วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci <p><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; line-height: 120%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.15pt;"> กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความยินดีรับตีพิมพ์บทความสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ พยาบาลศาสตร์</span><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; line-height: 120%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> <span style="letter-spacing: -.05pt;">เภสัชศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ การบิน สิ่งแวดล้อม คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและสาขาวิชา</span>ที่เกี่ยวข้อง เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ดังนี้ </span><span style="font-size: 15.0pt; line-height: 120%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">(1) <span lang="TH">ผลงานวิชาการที่ส่งมาขอตีพิมพ์ต้องไม่เคยเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อนและต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</span> (<span style="letter-spacing: .4pt;">2)<span lang="TH"> การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความโดยตรง </span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">กองบรรณาธิการ ฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับหรือปฏิเสธบทความเข้าสู่กระบวนการประเมิน</span><span lang="TH">คุ<span style="letter-spacing: -.15pt;">ณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ บทความจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (</span></span><span style="letter-spacing: -.15pt;">Peer Review<span lang="TH">)</span></span><span lang="TH"> <span style="letter-spacing: -.35pt;">ในสาขาวิชานั้น ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า</span></span><span style="letter-spacing: -.35pt;"> 3 <span lang="TH">ท่าน โดยเป็นการประเมินบทความที่ผู้ทรงคุณวุฒิ</span></span><span lang="TH">และ <span style="letter-spacing: -.2pt;">ผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อและสังกัดกันและกัน (</span></span><span style="letter-spacing: -.2pt;">Double<span lang="TH">-</span>blind<span lang="TH">) ทั้งนี้บทความจากบุคลากรภายใน</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: .4pt;">จะได้รับการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกทั้งหมด และบทความจากบุคลากรภายนอกจะได้รับการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกกับผู้ทรง</span><span lang="TH" style="letter-spacing: .15pt;">คุณวุฒิภายใน</span> (<span style="letter-spacing: .15pt;">3)<span lang="TH"> ข้อความที่ปรากฏภายในบทความแต่ละเรื่องที่ตีพิมพ์ในวารสารเล่มนี้เป็น</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการ และคณาจารย์</span><span lang="TH">ท่านอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ความรับผิดชอบด้านเนื้อหา รูปภาพและการตรวจ<span style="letter-spacing: .15pt;">ร่างบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนจะต้องรับผิดชอบบทความของตนเอง</span></span> (<span style="letter-spacing: .15pt;">4)<span lang="TH"> ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</span></span></span></p> th-TH <span>บทความใน “วารสาร EAU HERITAGE” เป็นความเห็นของผู้เขียนโดยเฉพาะ กองบรรณาธิการไม่มีส่วนในความคิดเห็นในข้อความเหล่านั้น</span> [email protected] (Dr. Kannicha Pokudom) [email protected] (Narisara Tumanee) Wed, 27 Dec 2023 13:06:50 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 วิเคราะห์การทำงานของบล็อกลมด้วยระบบตรรกศาสตร์คลุมเครือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/261176 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงคํานวณมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การทำงานของบล็อกลม (pneumatic impact wrench) ที่เป็นเครื่องมือสำหรับการขันประกอบสลักเกลียวของกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม โดยเป้าหมายของงานวิจัยต้องการหาทางเลือกใหม่สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของการขันประกอบสลักเกลียวด้วยบล็อกลมที่ไม่ต้องการตรวจสอบแรงบิดขันแน่นของสลักเกลียวโดยละเอียด ผลลัพธ์ของงานวิจัยมีโอกาสนำไปพัฒนาประยุกต์ใช้กับระบบการป้องกันความผิดพลาด (ระบบโพคา-โยเกะ) ที่มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนการครั้งในการขันประกอบสลักเกลียวด้วยบล็อกลมของกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม โดยทำการวิเคราะห์การทำงานของบล็อกลมจากสัญญาณเซนเซอร์วัดความดันลม (pneumatic pressure sensor) ที่วัดความดันลมในระบบขณะที่บล็อกลมทำงานและทำการวิเคราะห์จากความดันลมที่เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะในช่วงเวลาที่บล็อกลมทำงาน โดยนำระบบตรรกศาสตร์คลุมเครือ (fuzzy logic system) มาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์การทำงานของบล็อกลมด้วยระบบตรรกศาสตร์คลุมเครือถือเป็นที่น่าพอใจ สามารถวิเคราะห์การทำงานของบล็อกลมได้ว่า เป็นกรณีแรงบิดขันแน่นหรือกรณีไม่เกิดแรงบิดขันแน่น จากผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์การทำงานของบล็อกลมด้วยระบบตรรกศาสตร์คลุมเครือมีความเป็นไปได้ในการนำไปพัฒนาและใช้จริงในอุตสาหกรรม</p> ณัฐพงศ์ โชคสัมฤทธิผล, อรรถสิทธิ์ วงศ์เจริญ , เรวัฒน์ บุญจันทร์ Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/261176 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบจำลองพลังงานแบบบูรณาการของอาคารในเมืองพัทยา ประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/261947 <p>การเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนนั้นจำเป็นที่จะต้องมีแนวความคิดหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้สามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่นและผู้ที่มีส่วนได้เสียในการกำหนดนโยบายด้านพลังงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและนำเสนอวิธีการในการสร้างแบบจำลองพลังงานอาคารแบบบูรณาการรวมถึงการวิเคราะห์มาตรการอนุรักษ์พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในเขตเมือง ในงานวิจัยได้ใช้เมืองพัทยาในประเทศไทยเป็นกรณีศึกษา โดยมีขอบเขตเฉพาะอาคารประเภทที่อยู่อาศัยเท่านั้น ผลการวิจัยพบว่า จากอาคารทั้ง 6 ประเภทอาคาร คือ (1) บ้านเดี่ยว (2) อาคารเดี่ยว (3) บ้านสองชั้น (4) ทาวน์เฮ้าส์ (5) อาคารพาณิชย์ และ (6) โรงแรมและคอนโดมิเนียม ในกรณีอ้างอิงมีการใช้พลังงานรวม 44,176,062 MWh/yr และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวม 25,714,886 tCO<sub>2</sub>e/yr การวิเคราะห์มาตรการการลดการใช้พลังงาน พบว่า การเปลี่ยนกระจกสองชั้นด้วยการเคลือบแบบ Low-E การติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่ผนังและหลังคา ฟิล์มกันความร้อน และการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนชั้นดาดฟ้ามีศักยภาพสูงในการประหยัดพลังงานและลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงาน มาตรการเหล่านี้นำไปสู่การประหยัดพลังงานรวม 12,908,646 MWh/yr และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 7,514,123 tCO<sub>2</sub>e/yr โดยวิธีการที่นำเสนอใช้สำหรับการตัดสินใจทางด้านพลังงานและความเป็นกลางทางคาร์บอนในเมืองจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลท้องถิ่นและผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน</p> ณัฏฐ์ นาคกร, ศุภรัชชัย วรรัตน์, อำนาจ ผดุงศิลป์ Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/261947 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาประสิทธิภาพในการออกแบบเครือข่ายไอพีด้วยวิธีมีมีติก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/261875 <p>การออกแบบเครือข่ายแพ็กเก็ตสวิตชิ่งเป็นปัญหาที่ยากและซับซ้อนจนไม่เหมาะที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะโพรโทคอลโอเอสพีเอฟบนเครือข่ายเราเตอร์หรือเครือข่ายไอพีที่สามารถหาเส้นทางได้ด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้การออกแบบและจัดเส้นทางการไหลให้ข้อมูลนั้นมักไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้งานเครือข่าย ผู้วิจัยจึงประยุกต์ใช้วิธีมีมีติกในการเลือกติดตั้งสายสัญญาณในเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยทำการทดลองใช้วิธีมีมีติก เปรียบเทียบกับวิธีซิมเพล็กซ์ และวิธีเมนเทอร์-II ที่เครือข่ายขนาด 4 ถึง 10 โหนด ได้ผลปรากฏว่า วิธีมีมีติกที่มีการแลกเปลี่ยนมีมสามารถออกแบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพด้านเวลาหน่วงสายสัญญาณที่ดีกว่าวิธีเมนเทอร์-II และเกือบเท่ากับวิธีซิมเพล็กซ์ที่นัยสำคัญ .05 แต่มีความซับซ้อนของกระบวนการที่น้อยกว่าวิธีซิมเพล็กซ์ </p> กายรัฐ เจริญราษฎร์, ณัฐชามญฑ์ ศรีจำเริญรัตนา Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/261875 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การออกแบบและพัฒนาเครื่องอบพร้อมบดสมุนไพรควบคุม โดยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262014 <p>ในปัจจุบันหลายชุมชนมีการนำเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามามีบทบาทกับชุมชนมากขึ้น รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมให้สถานพยาบาลใช้ยาบำบัดโรคควบคู่กับยาแผนปัจจุบันทำให้หลายชุมชนมีการปลูกสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น สามารถแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นได้ การแปรรูปสมุนไพรบางชนิดทำให้คุณสมบัติดีขึ้น รวมถึงเพิ่มคุณภาพในการเข้าถึงการรักษาและบรรเทาโรค จึงมีการพัฒนาเครื่องอบแห้งเพื่อศึกษาปัจจัยการใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ควบคุมมอเตอร์ตัวเดียวกันทั้งสร้างการเคลื่อนที่ให้สมุนไพรในระหว่างการอบและการควบคุมความเร็วของมอเตอร์กำลังสูงในการบดพร้อมรวมถึงการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม การเคลื่อนที่ของสมุนไพรเพื่อไล่ความชื้นโดยการควบคุมอุณหภูมิให้มีอัตราการอบแห้งสูงและลดระยะเวลาในการอบแห้งจากการระเหยของไอน้ำได้ดียิ่งขึ้น หากสมุนไพรมีความชื้นสูงจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพของสมุนไพร ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการทำให้สมุนไพรเคลื่อนที่จะทำให้เกิดการกระจาย<br />ความชื้นที่อบแห้งด้วยอุณหภูมิ 40-70 องศาเซลเซียส เทียบจากระยะเวลาในการอบพร้อมบดด้วยเครื่องกับการอบและบดแบบปกติสามารถลดเวลาได้ตามประเภทของพืชสมุนไพร ทดสอบการเพิ่มประสิทธิภาพโดยการใช้เทคนิคแบบลีนเทียบความแตกต่างก่อนและหลังการแปรรูป สามารถลดเวลา กระบวนการทำงานลงคิดอย่างน้อยเป็นร้อยละ 10.98 ขึ้นกับการตั้งอุณหภูมิการควบคุมมอเตอร์กระแสสลับ 1 เฟส สามารถกระจายความชื้นได้พร้อมกับทำการบดจะสูญเสียพลังงานต่ำกว่าการเพิ่มชุดสร้างลมร้อน ในการทดลองกับสมุนไพร 2 ประเภท สรุปได้ว่าระดับความพึ่งพอใจ ลักษณะทั่วไป สี กลิ่นและรส การละลาย มีค่าเฉลี่ยดีมากทุกปัจจัยกับสมุนไพรทั้ง 2 ประเภท การใช้มอเตอร์ขับการเคลื่อนของสมุนไพรทำให้เกิดการแพร่กระจายความร้อนได้ดีกว่าการให้ความร้อนแบบคงที่และสามารถปรับค่าความต้องการของอุณหภูมิได้ตามลักษณะสมุนไพร </p> ณมน วรธนานุวงศ์, รังสรรค์ พงษ์พัฒนอำไพ Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262014 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาผลของการสูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยแฝกหอม ต่ออารมณ์ความรู้สึก การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262099 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มเดียวกันผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการสูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยแฝกหอม ต่ออารมณ์ความรู้สึก การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ได้แก่ ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ โดยให้อาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 32 คน อายุ 18-35 ปี ทำการสูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยแฝกหอม และทำการบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทอัตโนมัติ ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยหลังการได้รับกลิ่นน้ำมันหอมระเหยแฝกหอม ของความดันโลหิตตัวบน 114.50±07.13 mmHg ความดันโลหิตตัวล่าง 77.62±8.73 mmHg อัตราการเต้นของหัวใจ 77.38±5.80 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจ 17.44±1.01 ครั้ง/นาที เมื่อเทียบกับขณะพักและก่อนสูดดมกลิ่น ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) และค่าเฉลี่ยอารมณ์ความรู้สึก ก่อนสูดดมกลิ่นและหลังได้รับกลิ่นน้ำมันหอมระเหยแฝกหอม พบว่า มีความรู้สึกดี รู้สึกสดชื่น รู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกเคลิบเคลิ้ม เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการทดลองสรุปได้ว่าการสูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยแฝกหอม ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาทอัตโนมัติลดลง และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งการศึกษานี้สามารถนำไปต่อยอดในการใช้เพื่อร่วมเพื่อการรักษาทางเวชกรรมไทยและหัตถเวชกรรรมไทยได้</p> แสงสิทธิ์ กฤษฎี, สิริภารัศมิ์ อัศวปัญญาพร, สลิลทิพย์ กุลศิลารักษ์ Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262099 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการดำเนินโครงการ implement ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง โดยการใช้ตัวแบบเอนโทรปี (Based on Shannon’s Entropy) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/261994 <p>การวิจัยนี้มุ่งปรับปรุงกรอบการทำงาน (framework) สำหรับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (digital transformation) เพื่อประเมินและจัดการโครงการเกี่ยวกับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (unstructured data) โดยใช้ตัวแบบเอนโทรปี (Entropy) ค้นหาความแน่นอนเพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จ (key success factor) เนื่องจากดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเป็นกระบวนการสำคัญในยุคปัจจุบัน และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างนั้นยากต่อการวิเคราะห์ ผลสำริดจากกระบวนการในงานวิจัยครั้งนี้ คือ การปรับปรุง ดัดแปลง และประยุกต์ใช้แบบจำลองที่ยืดหยุ่นในการประเมินความพร้อมก่อนเริ่มโครงการเกี่ยวกับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง ทำให้องค์กรมีแนวทางในการบริหารโครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำเสนอแบบจำลองใหม่ที่ปรับปรุงด้วยตัวแบบเอนโทรปีเพื่อเพิ่มปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จ การทดสอบพบว่า สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมในการสนับสนุนองค์กรในการสร้างความสำเร็จในยุคดิจิทัล</p> ฉสุภ ตั้งเลิศลอย, วรภัทร ไพรีเกรง Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/261994 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 ผลของการใช้น้ำมันนวดจากสารสกัดแฝกหอมร่วมกับการนวดไทยแบบราชสำนัก ต่อการรักษาความตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังส่วนบน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262208 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการใช้น้ำมันนวดจากสารสกัดแฝกหอมร่วมกับการนวดไทยแบบราชสำนัก ก่อนและหลังการรักษา ต่อความตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังส่วนบน กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครอายุ 18-50 ปี งานวิจัยมีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด จำนวน 30 คน จะได้รับการนวดแบบราชสำนักกับแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ครั้งละ 45 นาที รักษาทั้งหมด 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบประเมินระดับความเจ็บปวด และแบบบันทึกความแข็งของเนื้อเยื่อ ผลที่ได้จากการศึกษานำไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติพรรณนา และเปรียบเทียบความสัมพันธ์ด้วยค่า Paired T–test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 73.33 มีอายุอยู่ในช่วง 29-39 ปี ระดับความปวดเฉลี่ยหลังการรักษาลดลง (2.27±0.45) เมื่อเทียบกับระดับความปวดเฉลี่ยก่อนการรักษา (5.97±0.67) หลังจากนวดตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึง 3 ระดับความปวดเฉลี่ยลดลงในทุกครั้งเมื่อเทียบกับครั้งก่อนหน้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยคะแนนความแข็งของเนื้อเยื่อหลังการรักษาลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลระดับความปวดที่ลดลง และค่าคะแนนความแข็งของเนื้อเยื่อที่ลดลง สรุปได้ว่า การนวดไทยแบบราชสำนักร่วมกับการใช้น้ำมันนวดจากสารสกัดแฝกหอม สามารถบรรเทา รักษา ผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนได้ ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการสนับสนุนการเลือกใช้การนวดไทยแบบราชสำนักร่วมกับการใช้น้ำมันนวดจากสารสกัดแฝกหอม ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาทางคลินิกสืบไป</p> สลิลทิพย์ กุลศิลารักษ์, แสงสิทธิ์ กฤษฎี, สิริภารัสมิ์ อัศวปัญญาพร Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262208 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์การจราจรคนเดินเท้าในสถานีรถไฟฟ้าแบบยกระดับ : กรณีศึกษาสถานีรถไฟฟ้าสยาม กรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265368 <p>แนวโน้มของพลเมืองที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นทำให้ความหนาแน่นของพื้นที่ไม่อาจขยายตัวออกได้ส่งผลให้รถยนต์ส่วนบุคคลและระบบขนส่งสาธารณะทางถนนไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรระบบขนส่งทางรางจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมส่วนประกอบที่สำคัญของโครงการรถไฟฟ้าที่ช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพคือสถานีรถไฟฟ้าที่ใช้ในการจอดรับส่งผู้ใช้บริการ งานวิจัยนี้ มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบการจราจรคนเดินเท้าในสถานีรถไฟฟ้าแบบยกระดับ โดยการใช้แบบจำลองสถานการณ์ ซึ่งแบบจำลองสามารถแสดงผลโครงข่ายการจราจรและรูปแบบการเดินทาง ของคนเดินเท้าให้สอดคล้องกับพื้นที่จริงได้โดยอาศัยข้อมูลนำเข้าที่ตรงกับสภาพพื้นที่จริง ให้ทราบถึงรูปแบบของชานชาลาแต่ละประเภททั้งแบบ 2 ชั้น และแบบ 3 ชั้น ที่มีรางรถไฟฟ้าอยู่กลางสถานีและแบบรางรถไฟฟ้าอยู่ริมสถานีที่มีจุดเด่นและจุดด้อยในการใช้เวลาเดินทางของผู้โดยสารภายในสถานีของแต่ละแบบ การวิจัยจะทำการศึกษาสถานีรถไฟฟ้าในแต่ละแบบเพื่อเปรียบเทียบให้ทราบถึงรูปแบบที่เหมาะสมในการใช้งานโดยมีรูปแบบชานชาลาทั้งหมด 6 รูปแบบและใช้สถานีสยามเป็นต้นแบบในการสร้างแบบจำลองทั้งจำนวนผู้โดยสารขนาดความกว้างและความยาวทำการจำลองด้วยแบบจำลอง (PTV VISSIM) โดยการจำลองการเดินทางภายในสถานีแบ่งเป็น 3 แบบ แบบที่ 1 เป็นการเดินลงจากชานชาลาเพื่อต่อรถขนส่งสาธารณะ แบบที่ 2 เป็นการเดินขึ้นชานชาลาเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าและแบบสุดท้ายเป็นแบบผู้โดยสารเดินขึ้น-เดินลง นำแบบจำลองที่ได้มาปรับเทียบกับข้อมูลที่สำรวจจากสถานที่จริง ผลการวิจัยแบบที่ 1 เดินลงอย่างเดียว ชานชาลาแบบ 2 ชั้น รูปแบบที่ 1 และ ชานชาลาแบบ 3 ชั้นรูปแบบที่ 6 ใช้เวลาน้อยสุด แบบที่ 2 เดินขึ้นอย่างเดียว ชานชาลาแบบ 2 ชั้นรูปแบบที่ 1 และ ชานชาลาแบบ 3 ชั้นรูปแบบที่ 6 ใช้เวลาน้อยสุด แบบที่ 3 เดินขึ้น-ลง ชานชาลาแบบ 2 ชั้น รูปแบบที่ 2และชานชาลาแบบ 3 ชั้นเป็นรูปแบบที่ 5 ใช้เวลาน้อยสุด</p> สายชล ผลโพธิ์, ศุภรัชชัย วรรัตน์ Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265368 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 ตู้คัดกรองความดันบวกเพื่อลดการแพร่เชื้อ SARS-CoV-2 ไปยังบุคลากรทางการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262213 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างตู้คัดกรองความดันบวกเพื่อลดการแพร่เชื้อ SARS-CoV-2 ไปยังบุคลากรทางการแพทย์ ตู้คัดกรองความดันบวกมีพื้นที่ภายใน 1.44 m<sup>2</sup> และมีความสูง 2 m ภายในติดตั้งเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์ ด้านหลังตู้คัดกรองติดตั้งชุดกรองสิ่งปนเปื้อนและฆ่าเชื้อโรคในอากาศ มีพัดลมชนิดปรับความเร็วรอบได้ดูดอากาศจากภายนอกผ่านชุดกรองสิ่งปนเปื้อนและฆ่าเชื้อโรคและส่งอากาศสะอาดเข้าในตู้คัดกรอง พัดลมภายในเครื่องปรับอากาศซึ่งปรับอัตราการไหลได้ 3 ระดับ เป่าอากาศเย็นที่อุณหภูมิประมาณ 26 oC โดยมีทิศทางลมตรงไปยังบุคลากรทางการแพทย์ อากาศไหลออกจากตู้สู่ภายนอกผ่านรอยรั่วของตู้ที่จัดไว้ 3 ระดับ คือ 187 220 และ 253 cm<sup>2</sup> ความดันอากาศภายในตู้สามารถควบคุมให้มีค่าอยู่ในช่วง 5-15 Pa ผลการทดลองพบว่าอัตราการไหลของอากาศที่เหมาะสมสำหรับป้อนเข้าสู่ตู้มีค่าอยู่ในช่วง 150-335 m3/h โดยอัตราการไหลอากาศต่ำสุดที่ 150 m3/h สอดคล้องกับการทำงานของพัดลมภายในเครื่องปรับอากาศที่อัตราการไหลต่ำสุดและอัตราการไหลสูงสุดที่ 335 m3/h สอดคล้องกับการปรับรอยรั่วของตู้สูงสุดที่ 253 cm<sup>2</sup> และความดันภายในตู้สูงสุด 15 Pa ดังนั้นระดับการทำงานของพัดลมภายในเครื่องปรับอากาศต้องตั้งไว้ที่ตำแหน่งเบาสุดเท่านั้นเพื่อป้องกันกระแสอากาศภายในตู้ไหลวนกลับเข้าสู่เครื่องปรับอากาศ เมื่อพิจารณาการใช้พลังงานพบว่า เครื่องปรับอากาศใช้พลังงานสูงสุด รองลงมาเป็นพัดลมป้อนอากาศ หลอดไฟฆ่าเชื้อและระบบแสงสว่างที่ร้อยละ 46 35 11 และ 8 ตามลำดับ เมื่อใช้งานตู้คัดกรองต่อเนื่องเป็นเวลา 26 สัปดาห์ พบว่า มีฝุ่นละอองและสิ่งปนเปื้อนอุดตันแผ่นกรองมากขึ้นส่งผลให้ความดันตกคร่อมชุดกรองมากขึ้นประมาณ 20 -30 Pa ซึ่งทำให้การใช้พลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับตู้คัดกรองใหม่</p> สมมาส แก้วล้วน, สงกรานต์ วิริยะศาสตร์, สุรชัย ภูมิศรีจันทร์, พิลดา หวังพานิช Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262213 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การแยกเกลือออกจากน้ำทะเลด้วยระบบอัตโนมัติ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/264952 <p>ปัจจุบันการนำน้ำทะเลมาแปรรูปซึ่งให้ได้ผลผลิตที่เป็นเกลือออกมานั้น ต้องใช้วิธีการต่าง ๆ หลายกระบวนการ ผู้วิจัยจึงได้นำเสนอวิธีในการลดต้นทุนการแยกน้ำและเกลือของน้ำทะเลออกจากกันโดยใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันมาประยุกต์ใช้ งานวิจัยนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการออกแบบและสร้างระบบการแยกเกลือออกจากน้ำทะเลด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติใช้หลักการทำงานของเทอร์โมอิเล็กทริคและอัลตราโซนิคฟอกเกอร์ ผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการเก็บข้อมูลต่าง ๆ โดยมี 4 ขั้นตอนหลัก ขั้นตอนแรก คือ ประกอบโครงสร้างและอุปกรณ์ทั้งหมด ขั้นที่สอง คือ เริ่มการใช้โปรแกรมเพื่อเก็บข้อมูลจากเซนเซอร์และเปิดการใช้งานอุปกรณ์ทั้งหมด ขั้นตอนที่สาม คือ วิเคราะห์ข้อมูลและสร้างกราฟเพื่อเปรียบเทียบผลแต่ละการทดลองขั้นตอนที่สี่ คือคำนวณเปอร์เซนต์ประสิทธิภาพในการผลิตเกลือและสรุปผล ส่วนสำคัญคืออัลตราโซนิคฟอกเกอร์จะสร้างหมอกโดยการสั่นของคลื่นความถี่สูงบริเวณพื้นผิวน้ำจนทำให้น้ำกลายเป็นหมอกที่มีขนาดอนุภาคน้อยกว่า 5 ไมครอน ส่วนเทอร์โมอิเล็กทริคจะทำหน้าที่ในการสร้างเกลือโดยด้านร้อนทำหน้าที่ในการระเหยหมอกที่มีเกลือปนอยู่ให้กลายเป็นเกลือ ส่วนด้านเย็นจะทำหน้าที่ควบแน่นไอน้ำที่ได้จากด้านร้อนให้เป็นน้ำ จากการทดลองที่ความหนาชั้นน้ำ 3 ซม. 4 ซม. และ 5 ซม. ปริมาตรน้ำที่หายไปและอุณหภูมิฮีตซิงก์ด้านร้อนมีความใกล้เคียงกัน แต่มีขนาดอนุภาคของหมอกต่างกันมีผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตเกลือ ซึ่งทำให้ความหนาชั้นน้ำ 5 ซม. มีความร้อนเกิดที่ฮีตซิงก์มากสุดเกิดประสิทธิภาพการระเหยเกลือได้สูงที่สุด</p> อุกฤษฎ์ ธรรมะ, นราธิป แสงซ้าย, ภาวัช จันทสร, อรรถสิทธิ์ วงศ์เจริญ Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/264952 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การปรับปรุงแบบจำลอง DRASTIC และประเมินความเปราะบางต่อการปนเปื้อน ไนเตรตในน้ำใต้ดินกรณีศึกษา จังหวัดลพบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/264514 <p>แบบจำลอง DRASTIC มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการประเมินความเปราะบางต่อการปนเปื้อนมลพิษในน้ำใต้ดิน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงแบบจำลองให้มีความแม่นยำและง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น โดยปรับปรุงแบบจำลอง DRASTIC ด้วยวิธีน้ำหนักของหลักฐาน (WoE) และเพิ่มปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการปนเปื้อนไนเตรตในน้ำใต้ดินของจังหวัดลพบุรี 4 ปัจจัย ได้แก่ การใช้ประโยชน์ที่ดิน อัตราการซึมผ่านน้ำของดิน ระยะห่างจากแม่น้ำ และความหนาแน่นของแม่น้ำ ซึ่งใช้ผลวิเคราะห์ไนเตรตในน้ำใต้ดินระหว่างปี ค.ศ. 2015-2023 จำนวน 358 บ่อ ที่มีจำนวนไนเตรตเกิน 45 มิลลิกรัมต่อลิตร แบ่งชุดข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกปี ค.ศ. 2015-2021 จำนวน 277 บ่อ ใช้ในการสร้างแบบจำลอง ส่วนที่สองปี ค.ศ. 2021-2023 จำนวน 81 บ่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองโดยวิธี Receiver Operating Characteristic--ROC และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองเดิมกับแบบจำลองปรับปรุงโดยใช้พื้นที่ใต้กราฟ Area Under Curve--AUC พบว่า แบบจำลองที่ปรับปรุงโดย WoE มีค่าความแม่นยำสูงกว่าโดยมีค่า AUC เท่ากับ 0.85 ในขณะที่แบบจำลองเดิมมีค่า AUC เท่ากับ 0.52 ผลลัพธ์ของ ROC แสดงให้เห็นว่าแบบจำลองปรับปรุงโดยวิธี WoE มีการทำนายที่แม่นยำกว่า DRASTIC แบบเดิม</p> พรกมล สดสะอาด, แอน กำภู ณ อยุธยา Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/264514 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน กรณีศึกษาอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/264551 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) การออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน กรณีศึกษาอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ และ (2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบและการยอมรับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น แนวคิดของงานวิจัยได้พัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงชุมชนส่งข่าวสารผ่านการกระตุ้นจากอุปกรณ์บีคอนผ่านสัญญาณบลูทูธจากที่ติดตั้งที่สถานที่ท่องเที่ยวส่งข่าวสารไปถึงนักท่องเที่ยว และสามารถนำข้อมูลที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมบนแพลตฟอร์มไปใช้ประโยชน์ในการบริหารส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนต่อได้ การดำเนินงานวิจัยได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) ขั้นตอนการศึกษาได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์และใช้แบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นจากสถานประกอบการและนักท่องเที่ยว (2) ขั้นตอนการพัฒนาแพลตฟอร์มใช้หลักการทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ พัฒนาเทคโนโลยี 4 ส่วนประกอบเป็นแพลตฟอร์ม ประกอบด้วย เว็บแอปพลิเคชัน แชทบอท อุปกรณ์บีคอน และแผงควบคุมการแสดงผล (3) ขั้นตอนการทดลองและประเมินผล ได้เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามและประมวลข้อมูลด้วยหลักสถิติเชิงพรรณนา โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ราย ให้ความคิดเห็นด้านประสิทธิภาพของระบบมีคุณภาพในระดับมากที่สุด (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />=4.52 SD=.64) และประเมินโดยกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ใช้งานในชุมชนจำนวน 112 ราย ได้รับการยอมรับเทคโนโลยีจากผู้ใช้งานในชุมชนอยู่ในระดับมาก (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />=3.89 SD=.84) ผลจากการประเมินทั้ง 2 มุมมองนี้ได้แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มที่ได้ติดตั้งในพื้นที่นั้นได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานสามารถเป็นเครื่องมือสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนได้ตามวัตถุประสงค์</p> เอกชัย แซ่จึง, จงกล จันทร์เรือง, สุภาวดี พบพิมาย, สรวิศ ต.ศิริวัฒนา Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/264551 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 เครื่องตรวจจับการรั่วไหลของไมโครเวฟอัจฉริยะ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265198 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาออกแบบและจัดสร้างเครื่องตรวจจับการรั่วไหลของไมโครเวฟ โดยใช้ Arduino ควบคุมการทำงาน อุปกรณ์ที่ออกแบบและสร้างประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนรับสัญญาณ ส่วนขยายสัญญาณและส่วนแสดงผล เมื่อทำการทดลองเปรียบเทียบกับเครื่องวัดการรั่วไหลของไมโครเวฟ รุ่น MT-M2 กับเตาไมโครเวฟ พบว่า การทำงานของเครื่องวัดการรั่วไหลของไมโครเวฟ ในช่วงที่เตาไมโครเวฟเริ่มทำงาน หน้าจอจะแสดงผลค่าการรั่วไหลของคลื่นไมโครเวฟ ที่ 0.000 mW/cm<sup>2</sup> และ 0.909 mW/cm<sup>2</sup> จากการทดลองเปรียบเทียบกับเครื่องวัดคลื่นไมโครเวฟรุ่น MT-M2 พบว่า การทำงานของเครื่องวัดที่ออกแบบสามารถตรวจจับคลื่นไมโครเวฟและแสดงผลการแจ้งเตือนว่า มีการรั่วไหลของคลื่นไมโครเวฟได้ จากการทดลองพบว่า เตาไมโครเวฟที่นำมาทดสอบจะมีบางช่วงที่เตาไมโครเวฟจะปล่อยคลื่นรั่วไหลที่ส่งผลอันตรายต่อร่างกาย ช่วงที่เตาไมโครเวฟทำงานจะปล่อยคลื่นเพียงเล็กน้อย เครื่องตรวจจับการรั่วไหลของไมโครเวฟ วัดค่าได้ประมาณ 0.909 mW/cm<sup>2</sup> และช่วงเครื่องทำงานผิดปกติเครื่องตรวจจับการรั่วไหลของไมโครเวฟ วัดค่าได้ 10.000 mW/cm<sup>2</sup> จะสังเกตได้จากเสียงของเตาไมโครเวฟจะมีเสียงดังผิดปกติ เป็นการพัฒนาการแสดงผลการตรวจจับการรั่วไหลของคลื่นไมโครเวฟในรูปแบบผ่านแพลตฟอร์มให้มีความทันสมัยมากขึ้น</p> ประทีป พรมมาโฮม, จิณห์ณิชภา กินแก้ว, ปฏิภาณ เกิดลาภ, สุชัย พงษ์พากเพียร Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265198 