https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/issue/feed วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) 2026-04-21T11:59:14+07:00 Dr. Kannicha Pokudom kannicha@eau.ac.th Open Journal Systems <p><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; line-height: 120%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; letter-spacing: -.15pt;"> กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความยินดีรับตีพิมพ์บทความสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ พยาบาลศาสตร์</span><span lang="TH" style="font-size: 15.0pt; line-height: 120%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> <span style="letter-spacing: -.05pt;">เภสัชศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ การบิน สิ่งแวดล้อม คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและสาขาวิชา</span>ที่เกี่ยวข้อง เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ดังนี้ </span><span style="font-size: 15.0pt; line-height: 120%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">(1) <span lang="TH">ผลงานวิชาการที่ส่งมาขอตีพิมพ์ต้องไม่เคยเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อนและต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</span> (<span style="letter-spacing: .4pt;">2)<span lang="TH"> การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความโดยตรง </span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">กองบรรณาธิการ ฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับหรือปฏิเสธบทความเข้าสู่กระบวนการประเมิน</span><span lang="TH">คุ<span style="letter-spacing: -.15pt;">ณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ บทความจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (</span></span><span style="letter-spacing: -.15pt;">Peer Review<span lang="TH">)</span></span><span lang="TH"> <span style="letter-spacing: -.35pt;">ในสาขาวิชานั้น ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า</span></span><span style="letter-spacing: -.35pt;"> 3 <span lang="TH">ท่าน โดยเป็นการประเมินบทความที่ผู้ทรงคุณวุฒิ</span></span><span lang="TH">และ <span style="letter-spacing: -.2pt;">ผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อและสังกัดกันและกัน (</span></span><span style="letter-spacing: -.2pt;">Double<span lang="TH">-</span>blind<span lang="TH">) ทั้งนี้บทความจากบุคลากรภายใน</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: .4pt;">จะได้รับการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกทั้งหมด และบทความจากบุคลากรภายนอกจะได้รับการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกกับผู้ทรง</span><span lang="TH" style="letter-spacing: .15pt;">คุณวุฒิภายใน</span> (<span style="letter-spacing: .15pt;">3)<span lang="TH"> ข้อความที่ปรากฏภายในบทความแต่ละเรื่องที่ตีพิมพ์ในวารสารเล่มนี้เป็น</span></span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการ และคณาจารย์</span><span lang="TH">ท่านอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ความรับผิดชอบด้านเนื้อหา รูปภาพและการตรวจ<span style="letter-spacing: .15pt;">ร่างบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนจะต้องรับผิดชอบบทความของตนเอง</span></span> (<span style="letter-spacing: .15pt;">4)<span lang="TH"> ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</span></span></span></p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/284218 การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพและการผลิตพลังงานไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2025-12-26T10:32:23+07:00 ศุภเสกข์ เกตุรักษา sooppasek@eau.ac.th สุชัย พงษ์พากเพียร suchai@eau.ac.th ปฏิภาณ เกิดลาภ patiphan@eau.