วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย (Research Articles) และบทความวิชาการ (Academic Articles) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งสหสาขาวิชา ด้านการบริหารจัดการ การบัญชี และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p> มหาวิทยาลัยคริสเตียน th-TH วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน 1685-1412 การพัฒนาเทคโนโลยีมัลติแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจำหน่ายสินค้าเกษตร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/282625 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ความต้องการ และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี มัลติแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจำหน่ายสินค้าเกษตรในจังหวัดกาญจนบุรี พัฒนาเทคโนโลยี มัลติแพลตฟอร์ม และประเมินประสิทธิผลของเทคโนโลยีดังกล่าว การวิจัยดำเนินการเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสนทนากลุ่มจากกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกร นักศึกษา และผู้บริโภค รวมจำนวน 30 คน ผลการศึกษา พบว่าทั้งสามกลุ่มมีปัญหา พฤติกรรม และความต้องการที่แตกต่างกัน โดยเกษตรกรต้องการแพลตฟอร์มกลางสำหรับการขาย การขนส่ง และการชำระเงิน นักศึกษาต้องการระบบติดตามสินค้าและการใช้งานที่สะดวก ส่วนผู้บริโภคต้องการระบบเปรียบเทียบราคา ข้อมูลผู้ขาย และอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาเทคโนโลยีมัลติแพลตฟอร์มโดยใช้เทคโนโลยีเว็บสมัยใหม่ ได้แก่ React สำหรับการพัฒนาส่วนติดต่อผู้ใช้ และ Node.js สำหรับการประมวลผลฝั่งเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน ประเมินประสิทธิภาพของระบบใน 6 ด้าน ผลการประเมินพบว่าค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 4.41 (SD = 0.72) อยู่ในระดับประสิทธิภาพมากที่สุด และมีการทดลองใช้งานระบบจำนวน 3 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของผู้ใช้และระบบอย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานจำนวน 385 คน ครอบคลุมด้านการออกแบบและกระบวนการทำงาน ผลการประเมินพบว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.31 (SD = 0.65) อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาเทคโนโลยีมัลติแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจำหน่ายสินค้าเกษตรในพื้นที่อื่นต่อไป</p> นิพนธ์ คำแตง ธีรเดช เทวาภินันท์ ลัดดาวัลย์ จําปา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 32 3 1 18 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนใน ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281382 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่มีทะเบียนบ้านในตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 330 คน ได้จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Daniel และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. 1ฟ. 1น. ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.89 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.78 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (<em>M </em>= 3.09, <em>SD</em> = 1.02) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการสื่อสาร (<em>M</em> = 3.41) รองลงมาคือ ด้านการตัดสินใจ (<em>M </em>= 3.32) และด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (<em>M </em>= 3.31) พฤติกรรมสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับพอใช้ (<em>M</em> = 2.07, <em>SD</em> = 1.07) โดยพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<em>M</em> = 3.49) รองลงมาคือ พฤติกรรมด้านการไม่สูบบุหรี่ (<em>M</em> = 3.32) และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร (<em>M</em> = 3.31) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพทุกด้าน ได้แก่ ด้านการเข้าถึงข้อมูล ด้านการเข้าใจข้อมูล ด้านการสื่อสาร ด้านการตัดสินใจ ด้านการประเมินข้อมูล และด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt; 0.01) โดยด้านการเข้าใจข้อมูลสุขภาพมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.65)</p> <p> การนำไปใช้ประโยชน์ หน่วยงานสาธารณสุขควรส่งเสริมและพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพควบคู่กับการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนรอบด้านอย่างยั่งยืน</p> ณัฐปภัสร์ เจียรภักษ์ดี วิญญา สุมาวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 32 3 19 33 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพ สภาวะสุขภาพจิต และภาวะการรู้คิดบกพร่อง