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพลิแซคคาไรด์จากเห็ดรวมในรูปแบบผงชงดื่ม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/264553 <p>เห็ดเป็นอาหารและสมุนไพรที่มีการบริโภคมาอย่างยาวนานเนื่องจากเห็ดมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เพื่อให้ได้รับประโยชน์ทางเภสัชวิทยาจากเห็ดจำเป็นต้องบริโภคเห็ดให้หลากหลายชนิดและปริมาณที่มากเพียงพอ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรตำรับและขั้นตอนการเตรียมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพลิแซคคาไรด์จากเห็ดรวม (เห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางรมฮังการีขาว เห็ดนางรมเทา และเห็ดหลินจือ) ในรูปแบบผงชงดื่ม โดยผลิตภัณฑ์ที่เตรียมได้มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาวและมีผงสารสกัดเห็ดรวมสีน้ำตาลกระจายตัวอยู่อย่างสม่ำเสมอ ตำรับที่เลือกมาพัฒนาต่อ (E3) มีขนาดอนุภาคส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 300-400 ไมโครเมตร มีการกระจายขนาดสม่ำเสมอ ความสามารถในการไหลอยู่ในระดับค่อนข้างดี ร้อยละความชื้น 4.38 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับได้ (ร้อยละ 1-5) สามารถละลายน้ำได้ดี โดยหากละลายในน้ำอุ่น (60 องศาเซลเซียส) จะละลายได้ดีกว่าน้ำอุณหภูมิปกติ (25 องศาเซลเซียส) และมีความหนืดต่ำกว่า จากผลการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์แบบสภาวะเร่ง ที่อุณหภูมิ 40±2 องศาเซลเซียส ร้อยละความชื้นสัมพัทธ์ 75±5 เป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่า ผลิตภัณฑ์เห็ดรวมในบรรจุภัณฑ์แบบซองฟอยล์อะลูมิเนียม มีน้ำหนักและลักษณะทางกายภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากผลิตภัณฑ์ก่อนนำมาทดสอบความคงตัว และเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสริมโพลิแซคคาไรด์จากเห็ดรวมในรูปแบบผงชงดื่มมีปริมาณสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งชนิดและปริมาณจึงเพิ่มผงถั่วลันเตาทำให้ได้ตำรับที่ดีที่สุดที่ประกอบด้วย สารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเห็ดรวม 25 มิลลิกรัม กรดไขมันอิ่มตัวสายกลางแบบผงร้อยละ 15 น้ำตาลทรายร้อยละ 5 หญ้าหวานร้อยละ 1.5 ผงถั่วลันเตาร้อยละ 40 และมอลโทเดกซ์ทรินร้อยละ 38.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งเป็นตำรับที่มีสารอาหารครบถ้วน มีสมบัติทางกายภาพและรสชาติดีเหมาะสมในการพัฒนาต่อในระดับอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไป</p> เยาวภา ปฐมศิริกุล, วิโรจน์ มีรุ่งเรือง, กัมปนาท หวลบุตตา Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/264553 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การคัดเลือกโครงการ Fast Travel เพื่อการตัดสินใจของ ผู้บริหารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265705 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาเกณฑ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจที่ใช้ในการคัดเลือกโครงการ Fast Travel เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ และ (2) จัดลำดับความสำคัญของโครงการ Fast Travel เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ภายใต้หลายเกณฑ์ โดยการวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัย จำนวน 36 คน ซึ่งประกอบด้วย (1) ผู้บริหารเกี่ยวข้องกับด้านการให้บริการผู้โดยสารในกระบวนการเดินทางของผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จำนวน 5 คน และ (2) ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการให้บริการผู้โดยสาร ในกระบวนการเดินทางของผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จำนวน 31 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยครั้งนี้ คือ สถิติพรรณนา สถิติอนุมาน และใช้เทคนิคกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ผลการศึกษาพบว่า เกณฑ์หลักที่ใช้ในการจัดลำดับความสำคัญมี 5 ด้าน คือ ด้านสมรรถนะทางเทคโนโลยี ด้านเทคนิค ด้านความเสี่ยง ด้านการเงิน และด้านผลกระทบทางธุรกิจ และเกณฑ์รองจำนวน 16 เกณฑ์ สำหรับเทคโนโลยีการให้บริการตนเองของโครงการ Fast Travel ที่มีความสำคัญอันดับแรก และควรได้รับการพัฒนาหรือนำมาใช้ก่อน คือ “การเช็คอินด้วยตนเอง” โดยมีน้ำหนักความสำคัญรวมเท่ากับ 0.262</p> <p> </p> เขมณัฏฐ์ อำนวยวรชัย, สุฐิต ห่วงสุวรรณ, สุรเดช อาจสิงห์ Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265705 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์การตั้งครรภ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262453 <p>ผลลัพธ์การตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะพัฒนาเจริญเติบโตเป็นทารกในครรภ์และคลอดออกมาเมื่อถึงกำหนดวันคลอดที่เหมาะสม การตั้งครรภ์ที่มีผลลัพธ์ที่ดีเป็นความคาดหวังของหญิงตั้งครรภ์ ครอบครัวและบุคลากรสุขภาพ ผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ดี หรือไม่ดีขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ดี เช่น การตั้งครรภ์ครบกำหนด ทารกเกิดมีชีพ มีสุขภาพดี หายใจได้ปกติ มีน้ำหนักแรกเกิดอยู่ในช่วง 