อยละ 40 ภายหลังดำเนินการ พบว่า ด้านการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ ด้านโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ ด้านสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุสมองดี ด้านความสุขของผู้สูงอายุมีความเสี่ยง ด้านสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยมีความเสี่ยงลดลงร้อยละ 10, 16.7, 40, 20, 6.7และ16.7 ตามลำดับ</p> <p> โดยสรุปกระบวนการจัดทำแผนสุขภาพดี (Wellness Plan) สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้ง 6 ด้านที่สามารถส่งผลให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย</p>
2026-02-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/288286
ผลลัพธ์ทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ในโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-05-04T11:39:38+07:00
มะลิวรรณ โต๊ะหวันแส้
montiramung@hotmail.com
จิราวรรณ รอดมณี
montiramung@hotmail.com
มณฑิรา ชาญณรงค์
montiramung@hotmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์ทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของผู้ป่วยหลังผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการศึกษาย้อนหลังในเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จำนวน 193 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านมีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ฟิชเชอร์เอกแซคเทส</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 52.8 มีอายุเฉลี่ย 33.85 ± 20.07 ปี โดยมีอายุอยู่ในช่วง 15-30 ปีมากที่สุด ร้อยละ 32.1 ส่วนใหญ่เป็น เกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 47.7 และไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 79.8 กิจกรรมการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวเร็วหลังผ่าตัดที่ได้รับมากที่สุด คือ การดูแลบาดแผล ร้อยละ 98.4 รองลงมาคือ การเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย ร้อยละ 97.9 การจัดการความปวด ร้อยละ 94.3 และ การกระตุ้นลุกเดินครั้งแรก ร้อยละ 68.9 และการพยาบาลที่ได้รับน้อยที่สุด คือ การฝึกหายใจและไอ เพียงร้อยละ 2.1 สำหรับผลลัพธ์ทางการพยาบาลผู้ป่วยหลังผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ร้อยละ 94.3 มีระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 6.13±3.87 วัน โดยส่วนใหญ่สามารถจำหน่ายกลับบ้านได้ภายใน 7 วัน ร้อยละ 78.8 ทุกรายมีสถานะการจำหน่ายแบบอาการดีขึ้น ร้อยละ 100 และไม่มีการกลับมารับการรักษาซ้ำภายใน 28 วัน ร้อยละ 98.4 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า การกระตุ้นลุกเดินมีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) ในขณะที่กิจกรรมการพยาบาลอื่น ๆ ไม่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางการพยาบาล</p> <p> ดังนั้นควรพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวที่รวดเร็วที่เน้นการกระตุ้นลุกเดินโดยเร็วอย่างเป็นระบบแทนการให้การพยาบาลแบบทั่วไป เพื่อลดความเบี่ยงเบนของระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลและยกระดับมาตรฐานการดูแลให้ดียิ่งขึ้น</p>
2026-05-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/290296
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของนิสิตกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-07-15T10:21:06+07:00
รปภัสร์ รัตนโกเมศ
thanathip824@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของนิสิตกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ (Google Form) จากกลุ่มตัวอย่างจำนวนนิสิต 359 คน แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และมีค่าความเชื่อมั่น 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (Chi-square Test และ Pearson’s Correlation Coefficient)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 20 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 59.3) ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 (ร้อยละ 30.6) ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ย 4,000 – 6,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 60.2) มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 62.4) เป็นส่วนมาก และเคยมีประสบการณ์การเกิดอุบัติเหตุ (ร้อยละ 57.9) โดยลักษณะการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่พบว่า เกิดจากรถจักรยานยนต์ล้มเอง (ร้อยละ 34.8) มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุในระดับมาก (ร้อยละ 53.2) มีทัศนคติในระดับดี (ร้อยละ 65.5) การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 61.8) และได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมในระดับมาก (ร้อยละ 68.2) โดยพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุของนิสิตอยู่ในระดับดีเช่นกัน (ร้อยละ 64.9)</p> <p>การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า เพศ (p < 0.001) การมีใบอนุญาตขับขี่ (p < 0.015) ปัจจัยนำพบว่า ความรู้มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = 0.245, p < 0.01) และทัศนคติมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (r = 0.365, p < 0.01) ส่วนปัจจัยเอื้อพบว่า การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (r = 0.410, p < 0.01) และปัจจัยเสริมพบว่า การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง (r = 0.471, p < 0.01)</p>
2026-07-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/290316
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของนิสิตกลุ่มวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-07-15T19:56:23+07:00
ธานาธิป ลาดบัวขาว