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพและการผลิตพลังงานไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยครอบคลุมอิทธิพลของสเปกตรัมแสงอาทิตย์และมุมติดตั้ง อุณหภูมิการทำงานของโมดูล รูปแบบการติดตั้งของระบบ การจัดเรียงเชิงเรขาคณิตของแผง ลักษณะของพื้นที่ติดตั้ง และการเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดเพอรอฟสไกต์ด้วยระบบระบายความร้อนแบบเทอร์โมอิเล็กทริก ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของมุมติดตั้งส่งผลต่อสเปกตรัมแสงที่ตกกระทบบนโมดูลและกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยการติดตั้งในมุมประมาณ 35 องศาให้พลังงานสูงกว่าการติดตั้งในแนวตั้งซึ่งให้ค่าพลังงานต่ำกว่าประมาณ 28% นอกจากนี้ การลดอุณหภูมิการทำงานของโมดูลมีผลโดยตรงต่อแรงดันไฟฟ้าและกำลังผลิต โดยการติดตั้งในชั้นน้ำตื้นประมาณ 1–5 เซนติเมตรสามารถลดอุณหภูมิลงได้ประมาณ 20–26 องศาเซลเซียส และเพิ่มกำลังไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 12.90% เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบการติดตั้ง พบว่า ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดลอยน้ำมีอุณหภูมิการทำงานต่ำกว่าระบบชนิดติดตั้งบนพื้นดินสูงสุดประมาณ 4.23 องศาเซลเซียส ส่งผลให้กำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 10.44% และให้ผลผลิตพลังงานไฟฟ้า 1,812 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลวัตต์พีค เมื่อเทียบกับ 1,722 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลวัตต์พีคของระบบชนิดติดตั้งบนพื้นดิน ในด้านการออกแบบระบบ พบว่า การจัดเรียงแผงในลักษณะที่สามารถรับรังสีจากหลายทิศทางและลักษณะของพื้นที่ติดตั้ง เช่น รูปทรงหลังคา มีผลต่อความสม่ำเสมอของกำลังไฟฟ้าและประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดเพอรอฟสไกต์ การควบคุมอุณหภูมิด้วยระบบระบายความร้อนแบบเทอร์โมอิเล็กทริกช่วยรักษาประสิทธิภาพของเซลล์ โดยมีประสิทธิภาพสูงสุดประมาณ 18.16% ที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส และลดลงอย่างชัดเจนเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/284223 ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพผู้สูงอายุ: ภัยคุกคาม ความเปราะบาง กลไกการรับมือ และปรับตัวอย่างยั่งยืน 2025-12-26T10:38:38+07:00 นันทวุฒิ จำปางาม nuntawut@eau.ac.th ชวิศา แก้วอนันต์ chawisa@eau.ac.th <p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่องานสาธารณสุขทั้งทางตรงและทางอ้อม ผู้สูงอายุถือเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางทางชีวภาพและสังคมสูงสุดและได้รับผลกระทบทางสุขภาพที่ซับซ้อนและรุนแรงที่สุด โดยภัยคุกคามทางสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้สูงอายุสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเด็น (1) ความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อน (2) โรคติดเชื้อและพาหะนำโรค (3) มลพิษทางอากาศและโรคระบบทางเดินหายใจ (4) ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ (5) ผลกระทบต่อสุขภาพจิต บทความนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจรูปแบบของภัยคุกคามที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพทางกายและทางสุขภาพจิตของผู้สูงอายุโดยเสนอแนวทางในการเตรียมพร้อมและรับมือ เพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงกลไกการปรับตัวและการรับมือในระดับนโยบาย โดยนำองค์ความรู้ไปใช้เชิงนโยบายและปฏิบัติ โดย ผ่านกระบวนการจัดการความรู้ ถอดบทเรียน การจัดตั้งเวทีเสวนา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ให้เกิดการปฏิบัติจริง และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่สนับสนุนโดยผู้บริหารและมีกลไกการวัดผลที่ชัดเจนอย่างยั่งยืน</p> <p> </p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/284243 การกลั่นน้ำมันหอมระเหยด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับเทคโนโลยีไอโอที 2026-01-23T10:52:06+07:00 พงษ์สวัสดิ์ คชภูมิ pongsawat@eau.ac.th ประภาพร กุลลิ้มรัตนชัย prapaporn@eau.ac.th ณัฐพงศ์ เมืองจันทร์ pongsawat@eau.ac.th <p>บทความนี้นำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบกลั่นน้ำมันหอมระเหยที่ประยุกต์ใช้พลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับเทคโนโลยี Internet of Things: IoTเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนพลังงาน และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สม่ำเสมอ กระบวนการกลั่นน้ำมันหอมระเหยแบบดั้งเดิมต้องใช้พลังงานความร้อนในปริมาณสูง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อใช้เตาไฟฟ้าเป็นแหล่งกำเนิดความร้อน การนำระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบเชื่อมต่อกับระบบจำหน่าย (on-grid) มาใช้งานจึงมีบทบาทสำคัญในการลดภาระค่าไฟฟ้า พร้อมยังช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดการผลิตอย่างยั่งยืน จากการศึกษาพบว่า ระบบกลั่นที่ผสานพลังงานทดแทนและ IoT สามารถลดเวลาในการกลั่นได้ประมาณ 32% และลดความต้องการแรงงานได้มากกว่า 66.7% เมื่อเทียบกับกระบวนการควบคุมแบบดั้งเดิม อีกทั้งการใช้พลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก ทำให้ต้นทุนพลังงานลดลงและกระบวนการผลิตมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/284255 วิวัฒนาการความชาญฉลาด จาก IoT สู่ AIoT 2025-12-26T10:55:13+07:00 ธัชกร อ่อนบุญเอื้อ tossapon@eau.ac.th สุคนธ์ทิพย์ ทินาภรณ์ sukontip@eau.ac.th สมเกียรติ วุฒิธรรมาภิวัฒน์ sukontip@eau.ac.th <p>บทความนี้มี วัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอการวิวัฒนาการของเทคโนโลยี Internet of Things: IoT ไปสู่ Artificial Intelligence of Things: AIoT ซึ่งเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการทำงานของ IoT เพื่อขับเคลื่อนระบบอัจฉริยะ โดยผู้เขียนได้นำเสนอ AIoT แสดงถึงกรอบแนวคิดการเปลี่ยนผ่านของ IoT สู่การทำงานที่มีความสามารถในการเรียนรู้และตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ซึ่งเนื้อหาครอบคลุม ความเป็นมา และ พัฒนาการ ของแนวคิดทั้ง IoT และ AIoT เพื่อให้เห็นถึงความต่อเนื่องทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอ สถาปัตยกรรม ของระบบ AIoT โดยจำแนกตามชั้นการทำงาน (layered architecture) ตั้งแต่การรับข้อมูลจนถึงการวิเคราะห์และประมวลผล และองค์ประกอบหลักของระบบ AIoT ระบุไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีความจำเป็นในการทำงานของแพลตฟอร์ม รวมถึงการประยุกต์ใช้งานของ AIoT ชีวิตประจำวัน ได้แก่ บ้านอัจฉริยะ (smart home) เกษตรอัจฉริยะ (smart farm) และ สาธารณสุขอัจฉริยะ (smart health) ดังนั้น บทความนี้จึงมุ่งเน้นการให้ ความรู้ทางวิชาการ เกี่ยวกับกรอบแนวคิดและศักยภาพของ AIoT ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมยุคถัดไป ด้านการพัฒนาทางเทคโนโลยี AIoT ต่อยอดฟังก์ชันการทำงาน โดยเปลี่ยนกรอบแนวคิด (paradigm shift) จากการเป็นเพียงตัวกลางในการรับและส่งผ่านข้อมูล ไปสู่ระบบที่มีความสามารถในการเรียนรู้และตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด (intelligent decision making) โดยสถาปัตยกรรมของ AIoT ที่มีการจำแนกชั้นการทำงาน (layered architecture) ตั้งแต่ชั้นการรับรู้ข้อมูล (perception layer) จนถึงชั้นประยุกต์ใช้งาน (application layer) มีส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ Edge Computing มาใช้ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการตอบสนองของระบบ (latency) ได้กว่าร้อยละ 30-50 ส่งผลให้เกิดความแม่นยำในการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/280193 การวิเคราะห์ผลของมุมปะทะกระแสอากาศต่อสมรรถนะของอินเตอร์คูลเลอร์แบบวี-เมาท์ โดยใช้แบบจำลองหลายสเกลร่วมกับสื่อพรุน 2025-07-08T11:48:44+07:00 รชต สุทธิประดิษฐ์ rachata.sutthipradist@g.swu.ac.th สงกรานต์ วิริยะศาสตร์ songkranw@g.swu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของมุมปะทะกระแสอากาศที่มีต่อพฤติกรรมการไหลและสมรรถนะการถ่ายเทความร้อนของอินเตอร์คูลเลอร์ โดยใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ ร่วมกับการจำลองแบบหลายสเกลและแบบจำลองสื่อพรุน โดยเมื่อเปรียบเทียบความแม่นยำในทำนายการแลกเปลี่ยนความร้อนของแบบจำลองสื่อพรุนเทียบกับแบบจำลองแผ่นครีบ พบว่าค่า MAE เท่ากับ 0.193% และ 2.445% ในกรณีระยะระหว่างแผ่นครีบ 1 mm และ 2 mm ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ผลของมุมปะทะ 15° 30° 45° และ 90° พบว่า มุมปะทะมีผลต่อความปั่นป่วนภายในช่องครีบ (TKE) ความดันตกคร่อม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bigtriangleup&amp;space;P" alt="equation" />) ปริมาณอากาศหล่อเย็นซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนความร้อน โดยมุมที่สูงขึ้นส่งผลให้อัตราการถ่ายเทความร้อน (<sub><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mathit{Q}" alt="equation" width="15" height="22" /></sub>) เพิ่มขึ้น สูงสุด 78.29 kW ในกรณีมุม 90° ในขณะที่การวิเคราะห์ค่าประสิทธิผลพบว่าของการแลกเปลี่ยนความร้อน กรณีมุม 15° มีค่าประสิทธิผลสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;\varepsilon&amp;space;" alt="equation" />≈0.97) กลับกันในกรณีมุม 90° มีค่าประสิทธิผลต่ำสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;\varepsilon&amp;space;" alt="equation" />≈0.69)</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/281792 ประสิทธิภาพการจับการเคลื่อนไหวแบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับท่าทางการต่อสู้ 2025-10-03T10:46:56+07:00 สุวิช ถิระโคตร suwich.t@msu.ac.th วิศรุต ผลาปรีย์ wisarutnmd@gmail.com ธนดล ลาสระคู 65011213142@msu.ac.th นวพล ฝ่ายไชย 65011213145@msu.ac.th ภูชิตากานต์ พิกุลทอง 65011213210@msu.ac.th ภัทระ ประสุนิงค์ 65011213094@msu.ac.th ทิวากร ทองดีเขียว 65011213141@msu.ac.th ยศพันธ์ สมเดช 65011213160@msu.ac.th <p>การใช้แพลตฟอร์มการจับการเคลื่อนไหวแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Mocap) ต้องนำเข้าคลิปวิดีโอต้นฉบับซึ่งถูกถ่ายทำด้วยมุมกล้องต่าง ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ข้อมูลการเคลื่อนไหวที่ได้มาอาจความผิดพลาด การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจับการเคลื่อนไหวท่าต่อสู้ด้วยเทคโนโลยี AI Mocap ออกแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบ 3x3 Factorials ประกอบด้วยตัวแปรต้น คือ มุมกล้องของการถ่ายทำคลิปวิดีโอต้นฉบับ 3 มุม (ด้านหน้า มุมเฉียง และด้านข้าง) และระดับความยากของท่าต่อสู้ 3 ระดับ (ง่าย ปานกลาง และยาก) ท่าการต่อสู้ทั้งหมด 9 ท่า ตัวแปรตาม คือ ประสิทธิภาพของการจับการเคลื่อนไหวโดย AI Mocap เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลประกอบด้วย คลิปแอนิเมชันที่สร้างจากข้อมูลการเคลื่อนไหวที่จับได้ จำนวน 27 คลิป และแบบประเมินประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้าน คือ ความแม่นยำ ความลื่นไหล และความสมจริงของการเคลื่อนไหว ผลการวิจัย พบว่า (1) ประสิทธิภาพการจับการเคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยี AI Mocap กับท่าทางการต่อสู้ที่มีระดับยากง่ายแตกต่างกัน มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมาก ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;.05) และท่าทางที่ง่ายมีประสิทธิภาพด้านความลื่นไหลของการเคลื่อนไหวสูงสุด และ (2) มุมกล้องของวิดีโอต้นฉบับมีผลต่อประสิทธิภาพของการจับการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมุมกล้องด้านหน้าให้ผลลัพธ์ดีที่สุดในด้านความแม่นยำและความสมจริง ในขณะที่มุมกล้องด้านข้างให้ค่าความลื่นไหลสูงสุด ขณะที่มุมเฉียงให้ประสิทธิภาพต่ำกว่าทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มุมเฉียงให้ค่าต่ำที่สุด โดยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) ทั้งด้านความแม่นยำ ความลื่นไหล และความสมจริงของแอนิเมชัน ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า มุมกล้องเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความแม่นยำของ AI Mocap มากกว่าระดับความยากของท่าทาง ผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นแนวทางให้นักแอนิเมเตอร์กำหนดวิธีการถ่ายทำคลิปต้นฉบับและได้ข้อมูลการเคลื่อนไหวจาก AI Mocap ที่ดีสำหรับการนำไปใช้ต่อไป</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/282062 การสกัดข้อมูลจากภาพเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรู้จำอักขระด้วยแสง 2025-09-10T11:13:38+07:00 มฆวา เจิมสุวรรณ 66130696@dpu.ac.th สุภัคพงศ์ จินารัตน์ supakpong.jin@dpu.ac.th นัศพ์ชาณัณ ชินปัญช์ธนะ 66130696@dpu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับจัดเก็บข้อมูลใบเสร็จค่าน้ำมันภายในองค์กร โดยใช้เทคโนโลยีการรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition: OCR) ร่วมกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เพื่อยกระดับความถูกต้องและลดภาระการประมวลผลด้วยแรงงานคน OCR ทำหน้าที่สกัดข้อความจากเอกสาร ขณะที่ LLM ทำหน้าที่แก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูล เช่น การสะกดผิดเพื่อสร้างฐานข้อมูลที่มีโครงสร้าง และพร้อมใช้งาน กระบวนการพัฒนาประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ (1) ศึกษาข้อมูล ความสำคัญ และวิเคราะห์ปัญหา (2) พัฒนาและออกแบบระบบสารสนเทศ (3) ทดลองใช้งานระบบสารสนเทศในสถานการณ์จริง โดยทดลองตรวจสอบความถูกต้องของการแปลผลข้อมูลจากภาพถ่ายที่มีรูปแบบแตกต่างกัน การทดลองนี้แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม พบว่า ทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่างระบบสามารถสกัดข้อมูลสำคัญ เช่น วันที่ ปริมาณน้ำมัน หมายเลขทะเบียนรถ และจำนวนเงินได้ถูกต้องแม่นยำไม่แตกต่างกัน โดยมีอัตราความถูกต้องเฉลี่ยรวมคิดเป็น 95.98% นอกจากนี้ระบบยังช่วยลดระยะเวลารวบรวมใบเสร็จค่าน้ำมันจาก 3 วัน ลดเหลือ 1 วัน รวมถึงลดต้นทุนการดำเนินงานเฉลี่ยต่อเดือนคิดเป็น 50.35% เปรียบเทียบกับการดำเนินงานในรูปแบบเดิมจึงแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาระบบสารสนเทศนั้นมีประโยชน์สำคัญต่อความถูกต้อง ความแม่นยำ ของข้อมูล ตลอดจนความรวดเร็วในการดำเนินงาน มีต้นทุนประสิทธิผลที่คุ้มค่าต่อการนำระบบไปใช้ในการดำเนินงานจริง ในระดับองค์กร หรือ เชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการจัดเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิมสู่การจัดการข้อมูลดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/282764 การศึกษาการใช้สารละลายลิเทียมคลอไรด์และแคลเซียมคลอไรด์ลดความชื้นในห้องปรับอากาศเพื่อลดการใช้พลังงานในเครื่องปรับอากาศ 