2,500-3,990 กรัม โดยมีปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ดี ได้แก่ ปัจจัยส่งเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์คุณภาพและมาตรฐานการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในห้องคลอดและทารกแรกเกิด ผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ไม่ดี เช่น การแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า 2,500 กรัม ทารกมีความพิการแต่กำเนิด หรือเสียชีวิตในครรภ์ ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ไม่ดี ได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงด้านพันธุกรรม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม จิตใจ และภาวะแทรกซ้อนในระยะคลอด การส่งเสริมปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ดีและการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ไม่ดีจะเป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์เพื่อให้สามารถให้กำเนิดทารกที่มีสุขภาพดี สมบูรณ์ แข็งแรงซึ่งเป็นสิ่งที่คาดหวังของทุกคน ทุกครอบครัว</p> สุนันทา ยังวนิชเศรษฐ, ขวัญใจ ตีอินทอง Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/262453 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การดูแลผู้ป่วยเด็กเบาหวานชนิดที่ 1 โดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง: การศึกษาผู้ป่วยรายกรณี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265677 <p>โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบมากในเด็กและวัยรุ่น ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องฉีดอินซูลินไปตลอดชีวิต หากควบคุมเบาหวานได้ไม่ดีก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยภาวะแทรกซ้อนฉุกเฉินบ่อยครั้งจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูง เป้าหมายในการดูแลโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนแบบเฉียบพลันและการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวในเด็กได้ โดยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ดังนั้น ในการดูแลเด็กที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ครอบครัวจะต้องมีความรู้และความเข้าใจในหลายเรื่อง เช่น การบริหารยาอินซูลิน การรับประทานอาหาร การทำกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น การให้ความรู้และสนับสนุนช่วยเหลือครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยเด็กโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลางจึงมีความสำคัญ เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลรักษาต่อเนื่อง การรักษามีจุดประสงค์และเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้ผู้ป่วยเด็กมีสุขภาพดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี พยาบาลควรให้ความรู้และสร้างทักษะในการดูแลผู้ป่วยเด็กและครอบครัวจะนำไปสู่ผลการรักษาที่ดีป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ ทำให้ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษา รวมไปถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กอีกด้วยการดูแลผู้ป่วยเด็กโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลางจะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีในการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวที่ดีขึ้น</p> ภัทร์ภร ลิมป์ลาวัณย์, สุชาดา ธนะพงศ์พร, สุรีทร ส่งกลิ่น Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265677 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาประสิทธิภาพ การออกแบบ การทำงานของเซนเซอร์วัดฝุ่นละออง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265947 <p>ฝุ่นละอองขนาดเล็กมี 3 ขนาดที่ใช้เรียก ได้แก่ PM10 PM2.5 และ PM0.1 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองที่สามารถลอยในอากาศได้ในระยะเวลานาน เนื่องจากมีอนุภาคเล็กจึงมีโอกาสในการเข้าสู่ปอดได้มากส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจในระยะยาว ในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีแอพพลิเคชันและสมาร์ทโฟนได้รับความนิยมมากขึ้น นักพัฒนาระบบพยายามนำเครื่องมือที่เรียกว่า IoT ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ โดยการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองแบบอัตโนมัติ เพื่อให้เลี่ยงพื้นที่อันตรายและเสี่ยงต่อการสูดดม ซึ่งอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานที่สำคัญ คือ เซนต์เซอร์ ที่ทำหน้าที่หลัก ดังนั้นบทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการเปรียบเทียบเซนต์เซอร์สำหรับวัดปริมาณฝุ่นละออง PM10 และ PM2.5 โดยเป็นการเปรียบเทียบการทำงานของเซนต์เซอร์ จำนวน 4 รุ่นประกอบด้วย PM3003 PM5003 PM7003 และ GP2Y1010AU0F สำหรับการใช้งานในพื้นที่ การออกแบบ เทคนิคที่ใช้ และประเมินผลที่ได้</p> ธัชกร อ่อนบุญเอื้อ, สุคนธ์ทิพย์ ทินาภรณ์ Copyright (c) 2023 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/265947 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700