thanathip824@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามกลุ่มวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตที่กำลังศึกษในกลุ่มวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 373 คน จากประชากรทั้งหมด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้สถิติวิเคราะห์ ได้แก่ ไควสแควร์ (Chi-Square Test) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Correlation) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทางประชากร เพศหญิงจำนวน 246 คน ร้อยละ 66.0 มีอายุส่วนใหญ่อยู่กลุ่มอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 232 คน ร้อยละ 62.5 คณะที่มากสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ คณะวิทยาการสารสนเทศ จำนวน 90 คน ร้อยละ 24.1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 70 คน ร้อยละ 18.8 คณะวิทยาศาสตร์และคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ จำนวน 62 คน ร้อยละ 16.6 โดยกลุ่มตัวอย่างมีชั้นปีส่วนใหญ่อยู่ที่ปี 1 จำนวน 101 คน ร้อยละ 27.1 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 4,001 - 6,000 บาท จำนวน 225 คน ร้อยละ 60.3 มีกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์ จำนวน 233 คน ร้อยละ 62.5 และเคยมีประสบการณ์การเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 219 คน ร้อยละ 58.7 โดยมีพฤติกรรมการป้องอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมระดับดีความรู้ ทัศนคติ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารการเกิดอุบัติเหตุและการป้องกันอุบัติเหตุ แรงสนับสนุนทางสังคม โดยส่วนใหญ่อยู่ระดับดี และผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรกับพฤติกรรมการป้องกัน พบว่า เพศ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความรู้ ทัศนคติ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารการเกิดอุบัติเหตุและการป้องกันอุบัติเหตุ แรงสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-07-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/290320
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของนิสิตกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-07-15T22:34:12+07:00
สุวิมล ขมสันเทียะ
suwimon.khom@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของนิสิตกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 380 คน จากประชากรทั้งหมด 29,090 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมาน คือ สถิติไคสแควร์ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 255 คน (ร้อยละ67.1) ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 20 ปี ขึ้นไป จำนวน 241 คน (ร้อยละ63.4) กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 มากที่สุด จำนวน 105 คน (ร้อยละ27.6) ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 4,000-6,000 บาทต่อเดือน จำนวน 221 คน (ร้อยละ58.2) กลุ่มตัวอย่างไม่มีใบอนุญาตขับขี่ จำนวน 141 คน (ร้อยละ37.1) และ มีใบอนุญาตขับขี่ จำนวน 239 คน (ร้อยละ62.9) และเคยเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 226 คน (ร้อยละ59.5) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ล้มเอง จำนวน 131 คน (ร้อยละ34.5) ส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับมาก จำนวน 203 คน (ร้อยละ53.4) ทัศนคติระดับดี จำนวน 237 คน (ร้อยละ62.4) ได้รับข้อมูลข่าวสารในระดับมาก จำนวน 220 คน (ร้อยละ57.9)ได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมในระดับมาก จำนวน 250 คน (ร้อยละ65.8) และส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุในระดับดี จำนวน 229 คน (ร้อยละ60.3)</p> <p>ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรต่อพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุ พบว่า เพศ (p-value < 0.001) การมีใบอนุญาตขับขี่ (p-value < 0.001) มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่สถิติระดับ 0.05 และความรู้ (r = 0.245) ทัศนคติ (r = 0.350) การเข้าถึงข้อมูล (r = 0.401) การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม (r = 0.495) ที่นัยสำคัญทางสถิติ 0.01</p>
2026-07-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/289505
แนวทางการตรวจสอบสินทรัพย์ของหน่วยบริการในเขตสุขภาพที่ 8 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
2026-06-15T16:20:01+07:00
สุกานดา ศรีบัวขาว
onreg10991@hotmail.com
<p>สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยเขตสุขภาพที่ 8 มีหน่วยบริการในกำกับรวมทั้งสิ้น 88 หน่วยบริการ และ 18 หน่วยเบิกจ่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการเงินภาพรวมระดับกรม รายการสินทรัพย์ถาวรและลูกหนี้ค่ารักษาพยาบาลถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อฐานะทางการเงินและสภาพคล่องของหน่วยบริการ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการบริหารจัดการสินทรัพย์ถาวรและลูกหนี้ค่ารักษาพยาบาลของหน่วยบริการในเขตสุขภาพที่ 8 วิเคราะห์ผลการตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพของระบบการควบคุมภายในที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพัฒนาแนวทางการตรวจสอบสินทรัพย์ถาวรและลูกหนี้ค่ารักษาพยาบาลสำหรับหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข</p> <p>ผลการศึกษาจากการตรวจราชการและนิเทศงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และ พ.ศ. 2568 ภายใต้ตัวชี้วัดการตรวจสอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรายงานการเงินในหมวดสินทรัพย์ถาวรและลูกหนี้ค่ารักษาพยาบาล พบว่า หน่วยบริการยังขาดมาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติงานที่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้กระบวนการบันทึก การติดตาม และการรายงานข้อมูลทางการเงินมีความแตกต่างกัน รวมทั้งขาดระบบติดตามลูกหนี้และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นระบบ ทำให้ข้อมูลทางการเงินไม่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงบริหารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</p> <p>ดังนั้น จึงได้พัฒนาแนวทางการตรวจสอบสินทรัพย์ถาวรและลูกหนี้ค่ารักษาพยาบาลสำหรับหน่วยบริการในเขตสุขภาพที่ 8 เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานร่วมกันของหน่วยบริการ แนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นการเพิ่มความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน ยกระดับคุณภาพระบบงาน และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังของหน่วยบริการให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-06-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026