2025-10-03T10:01:12+07:00 พิษณุพงศ์ พันธ์นราพงศ์ phitsanupong.pu@rmuti.ac.th ยิ่งยศ ลับภู Yingyote.lu@rmuti.ac.th <p>งานวิจัยได้ทำการศึกษาการใช้ สารละลาย LiCl และ สารละลาย CaCl<sub>2</sub> ดูดซับความชื้นจากอากาศ โดยสารละลายจะถูกบรรจุอยู่ในถังเก็บสารละลายด้านล่างของชุดลดความชื้นแบบใช้สารละลายโดยใช้ปั๊มทำให้เกิดการไหลเวียนของสารละลาย อุปกรณ์ดังกล่าวจะถูกติดตั้งภายในห้องทดลอง ขนาด กว้าง 2 m ยาว 2 m สูง 2 m เพื่อลดภาระความร้อนจากความชื้นในระบบปรับอากาศแบบแยกส่วนขนาดเล็ก ผนังห้องทำด้วยฉนวน โพลีสไตรีนแบบขยายตัว มีความหนา 0.2 m ทั้งนี้ ในการวิจัยนี้ได้กำหนดระดับอุณหภูมิของอากาศภายในห้องทดลอง 30°C 35°C และ 40°C ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 70 80 และ 90 เพื่อใช้ในการทดลอง จากการศึกษาพบว่า อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศที่ระดับอุณหภูมิ 30°C มีค่าเท่ากับ 0.182-0.192 kWh ระดับอุณหภูมิ 35°C มีค่าเท่ากับ 0.208-0.255 kWh และระดับอุณหภูมิ 40°C มีค่าเท่ากับ 0.259-0.337 kWh อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารละลาย LiCl เป็นสารดูดซับความชื้น ที่ระดับอุณหภูมิ 30°C 35°C และ 40°C สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศอยู่ในช่วง 0.002-0.020 kWh 0.011-0.042 kWh และ 0.040-0.082 kWh ตามลำดับ สารละลาย CaCl<sub>2</sub> เป็นสารดูดซับความชื้น ที่ระดับอุณหภูมิ 30°C 35°C และ 40°C สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศอยู่ในช่วง 0.026-0.043 kWh -0.005-0.036 kWh และ 0.019-0.064 kWh ตามลำดับ จากการใช้สารละลาย LiCl กับสารละลาย CaCl<sub>2</sub> พบว่า สารละลาย LiCl ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศที่เกิดจากความชื้นได้สูงสุด คิดเป็นร้อยละ 24.33 ในส่วนสารละลาย CaCl<sub>2</sub> ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศได้สูงสุด คิดเป็นร้อยละ 23.62 เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพด้านการประหยัดพลังงานระหว่างสารละลาย LiCl และสารละลาย CaCl<sub>2</sub> พบว่า ที่อุณหภูมิอากาศชื้นที่ 30<sup>o</sup>C สารละลาย CaCl<sub>2</sub> มีศักยภาพที่สูงกว่า ที่อุณหภูมิอากาศชื้นที่ 35°C สารละลายทั้งสองชนิดมีศักยภาพใกล้เคียงกัน และที่อุณหภูมิอากาศชื้นที่ 40°C สารละลาย LiCl มีศักยภาพที่สูงกว่า</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/282540 การออกแบบและพัฒนาเตียงตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง 2025-11-06T09:57:11+07:00 ธนพล ศรเดช songklod.tun@nmu.ac.th ทรงกลด ตันศิริ songklod.tun@nmu.ac.th นิตยา ศิริวัน songklod.tun@nmu.ac.th กัลยา อุบลทิพย์ songklod.tun@nmu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเตียงสำหรับตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือเอคโค่ (Echocardiogram) ซึ่งเป็นการตรวจการทำงานของหัวใจ เช่น ขนาดและรูปร่างของหัวใจ การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ การไหลเวียนเลือดในหัวใจ และการทำงานของลิ้นหัวใจ โดยรวบรวมข้อมูลปัญหาที่เกิดจากการใช้งาน และความต้องการของผู้ปฏิบัติงานมาประยุกต์ใช้กระบวนการการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพ (Quality Function Deployment: QFD) ในการกำหนดรายละเอียดทางเทคนิคของเตียงตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงต้นแบบ ซึ่งเตียงที่พัฒนาขึ้นนี้มีขนาดมิติโดยรวมอยู่ที่ กว้าง 850 x ยาว 2000 x สูง 770 มิลลิเมตร รับน้ำหนักได้ 300 กิโลกรัม ปรับระดับความสูงต่ำได้ ปรับตั้งองศาพนักพิงหลัง และปรับเลื่อนเบาะพนักพิงหลังได้ มีส่วนประกอบสำคัญทั้งหมด 6 ส่วน คือ ชุดโครงฐานเตียง ชุดกลไกแขนโยก ชุดส่งกำลังปรับตั้งพนักพิงหลัง ชุดส่งกำลังเลื่อนเบาะพนักพิงหลัง ชุดส่งกำลังปรับยกระดับความสูง และชุดควบคุม ผลการดำเนินงานที่ได้จากการวิเคราะห์ค่าความแข็งแรงของวัสดุโดยใช้การคำนวณทางคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์ (FEA) พบว่า ทุกชิ้นส่วนที่ออกแบบ เมื่อได้รับภาระแล้วเกิดความเค้นที่เหมาะสม ส่งผลทำให้ค่าความปลอดภัย (safety factor) ในทุกชิ้นส่วนที่พิจารณามีค่า 2-3 แสดงให้เห็นว่าทุกชิ้นส่วนรับภาระได้จริง ผลจากการทดลองใช้งานจริงพบว่า เตียงปรับระดับความสูงต่ำ โดยปรับระดับต่ำสุดได้ที่ 770 มิลลิเมตร สูงสุด 900 มิลลิเมตร การทดสอบเตียงสามารถปรับตั้งพนักพิงหลังได้จริง เบาะสามารถเลื่อนปรับได้เพื่อหลบขาของผู้ปฏิบัติงาน และหลบเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อตรวจบริเวณหัวใจได้ตามความต้องการ สรุปได้ว่า เตียงตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทำงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/282660 โมเดลการเรียนรู้ของเครื่องแบบบูรณาการบนโครงสร้างสตาร์สำหรับการวิเคราะห์และแนะนำการท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดเพชรบูรณ์ 2025-09-30T15:08:20+07:00 ยุภา คำตะพล yupa.k@pcru.ac.th ฐิณาภัณฑ์ นิธิยุวิทย์ yupa.k@pcru.ac.th ทัสนันทน์ ตรีนันทรัตน์ yupa.k@pcru.ac.th <p>จากความท้าทายอย่างมากในการจัดการข้อมูลที่หลากหลายและกระจายอยู่หลายแหล่งที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอาหาร การขาดระบบคลังข้อมูล และกระบวนการ ETL ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การบูรณาการและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง และระบบแนะนำ เป็นไปได้อย่างจำกัด นอกจากนี้ ความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บทความวิจัยนี้จึงนำเสนอแนวทางการท่องเที่ยวอัจฉริยะรูปแบบใหม่โดยบูรณาการการเรียนรู้ของเครื่องกับโครงสร้างแบบดาวเพื่อการวิเคราะห์และแนะนำแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดเพชรบูรณ์ ข้อมูลถูกเก็บจากนักท่องเที่ยว 384 คน ผ่านแบบสอบถามตามกรอบ 5A และจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและผู้ประกอบการท้องถิ่น 15 คน ผ่านการสัมภาษณ์ คำตอบที่ไม่มีโครงสร้างถูกประมวลผลด้วยการประมวลผลภาษาธรรมชาติ เพื่อสร้างชุดข้อมูลที่มีโครงสร้าง โดยที่โครงสร้างแบบดาวช่วยจัดระเบียบข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถดึงข้อมูลคุณลักษณะ เช่น ความชอบอาหาร คะแนนจุดหมายปลายทาง ข้อมูลประชากร และส่วนประกอบของอาหาร คำสั่ง SQL ถูกใช้สกัดคุณลักษณะจากหลายตารางสำหรับการวิเคราะห์ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง ผลการวิเคราะห์ด้วย K-Means clustering พบ 9 กลุ่มที่แตกต่างกันในระดับปานกลาง (Best K=9 Silhouette=0.491 Calinski-Harabasz=323.48 Davies-Bouldin=0.716) นักท่องเที่ยวที่มีอายุสูงและงบประมาณมาก เดินทางไกลและมีความสนใจหลากหลาย ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่และประหยัดงบ ชอบการเดินทางระยะสั้น กลุ่มที่มีผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่เน้นความพึงพอใจด้านอาหารและจุดหมายปลายทาง ขณะที่กลุ่มที่มีผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ชอบเดินทางไกลหรือใช้จ่ายสูง ในการทำนายประเภทอาหารที่ชื่นชอบ Random Forest XGBoost และ MLP ให้ความแม่นยำ 100% สูงกว่า KNN (98.7%) และ Logistic Regression (64.9%) สำหรับการแนะนำ Collaborative Filtering ทำงานได้ดีที่สุดโดยได้ Recall และ NDCG 100% อันดับคำแนะนำที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ 3 อันดับ ผลวิจัยยืนยันว่า การรวมการจัดการข้อมูลที่มีโครงสร้างกับอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องและการแนะนำขั้นสูง สามารถให้คำแนะนำท่องเที่ยวที่แม่นยำและเฉพาะบุคคล สนับสนุนการจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวตามความต้องการ และยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/282810 ผลของการใช้แนวทางการประเมินการหย่าเครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ 2025-10-28T14:29:26+07:00 เสาวนีย์ เรือนหลวง kung.3786@gmail.com อรรถวิทย์ จันทร์ศิริ utthawit_j@payap.ac.th <p>เครื่องช่วยหายใจ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤต แต่การใช้เวลานานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน การหย่าเครื่องช่วยหายใจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้ในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ (2) เปรียบเทียบอัตราความสำเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ และ (3) วิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติการพยาบาลและความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ ในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ 10 คน และผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจล้มเหลวที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มหลังใช้แนวปฏิบัติ 15 คน ได้รับการดูแลตามแนวทางการประเมินการหย่าเครื่องช่วยหายใจแบบ 3 ระยะที่พัฒนาขึ้นใหม่ และกลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติ 15 คน ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติเดิม โดยเก็บข้อมูลกลุ่มควบคุมก่อน แล้วจึงเก็บข้อมูลกลุ่มทดลอง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ (1) แนวทางการประเมินการหย่าเครื่องช่วยหายใจ<br />ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น (2) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป (3) แบบประเมินการปฏิบัติการพยาบาล และ (4) แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาล ซึ่งทุกฉบับมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบบันทึกผลการใช้แนวทางฯ แบบประเมินการปฏิบัติการพยาบาล และแบบประเมินความพึงพอใจ เท่ากับ .90 .80 และ .87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Mann-Whitney U test และการทดสอบของฟิชเชอร์ ผลการวิจัย พบว่า (1) กลุ่มทดลอง<br />มีระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจสั้นกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) 2) อัตราความสำเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p=.068) แต่กลุ่มทดลองมีแนวโน้มที่ดีกว่า และ (3) พยาบาลมีคะแนนการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง (23.20±0.789 จากคะแนนเต็ม 24) และมีความพึงพอใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.76±0.208 จากคะแนนเต็ม 5) ดังนั้นการใช้แนวทางการประเมินการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ สามารถช่วยลดระยะเวลาการหย่าเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยเพิ่มคุณภาพการปฏิบัติงานและความพึงพอใจของพยาบาล</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/282940 การศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพ สารพฤกษเคมี ฤทธิ์ทางชีวภาพและความพึงพอใจของผลิตภัณฑ์หนุมานประสานกายรูปแบบผงชงละลาย 2025-11-18T15:52:14+07:00 ศิริพักตร์ จันทร์สังสา siripuk.cha@crru.ac.th ปริพัช เงินงาม paripach.ngo@crru.ac.th วนิษา ปันฟ้า wanisapun@hotmail.com สมฤทัย ยังวรรณ ad571758079somruethai@gmail.com ธีรนันท์ ธนัญชัย elfe.tananchai@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพ สารพฤกษเคมี ฤทธิ์ทางชีวภาพ และความพึงพอใจของผลิตภัณฑ์หนุมานประสานกายรูปแบบผงชงละลาย โดยการเตรียมผลิตภัณฑ์หนุมานประสานกายรูปแบบผงชงละลายที่มีสัดส่วนมอลโตเดกซ์ตรินต่างกัน ทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ ทดสอบหาสารซาโปนินเชิงคุณภาพ ตรวจวัดปริมาณสารฟีนอลิกรวม ทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ และทดสอบความพึงพอใจต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัคร 10 ราย ด้วยแบบประเมินการยอมรับทางประสาทสัมผัสทั้ง 6 ด้าน ผลการศึกษาพบว่า ผลิตภัณฑ์หนุมานประสานกายรูปแบบผงชงละลายทั้ง 3 สูตร คือ สูตรที่ 1 (มอลโตเดกซ์ตริน ร้อยละ 5) สูตรที่ 2 (มอลโตเดกซ์ตริน ร้อยละ 10) และสูตรที่ 3 (มอลโตเดกซ์ตริน ร้อยละ 15) เมื่อนำมาละลายน้ำแล้วมีสีเข้มกว่าผลิตภัณฑ์หนุมานประสานกายรูปแบบน้ำที่เป็นต้นฉบับเล็กน้อย ในขณะที่กลิ่นและรสชาติยังคงเดิม มีค่า pH เป็นกรด (pH 6.70-6.89) ค่า Brix และค่าความถ่วงจำเพาะมีความแปรผันตามปริมาณมอลโตเดกซ์ตรินที่เพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 สูตร ตรวจพบสารซาโปนินเชิงคุณภาพและตรวจพบปริมาณสารฟีนอลิกรวมของผลิตภัณฑ์สูตรที่ 1-3 เท่ากับ 5.71±0.06 3.33±0.29 และ 2.31±0.18 mg GAE/g extract ตามลำดับ พบฤทธิ์ต้านการอักเสบสูงสุดในผลิตภัณฑ์สูตรที่ 1 การทดสอบความพึงพอใจของอาสาสมัครต่อผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 สูตร พบว่า มีความพึงพอใจในลักษณะปรากฏ รสชาติ และเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์สูตรที่ 2 มากที่สุด ส่วนสีและกลิ่นมีความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์สูตรที่ 1 มากที่สุด ขณะที่ความชอบโดยรวมของผลิตภัณฑ์ในสูตรที่ 1 และ 2 เท่ากัน จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์สูตรที่ 1 มีโอกาสพัฒนาไปใช้บรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคหืดได้ในอนาคต</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/281876 การพัฒนาหลักสูตรสำหรับช่างอากาศยานเพื่อยกระดับมาตรฐานการซ่อมบำรุงในประเทศไทย 2025-10-28T14:25:15+07:00 ปภาพร มนตรีเจริญ papaporn@catc.or.th ญาณวุฒิ คัมภีรภาพ papaporn@catc.or.th วรฑา กุลเกียรติประวัติ papaporn@catc.or.th ณัฐกร ไตรรัตนวนานนท์ papaporn@catc.or.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาช่างอากาศยาน (2) วิเคราะห์ช่องว่างระหว่างสมรรถนะของช่างอากาศยานในปัจจุบันกับมาตรฐาน TCAR และ (3) พัฒนาหลักสูตรสำหรับช่างอากาศยาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ประกอบด้วยผู้บริหารสายการบิน ช่างอากาศยาน ผู้ปฏิบัติงานด้านซ่อมบำรุง และผู้เชี่ยวชาญด้านการบิน รวมทั้งสิ้น 280 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า แม้การฝึกอบรมในปัจจุบันจะสอดคล้องกับมาตรฐาน TCAR ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 4.01 จาก 5) แต่ยังมีช่องว่างในด้านความรู้เทคนิคสมัยใหม่ ทักษะการใช้เทคโนโลยี และการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล (ค่าเฉลี่ย 3.23 จาก 5) ผลการพัฒนาหลักสูตร โดยใช้โมเดล ADDIE และการประเมินตามแนวคิดของ Kirkpatrick พบว่า หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับสมรรถนะด้านความรู้ (จากค่าเฉลี่ย 3.15 เป็น 4.35) ทักษะ (จากค่าเฉลี่ย 3.00 เป็น 4.45) และเจตคติ (จากค่าเฉลี่ย 3.40 เป็น 4.60) ของช่างอากาศยานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) สรุปการวิจัยนี้เสนอให้บูรณาการเทคโนโลยีการฝึกอบรมสมัยใหม่ เช่น VR/AR พัฒนาระบบประเมินสมรรถนะ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันฝึกอบรม เพื่อยกระดับบุคลากรด้านการบินของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/282993 การพัฒนาระบบตอบโต้อัจฉริยะเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชีวภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำนกกระเรียนพันธุ์ไทย อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 2025-10-21T09:41:36+07:00 กมลรัตน์ สมใจ kamonrat.sj@bru.ac.th แสงดาว นพพิทักษ์ kamonrat.sj@bru.ac.th วรินทร์พิพัชร วัชรพงษ์เกษม kamonrat.sj@bru.ac.th ปุริม ชฏารัตนฐิติ kamonrat.sj@bru.ac.th <p>การท่องเที่ยวชีวภาพในพื้นที่ชุ่มน้ำนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับความนิยมแต่ยังขาดช่องทางการให้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาศักยภาพด้านพื้นที่ท่องเที่ยวชีวภาพในพื้นที่ชุ่มน้ำนกกระเรียนพันธุ์ไทย อำเภอเมือง บุรีรัมย์ (2) พัฒนาระบบตอบโต้อัจฉริยะที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวชีวภาพในพื้นที่ชุ่มน้ำนกกระเรียนพันธุ์ไทย และ (3) ถ่ายทอดระบบตอบโต้อัจฉริยะให้กับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อศึกษาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวชีวภาพ จำนวน 15 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง กลุ่มที่ 2 ประเมินประสิทธิภาพของระบบตอบโต้อัจฉริยะ จำนวน 5 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มที่ 3 ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อ ระบบตอบโต้อัจฉริยะ จำนวน 36 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ระบบตอบโต้อัจฉริยะ แบบประเมินประสิทธิภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) พื้นที่ชุ่มน้ำนกกระเรียนพันธุ์ไทยมีศักยภาพการท่องเที่ยวชีวภาพหลายด้าน ได้แก่ ด้านคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยว ด้านกิจกรรม ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการบริการ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน (2) ระบบตอบโต้อัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) ผ่านแอปพลิเคชัน LINE สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชีวภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำนกกระเรียนพันธุ์ไทยได้ดี และ (3) กลุ่มเป้าหมายพึงพอใจต่อระบบในระดับมาก (x̄=4.48 SD=0.49)</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/282903 การศึกษาอัตราส่วนความลึกต่อความกว้างของรอยเชื่อมจากการเชื่อมแก๊สทังสเตนด้วยอาร์กอนปกคลุมด้วยการใช้ฟลั๊กซ์กระตุ้นที่ต่างกัน 2025-11-19T10:20:29+07:00 วรินทร ห้วยเรไร varinthorn.h@cit.kmutnb.ac.th ชัชวาล ศุภมงคล varinthorn.h@cit.kmutnb.ac.th โกวิทย์ กัลยาทอง varinthorn.h@cit.kmutnb.ac.th <p>งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการเชื่อมแก๊สทังสเตนด้วยอาร์กอนปกคลุมด้วยการใช้ฟลั๊กซ์กระตุ้นที่แตกต่างกัน 3 ชนิด คือ ไทเทเนียมเปอร์ออกไซด์ แมงกานีสเปอร์ออกไซด์และสังกะสีออกไซด์ โดยการออกแบบการทดลองใช้ฟลั๊กซ์ทั้งแบบชนิดเดียว สองชนิดและสามชนิดผสมกันด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกันจำนวนทั้งสิ้น 22 รูปแบบการทดลอง นำฟลั๊กซ์กระตุ้นดังกล่าวไปผสมกับอะซิโตนแล้วทาลงบนผิวของชิ้นงาน จากนั้นทำการเชื่อม TIG ด้วยพารามิเตอร์เดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือความลึก ความกว้างและอัตราส่วนความลึกต่อความกว้างของงานเชื่อม ค่าดังกล่าวเหล่านี้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับการเชื่อม TIG ที่ไม่ได้ใช้ฟลั๊กซ์กระตุ้น จากผลการวิจัยพบว่าการใช้ชนิดของฟลั๊กซ์กระตุ้นและสัดส่วนผสมที่ต่างกันส่งผลต่อค่าความลึก ความกว้างและอัตราส่วนความกว้างต่อความลึกของรอยเชื่อม โดยการใช้แมงกานีสเปอร์ออกไซด์ปริมาณ 75 เปอร์เซ็นต์และสังกะสีออกไซด์ 25 เปอร์เซ็นต์ ทาลงบนผิวของชิ้นงานก่อนทำการเชื่อมจะให้อัตราส่วนความลึกต่อความกว้างที่สูงที่สุดคือ 0.745 ในขณะที่การเชื่อม TIG แบบไม่ใช้ฟลั๊กซ์กระตุ้นจะให้ค่าดังกล่าวเพียง 0.495 หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงมากกว่าถึง 33.5%</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online)