วารสารควบคุมโรค https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ <p><strong>วารสารควบคุมโรค </strong>เป็นวารสารทางวิชาการ จัดเผยแพร่โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข</p> <p>โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วิทยาการเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ขอบเขตรวมโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นนิพนธ์ต้นฉบับ รายงานผลการปฏิบัติงาน บทความฟื้นวิชา รายงานผู้ป่วย และการสอบสวนโรค</p> <p><strong>กำหนดออก</strong> ฉบับละ 15-20 บทความ ปีละ 4 ฉบับ หรือราย 3 เดือน <br />ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม<br />ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน<br />ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน<br />ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>Online ISSN:</strong> 2651-1649 <strong>Print ISSN:</strong> 1685-6481</p> en-US <p>บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน</p> ddc.journal@ddc.mail.go.th (Yosita Thitiwatthana) ddc.journal@ddc.mail.go.th (Yosita Thitiwatthana) Sat, 28 Mar 2026 20:23:28 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความตั้งใจที่จะตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในเยาวชนชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย กรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282084 <p>การตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง เป็นหนึ่งในแนวทางการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี ที่ปลอดภัย แม่นยำ มีความเป็นส่วนตัว และสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงการตรวจและความถี่ในการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาความตั้งใจที่จะตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในเยาวชนชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย (อายุ 18-25 ปี) ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 586 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเครือข่าย (Respondent Driven Sampling: RDS) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ (Google forms) ผลการศึกษาพบว่าเยาวชนชายมีเพศสัมพันธ์กับชายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 586 คน มีอายุเฉลี่ย 20.25 ปี (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=2.25 ปี) มีความตั้งใจที่จะตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง ร้อยละ 82 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value&lt;0.05) ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ และการรับรู้ความสามารถของการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี ด้วยตนเอง กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรู้และทักษะเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง รวมถึงการประเมินพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เช่น โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์สุขภาพ และแอปพลิเคชัน รวมทั้งพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเยาวชน รวมไปถึงการจัดโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถในการใช้ชุดตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองในเยาวชนชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย พัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่แสดงขั้นตอนการใช้งานอย่างชัดเจนเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานชุดตรวจ เสริมสร้างการรับรู้ความสามารถและส่งเสริมความตั้งใจในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง</p> กุลวดี จันทรศร, พีรยา เอกจริยาวัฒน์, มธุรส ทิพยมงคลกุล, เพ็ญพักตร์ อุทิศ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282084 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การแปลและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบถามการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282355 <p>การติดเชื้อ<em>เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร</em> เป็นโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลแบบสอบถามการป้องกันการติดเชื้อ<em>เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร</em> และตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยง ฉบับแปลภาษาไทย มีรูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา การวิจัยแบ่งเป็น ระยะที่ 1 การแปลแบบสอบถามจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ใช้เทคนิคการแปลไปข้างหน้า และแปลย้อนกลับ โดยผู้แปลอาชีพจากสถาบันภาษาในมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ที่เป็นอิสระจากกัน และตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ระยะที่ 2 การตรวจสอบความเที่ยง ในกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงการติดเชื้อดังกล่าว มีเกณฑ์คัดเข้า คือ อายุ 20-59 ปี และเคยตรวจการติดเชื้อ<em>เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร</em> ภายใน 1 ปี จำนวน 30 คน ที่รับการรักษา ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 โดยกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามเอง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Cronbach’s alpha ผลการวิจัย พบว่า แบบสอบถามฉบับภาษาไทยมีความหมายเท่ากับต้นฉบับภาษาอังกฤษ ความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (Content validity index=0.91) สำหรับความเที่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.73 สรุปได้ว่า แบบสอบถามฉบับแปลมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ประเมินการป้องกันการติดเชื้อ<em>เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร </em>ในบริบทประเทศไทยได้</p> ศศิธร ทันดร, ศิรินภา จิตติมณี (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282355 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้รูปแบบการโค้ช เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/280443 <p style="font-weight: 400;">กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีการพัฒนาระบบงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในผู้ใหญ่ อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปี 2559 โดยมีการกำหนดคำแนะนำ และรูปแบบการให้บริการคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้ารับวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง ยั่งยืน เป็นมาตรฐาน และครอบคลุมทุกกลุ่มวัย โดยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ ในเขตสุขภาพที่ 9 ปีงบประมาณ 2567 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา (สคร.9) มีการส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ ระหว่างวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ถึง 9 กรกฎาคม 2567 รวมทั้งสิ้นจำนวน 28 แห่ง โดยใช้รูปแบบการโค้ช GROW model เป็นรูปแบบการส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งรูปแบบดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ทั้งในด้านการดำเนินงานเชิงรับและเชิงรุก โดยผลการดำเนินงานพบว่าหน่วยบริการมีการดำเนินงานได้มาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดตามบริบทของพื้นที่ มีการพัฒนาการดำเนินงานตามเกณฑ์ที่กำหนดมากขึ้น จำนวน 22 แห่ง (ร้อยละ 78.57; <em>p</em>&lt;0.05) โดยมีคะแนนเฉลี่ย 13.29 จากคะแนนทั้งหมด 16 คะแนน และมีความครอบคลุมการได้รับวัคซีนที่เพิ่มขึ้น คือ วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก จำนวน 10 แห่ง (ร้อยละ 35.71; <em>p</em>=0.06) และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 15 แห่ง (ร้อยละ 53.57; <em>p</em>=0.02) จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า GROW model สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ในภาพกว้างต่อไป นอกจากนี้ควรมีการศึกษาพัฒนาเกี่ยวกับผลของระบบการให้บริการวัคซีนที่ยังเป็นปัญหา เช่น การเข้าถึงบริการและการติดตามกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความครอบคลุมการได้รับวัคซีนและระบบภูมิคุ้มกันในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ต่อไป</p> เกียรติสุดา สายพรหม, ดวงจันทร์ จันทร์เมือง (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/280443 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินระหว่างวิธีอัตโนมัติและวิธีปรับด้วยมือของผู้ที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282384 <p>การศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินระหว่างชนิดอัตโนมัติและชนิดปรับด้วยมือในสามประเด็นสำคัญ ได้แก่ ระดับการได้ยิน ระยะเวลาในการทดสอบ และความพึงพอใจของผู้เข้ารับการทดสอบ โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 24 คน เข้ารับการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินในช่วงความถี่ตั้งแต่ 500 ถึง 8000 เฮิรตซ์ ทั้งวิธีอัตโนมัติและวิธีปรับด้วยมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่าผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินทั้งสองวิธีมีความแตกต่างไม่เกิน 10 เดซิเบลในทุกความถี่ และยังพบความสัมพันธ์ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างวิธีการทั้งสอง (<em>p</em>&lt;0.05) นอกจากนี้ การทดสอบวิธีอัตโนมัติใช้ระยะเวลาในการทดสอบสั้นกว่าวิธีปรับด้วยมืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) ส่วนในด้านความพึงพอใจในภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่พบว่าผู้เข้ารับการทดสอบมีความพึงพอใจต่ำกว่าสำหรับระยะเวลาของการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินชนิดอัตโนมัติ (<em>p</em>&lt;0.05) จากผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่าการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินชนิดอัตโนมัติให้ผลที่เชื่อถือได้ใกล้เคียงกับการทดสอบชนิดปรับด้วยมือและยังมีข้อได้เปรียบด้านการประหยัดเวลา วิธีการทดสอบนี้จึงมีศักยภาพในการนำไปใช้ในการเฝ้าระวังทางการแพทย์ในกลุ่มที่ทำงานสัมผัสเสียงดังและในการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน อย่างไรก็ตาม ควรมีการปรับปรุงขั้นตอนการทดสอบหรือคำแนะนำการทดสอบแก่ผู้รับการทดสอบเพื่อแก้ไขความกังวลด้านเวลาการทดสอบของผู้เข้ารับการทดสอบ</p> พศวีร์ วินันทมาลากูล, พิจิตรา ปฏิพัตร, ปวีณา มีประดิษฐ์ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282384 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การประเมินการรับสัมผัสความสั่นสะเทือนที่มือและแขน ในกลุ่มเกษตรกรที่ใช้เครื่องมือการเกษตรในจังหวัดปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/280980 <p>การสัมผัสกับความสั่นสะเทือนระดับสูงเป็นเวลานานจากเครื่องมือการเกษตรอาจส่งผลต่อกลุ่มอาการผิดปกติที่มือและแขน การศึกษาเชิงภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการรับสัมผัสความสั่นสะเทือนที่มือและแขนของเกษตรกร เก็บข้อมูลด้วยการสุ่มตามความสะดวกกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเกษตรกรจำนวน 76 คน ในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เครื่องมือในการศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป สภาพการทำงาน และการตรวจด้วยเครื่องวัดความสั่นสะเทือนรุ่น VM31 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 73.7 อายุเฉลี่ย 48.6 ปี (SD=10.0) โดยมีประสบการณ์ใช้เครื่องมือการเกษตรที่มีความสั่นสะเทือน ค่าเฉลี่ย 18.4 ปี (SD=11.4) ผลการประเมินการรับสัมผัสความสั่นสะเทือนพบว่า เกษตรกรร้อยละ 60.5 มีการรับสัมผัสความเสี่ยงต่ำ (ขนาดการรับสัมผัส &lt;5.0 m/s2 (A8)) และความเสี่ยงสูง ร้อยละ 39.5 (ขนาดการรับสัมผัส ≥5.0 m/s2 (A8)) เมื่อจำแนกตามประเภทของเครื่องมือ พบว่าการใช้รถไถเดินตาม มีค่าเฉลี่ยความสั่นสะเทือนมากที่สุด 11.2 m/s2 (SD=0.3) เครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย 4.7 m/s2 (SD=1.0) และเครื่องพ่นสะพายหลัง 2.4 m/s2 (SD=0.6) ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรได้รับสัมผัสความสั่นสะเทือนจากการใช้เครื่องมือการเกษตรในระดับสูง ข้อมูลนี้สามารถใช้สำหรับการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่มีการรับสัมผัสความสั่นสะเทือนจากการใช้รถไถเดินตาม เครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย และเครื่องพ่นแบบสะพายหลังในการทำงานของเกษตรกร การศึกษานี้เสนอแนะว่าควรพิจารณาระยะเวลาในการสัมผัสร่วมด้วย</p> ชัยวัฒน์ ศรีธนราช, ธีรพันธ์ แก้วดอก (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/280980 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยในประเทศไทย ปีงบประมาณ 2565: การศึกษาภาคตัดขวางจากฐานข้อมูล Health Data Center (HDC) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281693 <p>โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension: HT) เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง โดยประมาณการว่ามีประชากรไทยประมาณ 13.2 ล้านคนที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีประมาณครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ทราบว่าตนเองป่วย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายลักษณะทางระบาดวิทยาของผู้ป่วยที่เริ่มมีความดันโลหิตสูง (Elevated BP) และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย (Undiagnosed HT) รวมทั้งศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการไม่ได้รับวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง โดยเป็นการศึกษาภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Study) ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูล Health Data Center (HDC) ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยกำหนดนิยามโรคความดันโลหิตสูง คือ การมีความดันโลหิตระหว่าง 140/90-179/109 มม.ปรอท ติดต่อกัน 2 ครั้งล่าสุด หรือมีความดันโลหิตตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอท ขึ้นไปเพียงหนึ่งครั้ง โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุปัวซง ผลการศึกษาพบว่า จากผู้รับบริการประมาณ 31 ล้านราย มีประมาณ 5.1 ล้านราย (ร้อยละ 16) ที่มีความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท ขึ้นไป โดยในกลุ่มดังกล่าว มีประมาณ 1 ล้านราย (ร้อยละ 20) เป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย โดยพบสัดส่วนสูงในเพศชาย กลุ่มอายุ 45-54 ปี, และผู้ที่เข้ารับบริการสุขภาพนอกเขตรับผิดชอบ (type area 4) โดยมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับการไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ ค่าความดันโลหิตครั้งล่าสุดระหว่าง 140/90-159/99 มม.ปรอท อายุระหว่าง 18-34 ปี, สิทธิรักษาพยาบาลอื่น ๆ และการรับบริการครั้งล่าสุดที่สถานพยาบาลระดับปฐมภูมิ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า โรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ การพัฒนาระบบช่วยในการวินิจฉัยส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติตามแนวทางการวินิจฉัยโรค รวมถึงศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกลไกปัญหาที่แท้จริงจะช่วยลดปัญหานี้ได้ในอนาคต</p> ชูสกุล พิริยะ, ณิชกุล พิสิฐพยัต, พันธนีย์ ธิติชัย (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281693 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลวัสดุซองทรายต่อประสิทธิผลของทรายทีมีฟอส ในการกำจัดลูกน้ำยุงลายบ้าน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/279824 <p>การใช้ทรายทีมีฟอสในการควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงลายบ้าน (<em>Aedes aegypti</em>) เป็นวิธีที่นิยมและมีประสิทธิผล ซึ่งทรายทีมีฟอสแบบบรรจุซองเป็นอีกหนึ่งรูปแบบผลิตภัณฑ์ของการนำไปใช้ จากข้อมูลการทดสอบประสิทธิภาพชีววิเคราะห์ของทรายทีมีฟอสประเภทซองทรายต่อลูกน้ำยุงลายบ้านระหว่างปี 2559 ถึง 2565 พบว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดังนั้นงานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติและคัดเลือกวัสดุสำหรับใช้ทำซองบรรจุทรายทีมีฟอสและเปรียบเทียบอุปกรณ์ทดสอบที่ใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพชีววิเคราะห์ของทรายทีมีฟอสต่อลูกน้ำยุงลายบ้าน โดยคัดเลือกบรรจุภัณฑ์ซองทรายที่ทำจากวัสดุชนิดต่าง ๆ และทำการทดสอบโดยมีอุปกรณ์ทดสอบที่ใช้สังเกตการตายของลูกน้ำ 2 แบบ คือ กระชังลอยลูกน้ำและกรงลูกน้ำแบบปล่อยอิสระ จากผลการทดสอบคุณสมบัติวัสดุซองได้เลือกบรรจุภัณฑ์ที่ขายในท้องตลาดมาเป็นตัวแทนจำนวน 1 ตัวอย่างและบรรจุภัณฑ์วัสดุซองชนิดอื่นอีก 1 ตัวอย่าง (ซองไนลอน) นำมาทดสอบประสิทธิภาพชีววิเคราะห์ในสภาพจำลองธรรมชาติ โดยใช้ทรายทีมีฟอส 1% w/w อัตรา 1 ppm ในรูปแบบแตกต่างกันมาทดสอบประสิทธิภาพที่ 24 ชั่วโมงหลังการใช้ทรายทีมีฟอสนาน 24 ชั่วโมงถึง 7 วัน และทุก 30 วัน จนครบระยะเวลา 180 วัน ผลการทดสอบพบว่าร้อยละการตายของลูกน้ำยุงลายบ้านเมื่อทดสอบหลังการใช้ทรายทีมีฟอสในซองทรายที่ขายในท้องตลาดนาน 24 ชั่วโมง และ 7 วัน มีค่าน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการใช้ทรายทีมีฟอสในรูปแบบอื่น และในระยะเวลาการใช้ทรายทีมีฟอสนาน 24 ชั่วโมงจนถึง 120 วัน พบว่า การใช้ทรายทีมีฟอสในซองไนล่อนขนาด 5 กรัม (4 ซอง) มีประสิทธิผลภาพเทียบเท่าการใช้ทรายทีมีฟอสแบบไม่บรรจุซองขนาด 20 กรัม (ชุดควบคุมเชิงบวก) รองลงมาคือ ทรายทีมีฟอสในซองไนล่อนขนาด 20 กรัม นอกจากนี้ จากการทดสอบหลังการใช้ทรายทีมีฟอสทุกรูปแบบนาน 90 วัน เป็นต้นไป พบว่า ร้อยละการตายของลูกน้ำยุงลายบ้านในกรงลูกน้ำแบบปล่อยอิสระมีค่ามากกว่าในกระชังลอยลูกน้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) ผลการศึกษานี้สามารถบอกได้ว่าไนลอนเหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ทรายทีมีฟอส และการใช้กรงลูกน้ำแบบปล่อยอิสระช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวัดผลการทดสอบประสิทธิภาพชีววิเคราะห์ในสภาพจำลองธรรมชาติได้มากขึ้น</p> วิสาข์ชนม์ ศรีโพธิ์, สุนัยนา สท้านไตรภพ, อัญชนา สุมาลย์โรจน์, มณฑาทิพย์ คงมี (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/279824 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและการพัฒนาแนวทางลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในพื้นที่ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281022 <p>อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในพื้นที่ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ด้วยการดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษาและประชาชนในหมู่ 5 บ้านเขาทอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามและเครื่องมือ 5 ชิ้น ของกระบวนการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้กรอบ “สามเหลี่ยมกำหนดปัจจัยสุขภาพ” ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านบุคคล เช่น อายุ ระดับการศึกษา และพฤติกรรมการตรวจสอบสภาพยานพาหนะ มีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>&lt;0.05) ผลการศึกษาวิจัยนำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงานในระดับชุมชน การสร้างภาคีความร่วมมือ และการพัฒนากิจกรรมรณรงค์ด้านความปลอดภัย เช่น เวทีให้ความรู้ การรณรงค์ผ่านสื่อหรือผ่านช่องทางออนไลน์ การตรวจสอบสภาพยานพาหนะ และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การซ่อมแซมป้ายจราจร ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อยร้อยละ 60 มีความรู้และพฤติกรรมด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากชุมชนเพื่อการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน</p> ชลิตา ฉิมพุก, แสงตะวัน ทองใบ, ธีรยุทธ์ บวบหอม, เด่นพงษ์ วงศ์วิจิตร, ชาตรี แมตสี่ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281022 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยวัณโรค ในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281477 <p>โรควัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขหลายประเทศทั่วโลก ปี 2566 พบว่าผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำขึ้นทะเบียนรักษาในประเทศไทยคิดเป็น 86.4 ต่อแสนประชากร ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จังหวัดเชียงรายมีผู้ป่วยวัณโรคเท่ากับ 111 ต่อแสนประชากร โดยมีอัตราความสำเร็จในการรักษาร้อยละ 82.4 และเสียชีวิตร้อยละ 12.1 ซึ่งเป็นอัตราตายที่ค่อนข้างสูง ในจังหวัดเชียงราย มีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 7 ของประเทศไทย ปัจจุบันการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรควัณโรคมุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดค้นหาผู้ป่วย <br />การเพิ่มอัตราความสำเร็จในการรักษา การรักษาระยะแฝง และการรักษาวัณโรคดื้อยา ทั้งนี้ไม่มีการประเมินระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยวัณโรค การศึกษาภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ครั้งนี้วัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยวัณโรคในจังหวัดเชียงราย จำนวน 317 ราย ใช้แบบวัดคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ SF-36 ผลการศึกษาพบว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในระดับดีถึงดีมากที่สุดร้อยละ 82.4 และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยวัณโรค ได้แก่ อายุ 18-45 ปี ระดับการศึกษามัธยมศึกษาหรือสูงกว่า มีอาชีพ มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 5000 บาท ไม่มีภาระหนี้สิน สถานภาพโสด มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวน้อยกว่าสามคน ไม่มีโรคประจำตัว ระยะเวลารักษานับจากวันวินิจฉัย 6 เดือน และเป็นสูตรยามาตรฐานของประเทศไทยสำหรับผู้ป่วยวัณโรคไม่ดื้อยา ดังนั้นควรประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยวัณโรคตั้งแต่เริ่มต้นรักษาและใช้ข้อมูลในการติดตามคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กับผลการรักษาของผู้ป่วยเพื่อปรับปรุงแนวทางการรักษาผู้ป่วยวัณโรคในจังหวัดเชียงรายให้มีประสิทธิภาพ</p> สุพัฒนพงศ์ ชุ่มเมืองเย็น, พีรดนย์ ศรีจันทร์ , พิลาสินี วงษ์นุช (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281477 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558: บทเรียนสำคัญและทิศทางพัฒนาระบบควบคุมโรคของประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282726 <p>การวิจัยแบบผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อหรือโรคระบาด พ.ศ. 2566-2570 (ระยะครึ่งแผน) เพื่อถอดบทเรียนและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับพัฒนาระบบควบคุมโรคของประเทศไทย การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณได้จากตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ ขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 66 ราย ใน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย กาญจนบุรี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร สงขลา และอุบลราชธานี ผลการศึกษาเชิงปริมาณพบว่า หลายตัวชี้วัดมีความก้าวหน้าตามเป้าหมาย เช่น การพัฒนาอนุบัญญัติ ระบบเฝ้าระวังโรค และการยกระดับมาตรฐานศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (Emergency Operations Center: EOC) ส่วนผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างกลไกควบคุมโรคที่เข้มแข็ง ได้แก่ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อ และทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (Surveillance and Rapid Response Team: SRRT) รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนที่สามารถตอบสนองต่อโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ความซับซ้อนของโครงสร้าง ความไม่มั่นใจของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในการใช้อำนาจตามกฎหมาย และข้อจำกัดด้านทรัพยากรและระบบข้อมูล จากผลการศึกษาจึงเสนอแนวทางพัฒนาระบบควบคุมโรคของประเทศไทย 3 ประการ ได้แก่ (1) Decentralize กระจายอำนาจการตัดสินใจแก่ระดับพื้นที่และปรับปรุงกลไกกฎหมายให้ทันสมัย (2) Digitalize พัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและตอบโต้โรค และ (3) Collaborate เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน และประชาชน ควบคู่กับการสื่อสารสาธารณะหลายภาษา แนวทางดังกล่าวจะช่วยเสริมความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของระบบควบคุมโรคของประเทศในอนาคต</p> สุพินดา ตีระรัตน์, กัญญารัตน์ พึ่งประยูร, วนิดา ตันสกุล, ธนิษฐา จันทร์พิลา, ศิริพร กาศหาญ, นพดล โชติประวิทย์, สิริมา มงคลสัมฤทธิ์ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282726 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนในเด็กและเยาวชน: แนวโน้ม ลักษณะทางระบาดวิทยา และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบาดเจ็บรุนแรงในอำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282218 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนในเด็กและเยาวชน อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ปี พ.ศ. 2565–2567 เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บของโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ทุกรายที่เข้าเกณฑ์จำนวน 2,066 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์อนุกรมเวลาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุตัวแปร พบว่า จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 579 ราย ในปี พ.ศ. 2565 เป็น 761 ราย ในปี พ.ศ. 2567 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.4, <em>p</em>=0.003) เป็นเพศชาย (ร้อยละ 58.5) อายุ 15-17 ปี (ร้อยละ 52.7) เป็นผู้ขับขี่ (ร้อยละ 56.4) ใช้รถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 90.1) ไม่สวมหมวกนิรภัย (ร้อยละ 91.1) มีรถจักรยานยนต์เป็นคู่กรณี (ร้อยละ 33.2) ส่วนใหญ่เกิดบนถนนทางหลวง (ร้อยละ 89.8) ในช่วงเวลากลางวัน (ร้อยละ 61.7) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบาดเจ็บรุนแรง ได้แก่ คู่กรณีเป็นรถกระบะ (aOR=2.91, 95% CI: 1.89-4.50) คู่กรณีเป็นรถบรรทุก/รถพ่วง (aOR=7.39, 95% CI: 2.63-20.76) เกิดเหตุในตำบลอื่น ๆ (aOR=2.54, 95% CI: 1.85-3.50) วันหยุดเสาร์อาทิตย์ (aOR=1.35, 95% CI: 1.06-1.74) วันหยุดเทศกาล (aOR=2.29, 95% CI: 1.20-4.36) และช่วงกลางคืน (aOR=1.55, 95% CI: 1.23-1.97) สรุปผลการศึกษาได้ว่า แนวโน้มการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนในเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเสี่ยง คือ เยาวชนชายที่ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย ปัจจัยยานพาหนะของคู่กรณี ตำบลที่เกิดเหตุ ประเภทวันและช่วงเวลาที่เกิดเหตุ เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบาดเจ็บรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกแบบมาตรการที่เฉพาะกับกลุ่มอายุ ประเภทยานพาหนะ ตำบลที่อยู่ห่างจากโรงพยาบาลและช่วงเวลาเสี่ยงเพื่อลดความสูญเสีย</p> ชนาธิป ไชยเหล็ก, วราพร นาคเสนสิน (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282218 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลการคัดกรองผู้มีอาการสงสัยวัณโรคและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อวัณโรคในกลุ่มแรงงานชาวเมียนมา จังหวัดสมุทรสาคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/283418 <p>วัณโรคปอดเกิดจากเชื้อไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ได้ผ่านทางการหายใจเอาเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งยังคงปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย และอีกหลายประเทศ ทั่วโลก การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) คัดกรองผู้มีอาการสงสัยวัณโรคปอด (2) ค้นหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคปอด ในกลุ่มแรงงานชาวเมียนมา จังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ แรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมา จำนวน 246 คน คัดเลือกด้วยวิธีการ สุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น และแบบคัดกรองอาการวัณโรคปอด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง มิถุนายน 2568 วิเคราะห์ความชุกของความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคปอด โดยใช้ค่าร้อยละ วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคปอด <br />โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า ร้อยละ 12.20 ของแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมามีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคปอด และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคปอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยพบความสัมพันธ์ในระดับต่ำ ได้แก่ ดัชนีมวลกาย (r=0.13, <em>p</em>=0.03) ความรู้เกี่ยวกับวัณโรคปอด (r=0.28, <em>p</em>&lt;0.01) และทัศนคติเกี่ยวกับการป้องกันวัณโรคปอด (r=0.15, <em>p</em>=0.01) ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุขในพื้นที่ ควรดำเนินการเฝ้าระวัง คัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคปอดในแรงงานข้ามชาติ และส่งต่อวินิจฉัยอย่างต่อเนื่อง และควรจัดกิจกรรมให้ความรู้ สร้างทัศนคติเชิงบวก ด้วยการใช้ภาษาที่เหมาะสม และช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย อาจส่งผลให้แรงงานชาวเมียนมามีพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคปอดที่ดี </p> พิทักษ์ อาหมัด, สมร นุ่มผ่อง (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/283418 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สารเสพติดของวัยรุ่นที่มีความหลากหลาย ทางชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282770 <p>ด้วยสภาพสังคมที่มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรมและพื้นที่อยู่อาศัยสร้างสถานการณ์เสี่ยงต่อการใช้สารเสพติดในกลุ่มวัยรุ่นได้ง่ายขึ้น การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สารเสพติด ผู้วิจัยดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นที่มีอายุ 15-17 ปี จำนวน 238 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย และรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ตั้งแต่ ธันวาคม 2567 ถึง กุมภาพันธ์ 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของการดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด ร้อยละ 56.3 การใช้พืชกระท่อม ร้อยละ 18.5 การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ร้อยละ 13.9 และการใช้กัญชา ร้อยละ 7.1 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ได้แก่ เพศชาย (AOR=5.8; 95% CI: 2.39-14.39) ดื่มแอลกอฮอล์ (AOR=33.1; 95% CI: 3.06-192.84) และใช้พืชกระท่อม (AOR=3.1; 95% CI: 1.40-8.58) ปัจจัยที่มีผลต่อการดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า (AOR=2.3; 95% CI: 1.25-4.34) ปัจจัยระดับระหว่างบุคคล (AOR=0.4; 95% CI: 0.23-0.89) สูบบุหรี่ (AOR=22.2; 95% CI: 2.80-176.16) และใช้พืชกระท่อม (AOR=17.2; 95% CI: 3.83-77.31) ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้กัญชา ได้แก่ เพศชาย (AOR=46.6; 95% CI: 6.14-403.02) และใช้พืชกระท่อม (AOR=65.6; 95% CI: 9.54-452.43) และปัจจัยที่มีผลต่อการใช้พืชกระท่อม ได้แก่ สูบบุหรี่ (AOR=2.8; 95% CI: 1.09-7.50) ดื่มแอลกอฮอล์ (AOR=14.4; 95% CI: 3.19-65.80) และใช้กัญชา (AOR=25.5; 95% CI: 4.49-145.01) ผลการศึกษาพบแนวโน้มความชุกของการใช้สารเสพติดที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน ควรกำหนดนโยบายและมาตรการควบคุมป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์และการใช้พืชกระท่อมในกลุ่มวัยรุ่นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง</p> ถิรวัฒน์ ชัยชนะ, พีรดนย์ ศรีจันทร์, พิลาสินี วงษ์นุช (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/282770 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 รายงานสอบสวนการระบาดอาหารเป็นพิษในงานมงคลสมรส อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล มกราคม 2568 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281803 <p>วันที่ 18 มกราคม 2568 งานระบาดวิทยา โรงพยาบาลควนโดน ได้รับแจ้งห้องฉุกเฉินว่าพบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยอาการ ปวดท้อง ถ่ายเหลว หลายราย จากการรับประทานอาหารในงานมงคลสมรส ในวันที่ 18 มกราคม 2568 เวลาประมาณ 11.00 น. พื้นที่ อ.ควนโดน จ.สตูล จึงดำเนินการสอบสวนและควบคุมโรค เพื่อยืนยันการระบาด ศึกษาลักษณะการกระจายและปัจจัยในการเกิดโรค และหามาตรการในการป้องกันโรค วิธีการศึกษาเป็นแบบระบาดเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน สัมภาษณ์ผู้ป่วยและค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม ตามนิยาม ดังนี้ ผู้ที่รับประทานอาหารจากงานมงคลสมรส ที่มีอาการใดอาการหนึ่ง ได้แก่ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายปนเลือด ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ไข้ ระหว่างวันที่ 18-24 มกราคม 2568 ศึกษาระบาดเชิงวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ case-control study