ในผู้สูงอายุในชุมชนสามพราน จังหวัดนครปฐม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/283972 <p>การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพ สภาวะสุขภาพจิต และภาวะการรู้คิดบกพร่องของผู้สูงอายุในชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ประชากรศึกษาเป็นผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับการประเมินคัดกรองภาวะการรู้คิดบกพร่อง เก็บข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 ผู้วิจัยทำการสุ่มแบบง่ายได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 110 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ แบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอายุ และแบบประเมินภาวะพุทธิปัญญา เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (CVI=1) และมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ 0.764-0.867 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบ ความชุกภาวะการรู้คิดบกพร่อง ร้อยละ 76.36 เมื่อจำแนกรายด้านและเรียงลำดับคะแนนจากมากไปน้อย พบความบกพร่องด้านมิติสัมพันธ์มากที่สุด (ร้อยละ 91.80) รองลงมาคือ การพูดทวนประโยค (ร้อยละ 88.20) การพูดทวนคำ (ร้อยละ 84.50) ความตั้งใจ (ร้อยละ 71.80) ตามลำดับ พฤติกรรมการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์ทางลบกับสภาวะสุขภาพจิต (r=-0.203, p=0.033) พฤติกรรมการออกกำลังกายมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสภาวะสุขภาพจิต (r=0.230, p=0.016) สภาวะสุขภาพจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะการรู้คิด โดยคะแนนสุขภาพจิตที่ต่ำซึ่งสะท้อนถึงความผิดปกติที่มากขึ้นนั้น สัมพันธ์กับคะแนนการรู้คิดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.263; p-value=.005) จากผลการศึกษาพยาบาลวิชาชีพและทีมสุขภาพปฐมภูมิสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องในระยะแรก เพื่อลดความรุนแรงของปัญหาภาวะสมองเสื่อมในชุมชน</p> พรทิพย์ จอกกระจาย จุฑารัตน์ ผู้พิทักษ์กุล นงพิมล นิมิตรอานันท์ พรพรหม สุวรรณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 32 3 34 50 การพัฒนารูปแบบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ของเกษตรกร เขตสุขภาพที่ 7 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/284626 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของเกษตรกรเขตสุขภาพที่ 7 ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ในกลุ่มตัวอย่าง 372 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของเกษตรกร และระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2568 โดยใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า เกษตรกรในเขตสุขภาพที่ 7 ส่วนใหญ่มีความรอบรู้สุขภาพในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับน้อย รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่ (1) กิจกรรมให้ความรู้เรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูพืชด้วยรูปแบบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บเพจ (2) กิจกรรมเสริมทักษะการใช้โปรแกรมข้อมูลสารเคมีกำจัดศัตรูพืชผ่านมือถือ/คอมพิวเตอร์ และ (3) กิจกรรมฝึกใช้โปรแกรมข้อมูลสารเคมีกำจัดศัตรูพืชผ่านมือถือ/คอมพิวเตอร์ ผลการทดลองในระยะที่ 3 พบว่า หลังการใช้รูปแบบ กลุ่มทดลองมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทัศนคติ และพฤติกรรมป้องกันการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบและสูงกว่ากลุ่มควบคุมทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปประยุกต์ใช้ ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีพฤติกรรมในการป้องกันการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืนสืบไป</p> พรชัย สินเจริญโภไคย ฐาวรี ขันสำโรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 32 3 51 74 แนวโน้มและการคาดการณ์โรคหลอดเลือดโป่งพองในประเทศไทย ‎(พ.ศ. 2533-2578): ปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบด้านสาธารณสุข‎ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/283474 <p>โรคหลอดเลือดโป่งพอง (Aortic Aneurysm; AA) ยังคงเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างมากในผู้สูงอายุ โดยข้อมูลเชิงประจักษ์จากประเทศไทยในปัจจุบันยังมีน้อย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินภาระโรคหลอดเลือดโป่งพอง ‎ของประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลระดับนานาชาติ ‎และเปรียบเทียบแนวโน้มการเสียชีวิตและภาระโรคกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลกพร้อมทั้งคาดการณ์แนวโน้มการเสียชีวิตในอนาคต ในการดำเนินการวิจัยนั้น ใช้ข้อมูลจากโครงการ Global Burden of Disease ‎‎(GBD) ปี 2021 เพื่อคำนวณจำนวนการเสียชีวิต อัตราการเสียชีวิตมาตรฐานอายุ (ASMR) ‎และอัตราปีสุขภาวะสูญเสียมาตรฐานอายุ (ASDR) ของประเทศไทยในช่วงปีพ.