ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานของประชาชน จังหวัดกำแพงเพชร
คำสำคัญ:
โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, ปัจจัยเสี่ยง, พฤติกรรมเสี่ยงบทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน เปรียบเทียบพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ระหว่างเพศ และอายุ (35 - 39 ปี และตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป) และหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน จำนวน 864 คน โดยใช้การสัมภาษณ์ และแบบบันทึกผลการตรวจร่างกาย ในเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2551 ใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ถดถอยพหุ พบว่า ร้อยละ 52.3 มีความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูงในระดับปานกลาง ร้อยละ 54.9 มีความรู้เรื่องโรคเบาหวานในระดับปานกลาง ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ในเรื่องการมีญาติสายตรง เป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 37.3 และปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานในเรื่องการมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน พบร้อยละ 31.7 ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง และระหว่างผู้ที่มีอายุ 35 - 39 ปี กับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ พฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ระหว่างผู้ชายและผู้หญิงมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ แต่พฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคเบาหวานระหว่างผู้ที่มีอายุ 35 - 39 ปี กับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ ความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์เชิงลบกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ได้แก่ ความรู้เรื่องโรคเบาหวานมีความ สัมพันธ์เชิงลบกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญ
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. อยุทธินี สิงหวินท์. นวัตกรรมใหม่ในการรักษาแผลในผู้ป่วยเบาหวาน. เข้าถึงได้จาก http://www.phyathai.com/ phyathai/service_center_heart_p2_stemcell01.php. (วันที่ค้นข้อมูล 1 กรกฎาคม 2551). 2551.
3. ฉายศรี สุพรศิลป์ชัย. โรคความดันโลหิตสูง. เข้าถึงได้จาก http://dpc10.ddc.moph.go.th/ (วันที่ค้นข้อมูล : 1 กรกฎาคม 2551). 2548.
4. สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. จำนวนและอัตราป่วย/ตายด้วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน. เข้าถึงได้จาก http://ncd.ddc.moph.go.th/ (วันที่ค้นข้อมูล 1 กรกฎาคม 2551). 2550.
5. Yamane. Statistics: An Introductory Analysis. 3rd ed. Tokyo: Herper International Edition. 1967.
6. นิภา พัฒนเพชร. ความเชื่อและพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบสถานีอนามัยตำบลไทรโสภา อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี. รายงานการวิจัย. 2546.
7. เกศินี ไข่นิล. ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์เบาหวาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล.2536.
8. เพ็ญศรี พรวิริยะทรัพย์. พฤติกรรมสุขภาพของผู้หญิงโรคเบาหวานในภาคตะวันตก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล. 2540.
9. มาลี จำนงผล. พฤติกรรมสุขภาพของผู้หญิงโรคเบาหวานในภาคตะวันออก. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล. 2540.
10. วัฒนศักดิ์ ลอยใหม่. ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลไชยา. รายงานวิจัย. 2546.
11. น้อมจิตต์ สกุลพันธุ์. ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล. 2535
12. Rosenstock, Irwin M. The Health Belief Model and Preventive Health Behavior. Health Education Monographs. 2 (4). 1974.
13. Becker et al,. The Health Belief Model and Sick Role Behavior. Health Education Monographs. 1974.
14. อัชฎา เหมะจันทร. ความต้องการสารสนเทศ เกี่ยวกับยาของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2546.
15. วาสี ศิริเสาวลักษณ์ และคณะ. การศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่โรงพยาบาลนครพิงค์. รายงานวิจัย. 2537.
16. วนลดา ทองใบ. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพคนงานสตรีในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอจังหวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล. 2540.
17. ศุภวรินทร์ หันกิตติกุล. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ จังหวัดลำปาง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล. 2539.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารควบคุมโรค ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกรมควบคุมโรค ประเทศไทย หรือกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน


