วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci <p><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; line-height: 120%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.15pt;"> กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความยินดีรับตีพิมพ์บทความสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ พยาบาลศาสตร์</span><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; line-height: 120%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> <span style="letter-spacing: -.05pt;">เภสัชศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ การบิน สิ่งแวดล้อม คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและสาขาวิชา</span>ที่เกี่ยวข้อง เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ดังนี้ </span><span style="font-size: 15.0pt; line-height: 120%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">(1) <span lang="TH">ผลงานวิชาการที่ส่งมาขอตีพิมพ์ต้องไม่เคยเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อนและต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</span> (<span style="letter-spacing: .4pt;">2)<span lang="TH"> การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความโดยตรง </span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">กองบรรณาธิการ ฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับหรือปฏิเสธบทความเข้าสู่กระบวนการประเมิน</span><span lang="TH">คุ<span style="letter-spacing: -.15pt;">ณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ บทความจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (</span></span><span style="letter-spacing: -.15pt;">Peer Review<span lang="TH">)</span></span><span lang="TH"> <span style="letter-spacing: -.35pt;">ในสาขาวิชานั้น ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า</span></span><span style="letter-spacing: -.35pt;"> 3 <span lang="TH">ท่าน โดยเป็นการประเมินบทความที่ผู้ทรงคุณวุฒิ</span></span><span lang="TH">และ <span style="letter-spacing: -.2pt;">ผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อและสังกัดกันและกัน (</span></span><span style="letter-spacing: -.2pt;">Double<span lang="TH">-</span>blind<span lang="TH">) ทั้งนี้บทความจากบุคลากรภายใน</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: .4pt;">จะได้รับการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกทั้งหมด และบทความจากบุคลากรภายนอกจะได้รับการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกกับผู้ทรง</span><span lang="TH" style="letter-spacing: .15pt;">คุณวุฒิภายใน</span> (<span style="letter-spacing: .15pt;">3)<span lang="TH"> ข้อความที่ปรากฏภายในบทความแต่ละเรื่องที่ตีพิมพ์ในวารสารเล่มนี้เป็น</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการ และคณาจารย์</span><span lang="TH">ท่านอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ความรับผิดชอบด้านเนื้อหา รูปภาพและการตรวจ<span style="letter-spacing: .15pt;">ร่างบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนจะต้องรับผิดชอบบทความของตนเอง</span></span> (<span style="letter-spacing: .15pt;">4)<span lang="TH"> ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</span></span></span></p> Central Library Eastern Asia University th-TH วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2286-6175 <span>บทความใน “วารสาร EAU HERITAGE” เป็นความเห็นของผู้เขียนโดยเฉพาะ กองบรรณาธิการไม่มีส่วนในความคิดเห็นในข้อความเหล่านั้น</span> การใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ในการศึกษา: โอกาส ความเสี่ยง และแนวทางกำกับดูแลสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/287046 <p>ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษานำปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative Artificial Intelligence: GenAI) มาใช้เพิ่มขึ้นในการจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ แต่ยังเผชิญความท้าทายด้านความซื่อสัตย์ทางวิชาการ อคติของอัลกอริทึม การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ขณะที่แนวทางกำกับดูแลในบริบทอุดมศึกษาไทยยังไม่ชัดเจน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับโอกาส ความเสี่ยง และแนวทางกำกับดูแล GenAI ในพันธกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงวิเคราะห์แบบบรรยาย ผลการวิเคราะห์พบว่า GenAI มีศักยภาพในการยกระดับการเรียนรู้ เร่งรัดการวิจัย ขยายบริการวิชาการ อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านความซื่อสัตย์ทางวิชาการ อคติทางอัลกอริทึม การถดถอยของทักษะการคิด การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การเสนอกรอบแนวคิดการกำกับดูแล GenAI สำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยบูรณาการการกำกับดูแลระดับนโยบาย สถาบัน และการปฏิบัติ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการบริหารความเสี่ยง</p> อารียา ศรีประเสริฐ สุภกัญญา ชวนิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 1 19 กรอบแนวคิดการใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้ช่วยอาจารย์ในการวางแผนการสอนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/287691 <p>บทความนี้นำเสนอกรอบแนวคิดการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการสอนสำหรับการวางแผนการสอนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา โดยบูรณาการร่วมกับแนวคิดการจัดระดับการเรียนรู้ของ Bloom’s ฉบับปรับปรุง และหลักการทางวิทยาการพุทธิปัญญา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอาจารย์ กรอบแนวคิดดังกล่าวประกอบด้วย 4 ระยะหลัก ได้แก่ (1) การวางแผน ใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์มาตรฐานหลักสูตรและกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามลำดับขั้นพุทธิพิสัย (2) การออกแบบ สร้างกิจกรรม สื่อการสอน และเครื่องมือวัดผลที่ครอบคลุมทักษะการคิดทั้ง 6 ระดับ (3) นำไปใช้ ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้ช่วยในห้องเรียนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้รายบุคคลและให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียน และ (4) การประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อวางแผนพัฒนาคุณภาพการสอน ทั้งนี้ กรอบแนวคิดดังกล่าวยึดถือหลักการปัญญาประดิษฐ์ในฐานะผู้ช่วยสอนโดยมีอาจารย์เป็นผู้ควบคุมและตัดสินใจเชิงวิชาการในขั้นสุดท้าย เพื่อให้มั่นใจว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้มีความครอบคลุมและตั้งอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานวิชาการและจริยธรรมอย่างสูงสุด นอกจากนี้บทความยังนำเสนอตัวอย่าง Prompt ที่พร้อมนำไปใช้จริงในแต่ละระยะของกรอบแนวคิด พร้อมอธิบายเทคนิค Prompt Engineering ที่เหมาะสม เพื่อให้อาจารย์มีแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการนำปัญญาประดิษฐ์มาบูรณาการกับการสอนในบริบทของอุดมศึกษาไทยตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565</p> นิกร โภคอุดม กัญจน์ณิชา โภคอุดม สรวิศ บุญมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 20 34 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงตามวิถีชุมชน จังหวัดปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/285909 <p><span style="font-size: 0.875rem;">การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงตามวิถีชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ทดลองใช้ และประเมินผลรูปแบบการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงตามวิถีชุมชน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และการวิจัยกึ่งทดลองในกลุ่มตัวอย่าง 50 คน จากชุมชนตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี บนพื้นฐานแนวคิดทฤษฎีการดูแลสุขภาพตนเองของโอเร็ม ทฤษฎีการจัดการตนเอง และแนวคิดการแพทย์แผนไทยมาประยุกต์ โดยดำเนินกิจกรรมการจัดการตนเองจำนวน 24 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการทดลองใช้สถิติ t-test และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 7.68 (SD=0.96) เป็น 9.58 (SD=0.54) และพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 3.19 (SD=0.52) เป็น 4.31 (SD=0.14) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ผลลัพธ์ทางคลินิกพบระดับน้ำตาลในเลือดลดลงจาก 130.42 (SD=27.76) mg/dl (มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) เป็น 123.38 (SD=13.56) mg/dl (มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) และความดันโลหิตลดลงจาก 147.66/91.04 (SD=3.20/3.30) mmHg (มิลลิเมตรปรอท) เป็น 139.30/80.57 (SD=1.97/1.33) mmHg (มิลลิเมตรปรอท) ความพึงพอใจต่อรูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะการสนับสนุนจากครอบครัว สรุปได้ว่ารูปแบบพหุวิถีที่บูรณาการวิถีชุมชนและการจัดการตนเองช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />ะ</span></p> อุทัยวรรณ พงษ์บริบูรณ์ ตติยา ทุมเสน กาญจนา ค้ายาดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 35 47 การพัฒนาระบบตรวจจับการสูญเสียพลังงานด้วยเทคโนโลยี LoRaWAN ภายในอาคารสถานศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/283262 <p>งานวิจัยนี้นำเสนอระบบการตรวจจับการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าของอาคารในพื้นที่เป็นรายห้อง โดยมุ่งเน้นการระบุและแจ้งเตือนความผิดปกติจากโหลดสแตนด์บาย (Standby Load) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียพลังงานที่มักถูกมองข้าม ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้การบูรณาการเทคโนโลยี LoRaWAN ร่วมกับเว็บแอปพลิเคชัน ThingsBoard เพื่อการรับ-ส่งข้อมูลระยะไกลในอาคารผ่านรูปแบบการเชื่อมต่อแบบไร้สาย โดยทำการศึกษาผ่านตัวแทนห้องบรรยายหลักจำนวน 1 ห้อง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ระบบมีความแม่นยำสูง สามารถวัดค่าแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าได้โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ±3% และมีสมรรถนะในการสื่อสารที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้อย่างเสถียรแม้ในสภาพแวดล้อมของอาคารที่มีสัญญาณรบกวนสูง โดยมีค่าความแรงของสัญญาณ (RSSI) เฉลี่ย –61.01 เดซิเบลมิลลิวัตต์ และค่าอัตราส่วนสัญญาณที่ได้รับต่อสัญญาณรบกวน (SNR) เฉลี่ย 14.70 เดซิเบล จุดเด่นที่สำคัญ คือ ระบบสามารถตรวจพบการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากโหมดสแตนด์บายของอุปกรณ์ไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ และเมื่อทดลองใช้งานเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ระบบดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนให้สามารถลดการสูญเสียพลังงานได้ 7,977.73 วัตต์ชั่วโมง หรือคิดเป็น 98.63% เมื่อเทียบกับก่อนการติดตั้ง </p> จันทิมา ลาภส่งผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 48 66 การพัฒนาและประเมินโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพทางเพศในวัยรุ่นอาชีวศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/283306 <p>ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นเป็นผลมาจากพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศโดยเฉพาะการขาดความรอบรู้สุขภาพทางเพศและพบมีอัตราสูงในวัยรุ่นอาชีวศึกษา การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดซ้ำครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพทางเพศในวัยรุ่นอาชีวศึกษา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวกตามคุณสมบัติที่กำหนด เป็นวัยรุ่นจำนวน 11 คนที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่ง จังหวัดปทุมธานี ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมตามแนวคิดความรอบรู้สุขภาพทางเพศร่วมกับการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 4 กิจกรรมที่ให้กลุ่มตัวอย่างเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมโดยการใช้แอปพลิเคชัน LINE Official Account บนสมาร์ทโฟน ได้แก่ การเข้าถึง การเข้าใจ การประเมิน และการประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพทางเพศ ดำเนินการ 2 สัปดาห์ ๆ ละ 2 กิจกรรม ประเมินความเป็นไปได้ของโปรแกรม การเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มตัวอย่าง และเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ โดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 วัดซ้ำ 3 ครั้ง คือ ระยะก่อน-หลังการให้โปรแกรม และติดตามผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (one-way repeated ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพทางเพศใน<br />วัยรุ่นอาชีวศึกษานี้ มีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้กับวัยรุ่นอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่างมีอัตราการเข้าร่วมโครงการร้อยละ 91.7 คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ในระยะติดตามผลสูงกว่าในระยะหลังและก่อนการทดลอง (Mdiff =4.18 p&lt;.05 และ Mdiff =33.64 p&lt;.001) และคะแนนเฉลี่ยในระยะหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mdiff =29.46 p&lt;.001) งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก กลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก และไม่มีกลุ่มควบคุม ซึ่งอาจจำกัดการสรุปอ้างอิงผลไปยังวัยรุ่นกลุ่มอื่น</p> อัจฉราภร คำภา นุจรี ไชยมงคล พจนารถ สารพัด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 67 79 การปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจจับใบหน้าภายใต้สภาวะแสงต่าง ๆ ด้วย YOLO และ Haar Cascade ร่วมกับ Canny Edge Detection https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/283461 <p>ปัญหาหลักของการตรวจจับใบหน้า คือ ความไม่เสถียรของประสิทธิภาพภายใต้สภาวะแสงที่แปรผัน โดยเฉพาะในสภาพแสงน้อย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ปรับปรุงและเปรียบเทียบประสิทธิภาพ การตรวจจับใบหน้าภายใต้สภาวะแสงที่แตกต่างกัน (แสงมาก ปานกลาง และน้อย) โดยใช้การผสานเทคนิค YOLO Haar Cascade และ Canny Edge Detection ซึ่ง Canny ถูกใช้เป็น Pre-processing เพื่อเน้นโครงร่างของใบหน้าและลดผลกระทบจากแสงก่อนเข้าโมเดล การประเมินผลใช้เมตริกมาตรฐาน (accuracy precision และ recall) จากชุดข้อมูล 1,500 ภาพ ผลการทดลองพบว่า วิธี YOLO ร่วมกับ Canny Edge Detection (YOLO+Canny) ให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าทุกวิธี โดยมี Accuracy เฉลี่ยสูงสุด (92.0%) ในสภาวะแสงปานกลาง และยังคงประสิทธิภาพสูงในแสงมาก (91.0%) และแสงน้อย (87.2%) นอกจากนี้ YOLO+Canny ยังใช้เวลาประมวลผลต่ำที่สุด (&lt;0.2 วินาทีต่อภาพ) สรุปได้ว่า การผสาน YOLO และ Canny มีความทนทาน รวดเร็ว และแม่นยำสูงในการตรวจจับใบหน้าภายใต้สภาวะแสงที่แตกต่างกัน ซึ่งมีศักยภาพสูงในการประยุกต์ใช้ในงานจริง</p> พิศณุ คูมีชัย นภเดช อัตตเจริญวงศ์ จิตติ สัมภัตตะกุล ธีรภัทร สาระวัน กฤตนัย สิงห์เผือก ศรัณยภัทร มะลิพรม วิชชากร ชัยอรวรรณ สืบพงษ์ วัฒนพฤกษชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 80 99 การปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดเวลาการทำงานในกระบวนการคัดแยกขนาดผลิตภัณฑ์ด้วยเทคนิคการศึกษางาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/283593 