เก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษาพบว่างานมงคลสมรสมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,000 คนพบผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษในงานมงคลสมรส จำนวน 245 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต มีอาการถ่ายเหลวมากที่สุดร้อยละ 90.20 ค่ามัธยฐานระยะฟักตัว 7 ชั่วโมง อาหารที่มีความเสี่ยงได้แก่ ยำหอยกะบงใส่กะทิ ผลการศึกษาระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์พบว่าผู้ที่รับประทานมีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษเป็น 576 เท่าของผู้ไม่รับประทาน (Odds ratio=576, 95% CI: 77.93-4,257, <em>p</em>&lt;0.05) ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อ vibrio parahaemolyticus จาก rectal swab จำนวน 11 ตัวอย่าง และ fresh stool จำนวน 2 ตัวอย่าง การระบาดของโรคอาหารเป็นพิษมีลักษณะเป็นแหล่งโรคร่วม (common source) คาดว่าได้รับเชื้ออาจโดยการรับประทานอาหารทะเลที่ปรุงสุกไม่ทั่วถึง มาตรการป้องกันโรคให้คำแนะนำตามหลักสุขาภิบาลอาหารแก่ผู้ประกอบอาหารและผู้ที่เกี่ยวข้อง สื่อสารข้อมูล และแจ้งข่าวการระบาดแก่พื้นที่ใกล้เคียง และกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อเนื่องสำหรับพฤติกรรมที่จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค </p> รุจกัลยา ขาวเชาะ, ชารีฟ๊ะ นารีเปน, รสนา บินหมาน, ซอฟียา ไมมะหาด (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281803 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การสอบสวนการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A (H1N1 และ H3N2) โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง จังหวัดฉะเชิงเทรา เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2567 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281961 <p>เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567 กลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งว่าพบนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A หลายราย จึงได้ลงพื้นที่สอบสวนและควบคุมโรค เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการระบาด การกระจายตัวของโรค ปัจจัยเสี่ยงของการระบาด และให้ข้อเสนอแนะในการควบคุมโรค โดยมีวิธีการศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนา ทบทวนสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่ในอำเภอเมือง และภาพรวมของจังหวัดฉะเชิงเทรา จากเวชระเบียนผู้ป่วย ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมโดยการสัมภาษณ์ครูอนามัย ครูประจำชั้น และนักเรียน เก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่ และสำรวจสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ศึกษาระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์รูปแบบ case-control study เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อการระบาด ผลการสอบสวนพบว่าโรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียน 2,373 คน ครู และบุคลากร 170 คน พบผู้ป่วยทั้งสิ้น 131 ราย คิดเป็นอัตราป่วยร้อยละ 5.15 รักษาแบบผู้ป่วยใน ร้อยละ 14.50 ไม่พบผู้ป่วยเสียชีวิต อาการป่วย 3 อันดับแรก ได้แก่ ไข้ ไอ น้ำมูก ร้อยละ 100.00, 92.62, และ 72.95 ตามลำดับ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A H1N1 1 ราย และ A H3N2 3 รายจากการส่งตรวจ 4 ราย ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การสัมผัสใกล้ชิดในครอบครัว กิจกรรมไหว้ครู การไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร (adjusted odds ratio [AOR] 5.25, <em>p</em>=0.011) นั่งเรียนใกล้กับผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (AOR 3.52, <em>p</em>=0.002) และห้องเรียนใช้เครื่องปรับอากาศ (AOR 3.77, <em>p</em>=0.001) จากผลการสอบสวนยืนยันการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A H1N1 และ A H3N2 ในโรงเรียนโดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการระบาด ได้แก่ การสัมผัสใกล้ชิดกับคนในครอบครัวที่ป่วย กิจกรรมไหว้ครู ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร นั่งเรียนใกล้ผู้มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ และห้องเรียนใช้เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดดำเนินการสอบสวนโรค ให้ความรู้ในการประกอบอาหารให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย และสนับสนุนเวชภัณฑ์ในการควบคุมโรค ทำให้การระบาดลดความรุนแรงและสิ้นสุดลง</p> กฤษฎา เจริญรุ่งเรืองชัย, วราภรณ์ อาจห้วยแก้ว (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารควบคุมโรค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/DCJ/article/view/281961 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700