ศ. 2533–2564 (1990–2021) ‎รวมทั้งประเมินภาระโรคที่สัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตซิสโตลิกสูง ‎ค่าดัชนีมวลกายสูง การบริโภคโซเดียม และสารตะกั่ว นอกจากนี้ได้ใช้แบบจำลองอายุ ช่วงเวลา ‎กลุ่มประชากรตามรุ่น โดยเชิงเบย์เซียน (Bayesian Age–Period–Cohort: BAPC) ‎เพื่อคาดการณ์อัตราการเสียชีวิตจนถึงปีพ.ศ. 2578 (2035)‎ ผลการวิจัยพบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจาก AA ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 290.47 (จาก 546 รายในปี 2533 ‎เป็น 2,134 รายในปี 2564) ค่า ASMR มีเสถียรภาพ (–0.50%) ในขณะที่ ASDR เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.92 ผู้ชายมีค่า ‎ASMR และ ASDR สูงกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ ≥75 ปี ‎ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการสูบบุหรี่และความดันโลหิตซิสโตลิกสูง การคาดการณ์ด้วยแบบจำลอง BAPC ‎ชี้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มจาก 1,465.8 ราย (95% CI: 1,339.6–1,592.0) ในปี 2566 เป็น 1,567.6 ราย (95% CI: ‎‎1,268.8–1,866.4) ในปี 2578 แม้อัตราการเสียชีวิตมาตรฐานอายุจาก AA คงที่ แต่จำนวนการเสียชีวิตรวมและค่า ‎ASDR ในประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ‎สะท้อนให้เห็นการเข้าสู่สังคมสูงอายุและการคงอยู่ของปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ ‎การดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมการสูบบุหรี่และการจัดการความดันโลหิตจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดภาระโรคในอนาคต</p> ชิวหนิง หลิน ศริศักดิ์ สุนทรไชย ศุภลักษณ์ ฟักคำ เสี่ยวเฉียง ชิว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 32 3 75 89 ผลกระทบของการบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลต่อผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน: หลักฐานเชิงประจักษ์จากธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/285485 <p>การวิจัยครั้งนี้ศึกษาผลของการบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลที่มีต่อผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ อย่างยั่งยืนในธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่ง โดยมุ่งเน้นบทบาทของความสามารถในการฟื้นตัวของซัพพลายเชน ความคล่องตัวของซัพพลายเชน และการสนับสนุนจากภาครัฐ แม้ว่างานวิจัยที่ผ่านมาได้ศึกษาการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในซัพพลายเชน แต่ยังมีข้อจำกัดในการอธิบายว่าการบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลช่วยยกระดับผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนผ่านความสามารถเชิงปรับตัวในบริบทของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้อย่างไร โดยอาศัยกรอบแนวคิดทฤษฎีความสามารถเชิงพลวัตและทฤษฎีการปรับตามสถานการณ์ ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมจากธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยจำนวน 112 แห่ง และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยแบบกำลังสองน้อยที่สุดร่วมกับวิธีบูตสแตรป ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสามารถในการฟื้นตัวของซัพพลายเชน (β = 0.857, p &lt; .001) ความคล่องตัวของซัพพลายเชน (β = 0.741, p &lt; .001) และผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน (β = 0.331, p &lt; .01) นอกจากนี้ ความสามารถในการฟื้นตัวของซัพพลายเชน (β = 0.275, p &lt; .001) และความคล่องตัวของซัพพลายเชน (β = 0.282, p &lt; .001) ยังส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนอีกด้วย ผลการศึกษายังสะท้อนให้เห็นว่า ความสามารถในการฟื้นตัวและความคล่องตัวของซัพพลายเชนมีบทบาทร่วมกันในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลกับผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน แม้ว่าการสนับสนุนจากภาครัฐจะไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อผลการดำเนินงาน แต่กลับช่วยเสริมความสัมพันธ์ระหว่างการบูรณาการดิจิทัลกับผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน (β = 0.094, p &lt; .05) ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยขยายองค์ความรู้ของทฤษฎีความสามารถเชิงพลวัต และนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับการยกระดับความยั่งยืนของซัพพลายเชนในภาคธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่ง</p> รัฐวุฒิ เจาลา เพ็ญพักตร์ รัตนงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 32 3 90 113 การพัฒนาระบบจองเครื่องมือ อุปกรณ์และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ออนไลน์ สำหรับนักศึกษาและอาจารย์ วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/282849 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหาการจองเครื่องมือ อุปกรณ์และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิม 2) เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนาระบบจองเครื่องมือ อุปกรณ์และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ออนไลน์ 3) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพระบบจองเครื่องมือ อุปกรณ์และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ออนไลน์ 4) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษาและอาจารย์ที่มีต่อระบบจองเครื่องมือ อุปกรณ์และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ออนไลน์ โดยการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) แบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นพัฒนา ขั้นนำไปใช้ และขั้นประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ข้อคำถามสนทนากลุ่ม ระบบจองออนไลน์ แบบประเมินคุณภาพ แบบประเมินประสิทธิภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลในการศึกษาสถานการณ์และความต้องการพัฒนาระบบ จำนวน 6 คน และผู้ทดลองใช้ระบบเพื่อประเมินประสิทธิภาพ และความพึงพอใจ จำนวน 35 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ผลการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่าค่า IOC มากกว่า 0.5 ทุกข้อ ความเชื่อมั่นของแบบประเมินประสิทธิภาพเท่ากับ 0.89 และแบบประเมินความพึงพอใจเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบว่า ระบบจองแบบเอกสารมีข้อจำกัดหลายด้าน จึงได้พัฒนาระบบจองออนไลน์ตามแนวทาง ADDIE Model ด้วยโปรแกรม Glide App ผลการประเมินประสิทธิภาพระบบ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M </em>= 4.72, <em>SD</em> = 0.42) และผลประเมินความพึงพอใจภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.72, <em>SD</em> = 0.43) ทุกด้าน โดยเฉพาะการใช้งานและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความสะดวก ลดความซ้ำซ้อน จัดเก็บข้อมูลเป็นฐานกลาง สามารถสร้างรายงานได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งลดการใช้กระดาษและส่งเสริมการดำเนินงานที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p> ชลิตา ทองมั่ง ฤชาภร อ่ำประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-15 2026-09-15 32 3 114 135 การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ไข่เค็มแปรรูปจากผลพลอยได้ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี: การประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด Seven O’s https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/286287 <p>การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ไข่เค็มแปรรูปจากผลพลอยได้ของน้ำมันขมิ้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อภายใต้กรอบแนวคิด Seven O’s ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคจำนวน 381 คน โดยใช้การสุ่มแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุ ผลการวิจัยพบว่า วัตถุประสงค์ในการซื้อ วิธีการชำระเงิน ช่วงเทศกาล ช่วงเวลาในการซื้อ และประเภทของสื่อ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยการซื้อเพื่อเป็นของฝากมีแนวโน้มเกิดการซื้อมากกว่าการซื้อเพื่อบริโภคเอง 2.21 เท่า ขณะที่การชำระเงินแบบดิจิทัลเพิ่มโอกาสในการซื้อ 2.35 เท่า เมื่อเทียบกับการชำระด้วยเงินสด นอกจากนี้ การซื้อในช่วงวันหยุดยาวและช่วงเทศกาลมีแนวโน้มสูงขึ้น 2.25 และ 2.07 เท่า ตามลำดับ และสื่อประเภทวิดีโอเพิ่มโอกาสในการซื้อ 1.93 เท่า เมื่อเทียบกับสื่อประเภทภาพนิ่ง ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดกลยุทธ์การตลาดแบบมุ่งเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ไข่เค็มขมิ้นมูลค่าเพิ่ม และขยายการประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด Seven O’s ในการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะในบริบทของผลิตภัณฑ์อาหารท้องถิ่นมูลค่าเพิ่ม</p> ภูเด่น แก้วภิบาล ธีราวรรณ จันทร์แสง เมธินี ศรีกาญจน์ อัมพวรรณ หนูพระอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-15 2026-09-15 32 3 136 156 โมเดลสมการโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมตามแผนและคุณลักษณะเฉพาะของการเป็นผู้ประกอบการที่ส่งผลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของพยาบาลผู้ประกอบการในคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/287038 <p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมตามแผน คุณลักษณะเฉพาะของการเป็นผู้ประกอบการ และความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของพยาบาลผู้ประกอบการ รวมทั้งทดสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลผู้ประกอบการในคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จำนวน 364 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วนใน 13 เขตสุขภาพ ร่วมกับการสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมตามแผน คุณลักษณะเฉพาะของการเป็นผู้ประกอบการ และความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ แบบสอบถามมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบยืนยัน และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค รายด้านอยู่ระหว่าง .81–.89 โดยมีค่าความเชื่อมั่นรวม .91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมตามแผน (<em>M</em> = 4.39, <em>SD</em> = .41) คุณลักษณะเฉพาะของการเป็นผู้ประกอบการ (<em>M</em> = 4.02, <em>SD</em> = .48) และความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ (<em>M</em> = 4.45, <em>SD</em> = .51) อยู่ในระดับมาก โมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 16.591, p = .084, CMIN/df = 1.659, GFI = 0.989, AGFI= 0.960, CFI = 0.994, RMSEA = 0.043) พฤติกรรมตามแผนมีอิทธิพลทางตรง (β = .53, p &lt; .001) และทางอ้อม (β = .15, p &lt; .05) ต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการผ่านคุณลักษณะเฉพาะของการเป็นผู้ประกอบการ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเสริมสร้างพฤติกรรมตามแผนและการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของการเป็นผู้ประกอบการมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของพยาบาล</p> นภาพร สายชู ปุณยนุช พิมใจใส อนุธิดา ประเสริฐศักดิ์ ทินกร จังหาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-15 2026-09-15 32 3 157 173 เป้าหมายการพัฒนาจากภายใน (Inner Development Goals): กรอบแนวคิด เพื่อการจัดการความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/285799 <p>ในยุคปัญญาประดิษฐ์ สถาบันอุดมศึกษานำ AI มาใช้ในการบริหารจัดการและการตัดสินใจมากขึ้น แม้ว่าจะมีการพัฒนากลไกธรรมาภิบาลและมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง แต่การพึ่งพาระบบอัตโนมัติและข้อมูลจาก AI อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ความคลุมเครือของความรับผิดชอบ และข้อจำกัดในการอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษาในยุค AI (2) ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของกลไกธรรมาภิบาลเชิงโครงสร้าง และ (3) เสนอ “เป้าหมายการพัฒนาจากภายใน” (Inner Development Goals: IDGs) ในฐานะเป็นกรอบแนวคิดเพื่อการจัดการความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาไทย</p> <p>บทความนี้มีข้อเสนอว่า ความท้าทายด้านธรรมาภิบาลในยุคปัญญาประดิษฐ์ สะท้อนช่องว่างสำคัญของกรอบการกำกับดูแลในปัจจุบัน กล่าวคือ การละเลยมิติด้านศักยภาพภายในของมนุษย์ในกระบวนการตัดสินใจ โดย IDGs ทั้ง 5 มิติ ได้แก่ Being, Thinking, Relating, Collaborating และ Acting สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกเสริมในการพัฒนาการตัดสินใจเชิงจริยธรรม การคิดเชิงระบบ ความรับผิดชอบ และความโปร่งใส ทั้งในระดับผู้นำ วัฒนธรรมองค์กร และระบบการบริหาร ส่วนข้อเสนอเชิงวิชาการของบทความนี้คือ การปรับกรอบความเข้าใจธรรมาภิบาล AI ในสถาบันอุดมศึกษาไปสู่ “กรอบธรรมาภิบาลที่บูรณาการมนุษย์และเทคโนโลยี” โดยเน้นการผสานการพัฒนาศักยภาพภายในของมนุษย์เข้ากับกลไกการกำกับดูแลเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับคุณภาพของการตัดสินใจและความชอบธรรมของการบริหารความเสี่ยงในยุคปัญญาประดิษฐ์</p> กีรติกาญจน์ เจตน์ธนานันท์ ธีรพงษ์ บุญรักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-15 2026-09-15 32 3 174 188 จากกล่องดำสู่ความน่าเชื่อถือเชิงกลยุทธ์: การสังเคราะห์เชิงทฤษฎีในการบัญชีเชิงกลยุทธ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/285798 <p>การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) ในการบัญชีเชิงกลยุทธ์ได้เปลี่ยนบทบาทของระบบบัญชีจากการรายงานข้อมูลทางการเงินไปสู่การสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร อย่างไรก็ตาม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ก่อให้เกิดความท้าทายด้านความโปร่งใส ความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ ความรับผิดชอบ และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งทฤษฎีการบัญชีเชิงกลยุทธ์แบบดั้งเดิมยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างครอบคลุม จึงมีความจำเป็นในการสังเคราะห์องค์ความรู้และกรอบแนวคิดที่เหมาะสมกับบริบทของการบัญชีในยุคปัญญาประดิษฐ์</p> <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) อธิบายลำดับพัฒนาการของแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีเชิงกลยุทธ์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (2) วิเคราะห์จุดแข็ง ข้อจำกัด และความเชื่อมโยงของทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และ (3) สังเคราะห์บทเรียนเชิงทฤษฎีเพื่อพัฒนาแนวทางการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ โดยใช้การสังเคราะห์เชิงทฤษฎีแบบบูรณาการจากทฤษฎีตัวแทน ทฤษฎีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทฤษฎีความชอบธรรม ทฤษฎีสถาบัน มุมมองทรัพยากรและความสามารถ มุมมองระบบสังคม–เทคโนโลยี และแนวคิดด้านความรับผิดชอบและการตรวจสอบ ผลการสังเคราะห์พบว่า การอธิบายบทบาทของการบัญชีเชิงกลยุทธ์ในยุคปัญญาประดิษฐ์จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการหลายทฤษฎีร่วมกัน เนื่องจากทฤษฎีดั้งเดิมมีข้อจำกัดในการอธิบายประเด็นด้านความโปร่งใส ความสามารถในการอธิบายของอัลกอริทึม และการสร้างความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงความสามารถด้านข้อมูล ความสามารถในการอธิบายของปัญญาประดิษฐ์ กลไกการกำกับดูแล และความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ากับผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ขององค์กร และบทความนี้ช่วยขยายองค์ความรู้ด้านการบัญชีเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการวิจัยเชิงประจักษ์ในอนาคต และเป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายในการออกแบบระบบบัญชีที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</p> พิมพาภรณ์ พึ่งบุญพานิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-15 2026-09-15 32 3 189 207 บทบาทพยาบาลในระบบสุขภาพเรือนจำและทัณฑสถาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/287841 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพยาบาลวิชาชีพในฐานะกลไกสำคัญในระบบสุขภาพของเรือนจำและทัณฑสถาน ซึ่งถือเป็นชุมชนเฉพาะที่มีความซับซ้อนสูง พยาบาลปฏิบัติหน้าที่เสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างระบบยุติธรรมและระบบสาธารณสุข ภายใต้พันธกิจการจัดบริการสุขภาพที่เท่าเทียมตามมาตรฐานสากลและหลักสิทธิมนุษยชน บทบาทดังกล่าวสามารถวิเคราะห์ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) มิติการดูแลรักษาทางคลินิก 2) มิติการประสานงานและการบริหารจัดการสุขภาพ 3) มิติการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และ 4) มิติการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานของพยาบาลกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาวะความขาดแคลนทรัพยากรและอัตราส่วนพยาบาลต่อผู้ต้องขังที่สูงเกินมาตรฐาน ซึ่งในทางปฏิบัติ พยาบาลหนึ่งรายอาจต้องรับภาระดูแลผู้ต้องขังจำนวนหลายร้อยถึงหลักพันคน ตลอดจนมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้พยาบาลสั่งจ่ายยาบางประเภทได้ด้วยตนเอง อันก่อให้เกิดความล่าช้าในการรักษา ยิ่งไปกว่านั้น พยาบาลยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะ ความจงรักภักดีสองทาง (Dual loyalty) ซึ่งเป็นความขัดแย้งในการรักษาสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความมั่นคงกับจรรยาบรรณวิชาชีพ</p> <p>บทความนี้จึงนำเสนอแนวทางการบูรณาการจริยธรรมพหุวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพและส่งเสริมการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ (Humanized care) แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดความสูญเสียภายในเรือนจำและลดภาระของโรงพยาบาลภายนอก แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้แก่สังคม ภายใต้แนวคิดสุขภาพเรือนจำคือสุขภาพสาธารณะ ในส่วนของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย บทความมุ่งเน้นที่การพัฒนาขีดความสามารถของพยาบาลเฉพาะทาง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ ทว่าการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมาตรการด้านความมั่นคง ตลอดจนอุปสรรคด้านการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในพื้นที่หวงห้าม</p> ยงยุทธ ประมวลสุข นภาพร ภมร สรพงษ์ ศรีบุญไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-15 2026-09-15 32 3 208 224