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการคัดแยกขนาดผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการเกษตรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการลดความสูญเปล่าและเพิ่มผลผลิตในกระบวนการทำงาน กรณีศึกษา ธุรกิจฟาร์มไข่เป็ดแห่งหนึ่ง โดยเก็บข้อมูลการทำงานจริงของพนักงานในกระบวนการคัดแยกขนาดผลิตภัณฑ์ และประยุกต์ใช้เทคนิคการตั้งคำถามทำไม–ทำไม เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาในแต่ละขั้นตอน การใช้แผนภูมิกระบวนการไหล แผนภูมิมือซ้าย-มือขวา และแผนภูมิคน–เครื่องจักร เพื่อประเมินประสิทธิภาพและเวลาการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการคัดแยกเดิมอาศัยแรงงานคนเป็นหลัก ทำให้เกิดความล่าช้าในช่วงที่มีปริมาณไข่สูง ส่งผลต่อความถูกต้องและความรวดเร็วในการจัดส่ง จากการวิเคราะห์แผนภูมิกระบวนการไหล พบว่า มี 34 ขั้นตอน ใช้เวลาเฉลี่ย 1,486.8 นาที และระยะทางการเคลื่อนไหวรวม 236.2 เมตร แสดงถึงความสูญเปล่าจากขั้นตอนที่ไม่สร้างคุณค่า หลังการปรับปรุงด้วยการจัดวางพื้นที่และอุปกรณ์ใหม่พบว่า การเคลื่อนไหวซ้ำซ้อนลดลง การใช้มือซ้าย-ขวาสมดุลมากขึ้น ผลผลิตต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้นร้อยละ 18-20 การปรับปรุงกระบวนการตามหลัก ECRS ทำให้ขั้นตอนลดเหลือ 32 ขั้นตอน เวลาการทำงานลดลงร้อยละ 25-30 และกิจกรรมล่าช้าลดลงอย่างชัดเจน ในขณะที่ประสิทธิภาพของเครื่องจักรเพิ่มจากร้อยละ 70.7 เป็น 90.6 และของพนักงานเพิ่มจากร้อยละ 97.1 เป็น 92.2 แสดงให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรบุคคลและเครื่องจักรอย่างคุ้มค่าและสมดุลมากขึ้น</p> ณัฐภัทร กาญจนเรืองรอง ศรินยา ประทีปชนะชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 100 119 เครื่องอัดกระถางจากขยะอินทรีย์ขนาดเล็กแบบกึ่งอัตโนมัติ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/283646 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างเครื่องอัดกระถางจากขยะอินทรีย์ขนาดเล็กแบบกึ่งอัตโนมัติ เพื่อเป็นทางเลือกในการจัดการขยะออร์แกนิกในมหาวิทยาลัยและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เครื่องจักรถูกออกแบบโดยใช้โครงสร้างเหล็ก ANSI MC/C ที่มีความแข็งแรงสูง สามารถรับแรงกดได้สูงสุด 12.27 ตัน โดยมีลักษณะเด่นคือขนาดกะทัดรัด เคลื่อนย้ายสะดวก และสามารถถอดประกอบได้ ส่วนด้านความแข็งแรงสามารถทนแรงกดได้ตามวัตถุประสงค์ มีต้นทุนต่อเครื่อง 45,000 บาท ผลการทดสอบประสิทธิภาพการขึ้นรูปพบว่า เส้นใยมะพร้าว เป็นวัสดุที่เหมาะสมที่สุด โดยสภาวะที่เหมาะสมในการอัด คือ อุณหภูมิ 120°C แรงดัน 110.32 bar (1600 psi) และใช้เวลาอัด 90 วินาที ซึ่งให้ผลิตภัณฑ์ที่ยึดเกาะแน่น รูปทรงสมบูรณ์ และไม่มีรอยไหม้ จากการประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าตัวเครื่องมีความเหมาะสมด้านการออกแบบและการใช้งานในระดับดี ด้วยค่าเฉลี่ย 4.44 (SD=0.56) ขณะที่ผลการประเมินจากผู้ใช้งานจริงจากผู้เชี่ยวชาญและนักศึกษาให้คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 4.51 และ 4.45 (SD=0.60 และ 0.66) โดยระบุว่า ตัวเครื่องมีคู่มือการใช้งานที่เข้าใจง่ายและมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน นวัตกรรมนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุเหลือทิ้ง เช่น ใบตองและใยมะพร้าว แต่ยังเป็นโมเดลที่มีประสิทธิภาพในการจัดการขยะอย่างเป็นระบบและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาได้อย่างยั่งยืน</p> นันทพร สุทธิประภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 120 139 การพัฒนาแนวทางการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อดื้อยาที่ควบคุมพิเศษ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/284034 <p>การติดเชื้อดื้อยาที่ควบคุมพิเศษเป็นปัญหาสำคัญของระบบบริการสุขภาพ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเพิ่มระยะเวลาการรักษา และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อดื้อยาที่ควบคุมพิเศษในโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพัฒนา ดำเนินการตามวงจรเดมมิ่ง (Deming Cycle: PDCA) กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยรับไว้ค้างคืน จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวทางการพยาบาล และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อแนวทางที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการนำแนวทางการพยาบาล CHALIDA ไปใช้ พยาบาลมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาที่ควบคุมพิเศษสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z=-4.675 p&lt;.001) ระดับการปฏิบัติตามแนวทางโดยรวมอยู่ในระดับดี และความพึงพอใจต่อแนวทางการพยาบาลอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า แนวทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาที่ควบคุมพิเศษในโรงพยาบาลได้ ดังนั้นหน่วยงานด้านการพยาบาลและคณะกรรมการควบคุมการติดเชื้อสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในสถานพยาบาล</p> ชลิดา เกียรติดิลกรัฐ จันทนา ณหทัยโภคิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 140 156 การออกแบบและสร้างแม่พิมพ์ดัดรูปตัววีแบบปรับค่าได้สำหรับโลหะแผ่นบาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/284275 <p>การดัดชิ้นงานเป็นรูปตัววีนั้นสามารถพบเห็นได้ง่ายในชิ้นส่วนต่าง ๆ โดยอุปกรณ์ในการดัดขึ้นรูปที่เหมาะสมจะต้องสามารถขึ้นรูปชิ้นงานภายใต้เงื่อนไขของชนิดวัสดุ ความหนาโลหะแผ่น และขนาดเครื่องมือที่แตกต่างกันได้ ในงานวิจัยนี้ แม่พิมพ์ดัดแบบปรับค่าได้สำหรับกระบวนการดัดแบบ 3 จุด (3-point bending) ถูกออกแบบและพัฒนาเพื่อรองรับการขึ้นรูปที่หลายหลายโดยแม่พิมพ์สามารถปรับเปลี่ยนขนาดของเครื่องมือให้เหมาะสมกับเงื่อนไขการศึกษาได้ โปรแกรมไฟไนต์เอลิเมนต์ (FEM) ถูกใช้ในการศึกษาอิทธิพลของเครื่องมือได้แก่รัศมีของพันช์ (Rp) รัศมีของแม่พิมพ์ (Rd) และความกว้างของแม่พิมพ์ (W) พบว่า ค่ามุมดัดมีความสัมพันธ์กับค่าระยะกดของพันช์ จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวมุมดัดจะมีลักษณะแหลมขึ้นเมื่อระยะกดของพันช์และรัศมีของเครื่องมือมีค่ามากขึ้น ในขณะที่ความกว้างของช่องแม่พิมพ์น้อยลง การวิเคราะห์ความแข็งแรงของชิ้นส่วนแม่พิมพ์ที่ผลิตจากวัสดุ AISI1045 แสดงให้เห็นว่าชิ้นส่วน Insert punch และ Insert die สามารถรับแรงได้โดยไม่มีการเสียรูปแบบถาวร การตรวจสอบเครื่องมือโดยการดัดขึ้นรูปชิ้นงานจริงพบว่าค่าความแตกต่างของมุมระหว่างการทดลองจริงกับการคำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีค่าความแตกต่างไม่เกิน 3% แสดงให้เห็นความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของแม่พิมพ์ที่ออกแบบ นอกจากนี้แม่พิมพ์ดัดถูกใช้ในการศึกษาพฤติกรรมการดีดกลับของแผ่นโลหะ AA1100 และ AISI1005 การทดลองดัดชิ้นงานให้ได้มุม 80 90 และ 100 องศา สามารถทำได้โดยการชดเชยการดีดกลับด้วยการเพิ่มค่าระยะกดของพันช์ให้เพิ่มขึ้น</p> ณัฐกร แซ่เอี้ยว พัตร์พิมล สุวรรณกาญจน์ กัลยา อุบลทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 157 173 ระบบแปลงภาษาธรรมชาติเป็น SQL โดยใช้ ChatGPT https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/284279 <p>งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาและประเมินระบบต้นแบบที่สามารถแปลงข้อความภาษาธรรมชาติภาษาไทยให้เป็นคำสั่ง SQL ได้อย่างแม่นยำ โดยอาศัยความสามารถของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) ที่ออกแบบในรูปแบบ My GPTs บนแพลตฟอร์ม ChatGPT ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูล MySQL จริงผ่าน Web API ผู้ใช้งานสามารถสอบถามข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติผ่านอินเทอร์เฟซแบบโต้ตอบ และระบบจะทำหน้าที่แปลงข้อความเป็นคำสั่ง SQL ส่งไปยังฐานข้อมูล และแสดงผลลัพธ์กลับมาในรูปแบบตาราง ผลการประเมินดำเนินการผ่านชุดคำถามจำนวน 30 ข้อ ผลการทดลองพบว่า ระบบมีความถูกต้องของคำสั่ง SQL เฉลี่ยร้อยละ 90.00 ความสมบูรณ์ของการทำงานร้อยละ 100.00 และเวลาเฉลี่ยในการตอบกลับ 0.0045 วินาทีต่อคำถาม สะท้อนถึงศักยภาพของระบบในการนำไปประยุกต์ใช้ในงานจริง โดยเฉพาะในบริบทที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลจากฐานข้อมูลด้วยวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องอาศัยความรู้ด้านเทคนิค</p> ปิยะพงษ์ แดงขำ วดีนาถ วรรณสวัสดิ์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 174 186 การวิเคราะห์หาค่าคุณลักษณะเฉพาะทางอากาศพลศาสตร์ของอากาศยานไร้คนขับพลังงานแสงอาทิตย์สมรรถนะสูงเพดานบินต่ำ M Solar-X โดยใช้อุโมงค์ลมความเร็วต่ำกว่าเสียง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/285013 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าคุณลักษณะเฉพาะทางอากาศพลศาสตร์ของแบบจำลองอากาศยานไร้คนขับพลังงานแสงอาทิตย์ M Solar-X และอากาศยานไร้คนขับพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้น-ลงทางดิ่ง M Solar-X VTOL โดยใช้การทดสอบในอุโมงค์ลมความเร็วต่ำกว่าเสียง ร่วมกับการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคำนวณพลศาสตร์ของไหล เพื่อประเมินผลกระทบของการติดตั้งระบบขึ้น-ลงทางดิ่งต่อสมรรถนะทางอากาศพลศาสตร์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การติดตั้งระบบขึ้น-ลงทางดิ่งไม่ส่งผลกระทบต่อค่าสัมประสิทธิ์แรงยกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ส่งผลให้สัมประสิทธิ์แรงต้านมีค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 30-45% เมื่อเปรียบเทียบกับแบบไม่ติดตั้งระบบขึ้น-ลงทางดิ่ง และจากการทดสอบด้วยอุโมงค์ลมพบว่าอากาศยานไร้คนขับ M Solar-X และ M Solar-X VTOL มีค่าสัมประสิทธิ์แรงยกสูงสุดอยู่ในช่วง 1.4282-1.4609 มุมปะทะวิกฤตอยู่ในช่วง 10-12 องศา และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านที่มุมปะทะศูนย์องศาอยู่ในช่วง 0.03059-0.05018 โดยมีค่าอนุพันธ์ของโมเมนต์ปักเงยรอบจุดศูนย์ถ่วงของอากาศยานเทียบกับมุมปะทะมีค่าเป็นลบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อากาศยานมีเสถียรภาพสถิตในแนวแกนลำตัว โดยการเพิ่มขึ้นของแรงต้านส่งผลให้อัตราส่วนแรงยกต่อแรงต้านลดลง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อระยะเวลาการบินและพิสัยบิน อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการขึ้น-ลงทางดิ่งช่วยขยายขอบเขตการบินและเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จำกัด ทั้งนี้ การคำนวณด้วยโปรแกรมคำนวณพลศาสตร์ของไหลมีผลลัพธ์ที่สามารถยืนยันความถูกต้องของค่าที่ได้จากการทดสอบในอุโมงค์ลมความเร็วต่ำกว่าเสียง จึงสามารถนำค่าคุณลักษณะเฉพาะทางอากาศพลศาสตร์ที่ได้ไปใช้ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่อไป</p> กนก ทองสว่าง จิรวุฒิ คล่องตรวจโรค เอกพล ใบโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 187 203 การทำเหมืองแนวความคิดงานที่สำคัญของงานสนับสนุนด้านไอทีจากรายงานทิกเก็ตสนับสนุนด้านไอทีรายวัน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/285702 <p>สำหรับระบบบริการช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT help-desk system) ของศูนย์คอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือด้านไอทีจะสร้างใบรับแจ้งหรือทิกเก็ต (ticket) ที่ถูกบันทึกเป็นเอกสารคำร้องขอของผู้ใช้งาน เอกสารคำร้องอธิบายตามแนวความคิดงานสนับสนุนไอที (IT-Support-Task: IST concept) หรือแนวความคิดไอเอสที (IST concept) เอกสารคำร้องของทิกเก็ตประกอบด้วยหน่วยข้อความระดับวาทกรรมย่อย (Elementary Discourse Unit: EDU/อีดียู หรือประโยคความเดียว) หลายหน่วยที่มีหนึ่งอีดียูที่มีแนวความคิดไอเอสทีที่สำคัญ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการทำเหมืองข้อมูลโดยเฉพาะการสกัดอีดียูที่มีแนวความคิดไอเอสทีที่สำคัญจากรายงานทิกเก็ตสนับสนุนไอทีรายวันแบบต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการจำแนกอีดียูที่มีแนวความคิดไอเอสทีที่สำคัญเหล่านี้ออกมาเป็นคลาสต่าง ๆ (ไอที เครือข่าย ผสม และอื่นๆ) ผลลัพธ์จากการจำแนกอีดียูดังกล่าวนั้นสามารถนำไปใช้ในการแสดงปริมาณงานรายวันในรูปแบบกราฟ ซึ่งช่วยสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจสำหรับการปรับจัดสรรทรัพยากร งานวิจัยนี้มีปัญหาหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) วิธีระบุอีดียูทีมีแนวความคิดไอเอสทีที่มีการละนามวลีบางส่วนในเอกสารซึ่งการละนามวลีของอีดียูต่าง ๆ นำไปสู่การสูญเสียบริบทบางส่วนของอีดียูเหล่านั้น (2) วิธีระบุ/สกัด อีดียูที่มีแนวความคิดไอเอสทีที่สำคัญซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของคำร้อง และ (3) วิธีจำแนกอีดียูที่มีแนวความคิดไอเอสทีที่สำคัญของทิกเก็ตที่มีแนวความคิดงานคลุมเครือ ดังนั้นเราเสนอการใช้เซตการเกิดร่วมของคำกับกริยา (word–Verb cooccurrence: wrdVCo) ที่มีแนวความคิดไอเอสที มาทำการระบุอีดียูที่มีแนวความคิดไอเอสที (โดย wrdVCo สามารถใช้เป็นคีย์เวิร์ดหลักในการวิเคราะห์ความหมาย สาระสำคัญ และบริบทของอีดียูนั้นได้) และประยุกต์ใช้กฎการปรากฏแนวความคิดที่สำคัญภายในเอกสารมาทำการสกัดอีดียูที่มีแนวความคิดไอเอสทีที่สำคัญออกจากเอกสารนั้น จากนั้นได้นำเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง ได้แก่ SVM และ MLP มาประยุกต์ใช้ในการจำแนกอีดียูที่มีแนวความคิดไอเอสทีที่สำคัญจากทิกเก็ตต่าง ๆ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การสกัดและการจำแนกอีดียูที่มีแนวความคิดไอเอสทีที่สำคัญ มีค่าคะแนน F1 (F1-Score) สูง </p> ศิราพร ปาลายา ฉวีวรรณ เพ็ชรศิริ สุภัคพงศ์ จินารัตน์ อดิศร ณ อุบล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 204 218 การออกแบบใบกวนเต้าหู้เพื่อลดปริมาณเต้าหู้ตกค้างก้นถัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/285803 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและออกแบบใบกวนเต้าหู้สำหรับกระบวนการกวนขึ้นรูปเต้าหู้ร่วมกับบริษัทแปรรูปถั่วเหลือง เพื่อแก้ไขปัญหาการกวนด้วยมือซึ่งผู้ปฏิบัติงานต้องสวมถุงมือและใช้มือกวนเต้าหู้ภายในถังโดยตรง ปริมาณเต้าหู้ตกค้างที่ก้นถังหลังการกวนต้องไม่เกิน 1 กิโลกรัม งานวิจัยนี้ได้พัฒนาแนวคิดการออกแบบใบกวนจำนวน 3 รูปแบบ โดยสอดคล้องกับหลักการทำงานและสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องกวนเดิมของโรงงาน เพื่อให้กระบวนการกวนขึ้นรูปมีความรวดเร็ว ใช้งานง่าย และสามารถควบคุมการทำงานได้ด้วยพนักงานเพียง 1 คน และช่วยยกระดับสุขอนามัยในสายการผลิตให้ดียิ่งขึ้น การวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมได้ใช้การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ CFD เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการไหลของใบกวนทั้ง 3 แนวคิด ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้ใบกวนติดตั้งบริเวณกึ่งกลางถัง สูงจากก้นถัง 2 เซนติเมตร และทำงานที่ความเร็วรอบ 90 100 และ 110 รอบต่อนาที โดยพิจารณาค่าความเร็วการไหล ความเค้นเฉือน และแรงบิดร่วมกับการวิเคราะห์ความแข็งแรง ผลการวิเคราะห์พบว่า แนวคิดที่ 2 ให้รูปแบบการไหลที่เหมาะสมที่สุด จากนั้นจึงสร้างต้นแบบและทดสอบกับการผลิตจริงจำนวน 10 ถัง ผลการทดสอบพบว่า เต้าหู้ตกค้างที่ก้นถังมีปริมาณน้อยกว่า 1 กิโลกรัมในทุกถัง และคุณภาพของเนื้อเต้าหู้เป็นไปตามเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด นอกจากนี้ ระยะเวลาในการกวนสะสมลดลงจากการกวนด้วยมือรวม 102 วินาที</p> ทนงศักดิ์ คงสินธุ์ บัณฑิต พึ่งสาระ วรรณลักษณ์ เหล่าทวีทรัพย์ ภัชฑอัศมิ์ วิโรจน์ปัญญาภณ กิตตินันท์ จ้อยชู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (online) 2026-08-19 2026-08-19 20 2 219 231