https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/issue/feed
วารสารสหเวชศาสตร์และสุขภาพชุมชน (Online)
2026-01-28T17:35:01+07:00
ดร.สฤษดิ์ ผาอาจ
sarit@yala.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารสหเวชศาสตร์ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา เป็นวารสารวิชาการราย 4 เดือน มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ขอเชิญท่านที่สนใจส่งบทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทความปริทัศน์หนังสือ สารคดี ด้านสหเวชศาสตร์ ด้านการสาธารณสุข การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก การพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ การเรียนการสอน หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/285609
การส่งเสริมการดูแลสุขภาพตนเองทุกกลุ่มวัย เพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
2026-01-24T16:09:19+07:00
ปัณณทัต พุทธรักษา
Punnathat0099@gmail.com
<p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ปัจจุบัน โรคความดันโลหิตสูงเป็นภาวะเรื้อรังที่มีความสำคัญทางสาธารณสุขในระดับโลก และเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ภาวะดังกล่าวเกิดจากระดับความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงที่สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะไตวายเรื้อรัง แม้ว่าจะมีแนวทางในการควบคุมและรักษาที่มีประสิทธิภาพทั้งการใช้ยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในการดูแลตนเอง แต่การจัดการโรคความดันโลหิตสูงในระดับประชาชนและระดับระบบบริการสุขภาพยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ส่งผลให้การลดภาระโรคดังกล่าวยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร</span></p> <p style="margin-top: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">บทความนี้มุ่งวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาที่พบอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การขาดความรู้ ความตระหนัก และการดูแลตนเองของประชาชนเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากโรคดังกล่าวมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับการตรวจคัดกรองหรือการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น นำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สามารถป้องกันได้ยากหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที นอกจากนี้ ปัญหาการไม่รับการรักษาอย่างต่อเนื่องยังสัมพันธ์กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การขาดความรู้และทัศนคติที่เหมาะสมต่อโรค ความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และความเชื่อว่าการไม่มีอาการหมายถึงไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การควบคุมโรคความดันโลหิตสูงเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมความตระหนักรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของประชาชนในทุกกลุ่มวัย จึงเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันและลดปัญหาโรคความดันโลหิตสูงอย่างยั่งยืน</span></p>
2026-01-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/285627
ภาวะสุขภาพและวิถีชีวิตของผู้สูงอายุที่มีอายุยืนยาวที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์
2026-01-26T06:35:06+07:00
อิสระ จำปาเหล็ก
phc03095tawesuk@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสุขภาวะและวิถีชีวิตของผู้สูงอายุที่มีอายุยืนยาวตั้งแต่ 95 ปีขึ้นไป ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค การรักษาพยาบาลในระดับปฐมภูมิ และการฟื้นฟูสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 13 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับลักษณะทั่วไป สุขภาวะ และวิถีชีวิตของผู้สูงอายุ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.5 มีอายุระหว่าง 95–104 ปี อายุเฉลี่ย 97 ปี ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถรับประทานอาหารและเดินได้ด้วยตนเอง พฤติกรรมด้านการบริโภคพบว่าร้อยละ 92.3 รับประทานผักและน้ำพริกเป็นประจำ ร้อยละ 53.8 เคี้ยวหมากเป็นประจำ ขณะที่ร้อยละ 69.2 ไม่สูบบุหรี่ และร้อยละ 76.9 ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้สูงอายุทั้งหมดไม่มีภาวะซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่พบความบกพร่องด้านสติปัญญาและการกลั้นปัสสาวะ ในขณะที่ความจำ การมองเห็น และการได้ยินอยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ในระดับดี</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้สูงอายุที่มีอายุยืนยาวตั้งแต่ 95 ปีขึ้นไปจะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่มีพฤติกรรมสุขภาพร่วมกันหลายประการ ได้แก่ การรับประทานผักและน้ำพริก การมีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส และไม่มีภาวะซึมเศร้า ประเด็นที่น่าสนใจคือการเคี้ยวหมากซึ่งพบในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ จึงควรมีการศึกษาต่อยอดเกี่ยวกับพฤติกรรมและปัจจัยที่เอื้อต่อการมีอายุยืนยาวในผู้สูงอายุกลุ่มนี้ต่อไป</p>
2026-01-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JAHSCH/article/view/285701
บทบาทของผู้บริหารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่มีต่อการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ กรณีศึกษาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตาอ็อง จังหวัดสุรินทร์
2026-01-28T17:35:01+07:00
ทวีสุข ศิริไสย
Phc03095tawesuk@gmail.com
<p>โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิของกระทรวงสาธารณสุขที่จำเป็นต้องมีการพัฒนาให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานบริการเพื่อความมั่นใจของประชาชน การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหาร รพ.สต. ในการพัฒนาองค์กรให้ได้มาตรฐานหน่วยบริการ พื้นที่วิจัยคือ รพ.สต.ตาอ็อง จังหวัดสุรินทร์ วิธีการศึกษาแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ การเตรียม การดำเนินการ และการประเมินผลโดยใช้วงจรคุณภาพ คือ ขั้นวางแผน (Planning) ขั้นปฏิบัติการ (Action) ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) และขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติการ (Reflection) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานใน รพ.สต. จำนวน 48 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินมาตรฐานปฐมภูมิ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าบทบาทของผู้บริหารก่อนการพัฒนามีระดับของการบริหารจัดการใน รพ.สต.อยู่ในระดับดีระดับของการบริหารจัดการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอยู่ในระดับดี หลังจากการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตาอ็อง ผลการประเมิน พบว่า รพ.สต. ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและได้รูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาโดยมีปัจจัยการดำเนินงานที่สำคัญได้แก่ ดังนี้ 1) การกำกับดูแลตนเองที่ดี (Organizational Governance) 2) การทำงานเป็นทีม (Network) 3) การมีเป้าหมาย (Goal) 4) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้(Learning Association) 5) การนำไปใช้เพื่อเกิดประโยชน์ (Utilization) 6) การถอดบทเรียนร่วมกัน (After Action Review) 7) การบริการปฐมภูมิแบบใหม่ (New Primary Care) และ 8) การบริหารจัดการโดยหลักธรรมาภิบาล (Good Governance)</p> <p>โดยสรุป การนำนโยบายมาตรฐานบริการหน่วยปฐมภูมิไปพัฒนา รพ.สต.ตามเกณฑ์มาตรฐานจะประสบผลสำเร็จด้วยดี มีปัจจัยสำคัญคือผู้บริหารและผู้ปฏิบัติต้องมีความชัดเจนในวัตถุประสงค์ของนโยบาย มีระบบการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจและมีส่วนร่วม การจัดระบบการประเมินผลต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติเกิดประสิทธิภาพ</p>
2026-01-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026