การประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ของสถานบริการสาธารณสุขตามตัวชี้วัดของ UNGASS
คำสำคัญ:
ตัวชี้วัดที่ UNGASS, การดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, สถานบริการสาธารณสุขบทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการได้รับบริการการซักประวัติ การตรวจโรค การวินิจฉัย การรักษา และการให้คำปรึกษาของผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มารับการตรวจรักษาในสถานบริการสาธารณสุขว่าเป็นไปตามตัวชี้วัดที่ UNGASS ได้กำหนดไว้หรือไม่ กลุ่มประชากรเป้าหมาย คือ ผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มารับการตรวจรักษาในปี พ.ศ. 2548 (มกราคม - ธันวาคม 2548) ทุกรายที่ได้จากทะเบียนประวัติผู้ป่วย โดยคัดเลือกตาม ICD10 ที่กำหนด พื้นที่ดำเนินการ ได้แก่ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน 60 เตียงขึ้นไป โรงพยาบาลชุมชนน้อยกว่า 60 เตียง และโรงพยาบาลเอกชน ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายน - กันยายน 2549 ได้รับข้อมูลจากโรงพยาบาล 42 แห่ง จำนวนผู้ป่วย 601 ราย วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ หาค่าความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการประเมินพบว่า สภาพโดยทั่วไปสถานพยาบาลส่วนใหญ่ไม่มีคลินิกเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 71.43 โดยผู้ป่วยชายส่วนใหญ่จะได้รับบริการที่ห้องตรวจทั่วไป ร้อยละ 60.53 ผู้ป่วยหญิงได้รับบริการที่คลินิกสูตินรีเวช ร้อยละ 53.85 สถานพยาบาลที่มีคลินิกเฉพาะให้บริการผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 28.57 เป็นคลินิกเฉพาะที่ให้บริการสำหรับหญิงบริการทางเพศส่วนใหญ่ให้บริการสัปดาห์ละครึ่งวัน ผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มารับบริการที่สถานบริการสาธารณสุขในภาพรวม พบว่า ได้รับบริการการวินิจฉัยโรคและการรักษาทุกราย รองลงมา ได้รับบริการการตรวจโรค ร้อยละ 78.87 การซักประวัติ ร้อยละ 72.05 และการให้การปรึกษา ร้อยละ 40.60 ผู้ป่วยที่ได้รับบริการครบถ้วนในทุกบริการ ร้อยละ 19.80 สถานบริการสาธารณสุขที่ผู้ป่วยได้รับบริการครบถ้วนในทุกบริการมากที่สุด คือ โรงพยาบาลชุมชนน้อยกว่า 60 เตียง ร้อยละ 33.33 รองลงมา โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลชุมชน 60 เตียงขึ้นไป โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ ร้อยละ 30.00 29.73 18.067 และ13.29 ตามลำดับ ข้อเสนอแนะ สถานพยาบาลควรให้ความสำคัญในการจัดบริการการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้ครบถ้วนทุกกิจกรรม โดยใช้แนวทางตามมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ฉบับปัจจุบัน และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ควรที่จะเป็นแกนในการประสานความร่วมมือ หรือจัดอบรมให้สถานพยาบาลในการจัดบริการการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ได้มาตรฐาน โดยกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สนับสนุนด้านวิชาการ
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. Wisdom A and Hawkins DA.Interation between HIV and Sexually Transmitted Diseases. In; Wisdom A and Hawkins DA.Diagnosis in color Sexually Transmitted Diseases. Second edition. London: Mosby-Wolfe; 1997. 251-261
3. Sexually Transmitted infections: Briefing kit for teachers, World Health Organization. egional office for the western pacific. 2001
4. Cohen MS. Sexually Transmitted Diseases enhance HIV transmittion: no longer a hypothesis. Lancet. 1998; 351(Suppl 3): 5-7
5. แนวทางการสร้างตัวชี้วัดหลัก. การประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยเรื่องโรคเอดส์. การติดตามกำกับ ตามปฏิญญาว่าด้วยพันธกรณี เรื่องโรคเอดส์. กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอแลนด์: กรกฎาคม ค.ศ.2005 (เอกสารสำเนาอัดโรเนียว)
6. กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. รายงานผลการปฏิบัติงานควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปีงบประมาณ 2548. น.21, 19-20
7. ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุข. Surveillance data on HIV infection among MSM in Thailand เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเร่งรัดหามาตรการในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในกลุ่มชายรักชาย วันที่ 23 กันยายน 2548 ณ. ห้องประชุมชั้น 2 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
8. กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. คู่มือการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ.2546 . พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์การศาสนา; กรกฎาคม 2546 . น. 46 - 50
9. กองกามโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ. มาตรฐานการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ.2546. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด; พ.ศ. 2548. น. 1-4
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน


