วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย (Research Articles) และบทความวิชาการ (Academic Articles) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งสหสาขาวิชา ด้านการบริหารจัดการ การบัญชี และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p> มหาวิทยาลัยคริสเตียน th-TH วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน 1685-1412 การศึกษาความน่าเชื่อถือและความเที่ยงตรงของเซนเซอร์วัดน้ำหนักในต้นแบบ เครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อขาสำหรับเด็กที่มีภาวะสมองพิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/280402 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ (Reliability) และความเที่ยงตรงเชิงสหสัมพันธ์ (Concurrent validity) ของเซนเซอร์วัดน้ำหนัก (Load cell device) ซึ่งติดตั้งไว้ที่จุดกึ่งกลางของแผ่นวางเท้า (Footpad) ในต้นแบบเครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อขาสำหรับเด็กที่มีภาวะสมองพิการ การทดสอบดำเนินการโดยใช้วัตถุน้ำหนักคงที่จำนวน 10 ระดับ (10–100 กิโลกรัม) วางบนแผ่นวางเท้าและเปรียบเทียบกับค่าที่ได้จากเครื่องชั่งมาตรฐาน ทำการทดสอบ 2 รอบ รอบที่ 1 และรอบที่ 2 ห่างกัน 7 วัน โดยในแต่ละรอบทำการวัดซ้ำ 3 ครั้ง ในแต่ละระดับน้ำหนักวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Intraclass Correlation Coefficient: ICC(3,1) พบว่าเซนเซอร์วัดน้ำหนักมีค่าความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับดีมาก (ICC = 0.999, 95%CI: 0.985–1.000, p&lt;0.001) และมีความเที่ยงตรงอยู่ในระดับดีมากเช่นเดียวกัน (ICC = 1.000, 95%CI: 0.997–1.000, p&lt;0.001 และ ICC = 1.000, 95%CI: 0.998–1.000, p&lt;0.001) การวิเคราะห์ Bland–Altman Plot พบว่าเซนเซอร์วัดน้ำหนักมีความสอดคล้องสูงเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องชั่งมาตรฐาน โดยค่าความแตกต่างส่วนใหญ่อยู่ใกล้ค่าเฉลี่ยและอยู่ภายในขอบเขตความเชื่อมั่น 95% ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเซนเซอร์วัดน้ำหนักนี้มีความเหมาะสมสำหรับงานวัดน้ำหนักและประเมินสมรรถภาพกล้ามเนื้อขา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการประยุกต์ใช้ทั้งงานวิจัยและทางคลินิกในอนาคต ทั้งการติดตามผลการรักษาและการพัฒนาโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับเด็กที่มีภาวะสมองพิการ</p> รัชดาภรณ์ บ่อคำ รวยริน ชนาวิรัตน์ รัฐการ เย็นเสนาะ ณัญธิวัฒน์ พลดี วนิดา ดรปัญหา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 32 1 1 18 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมุนไพรศักยภาพสูงของประชาชน ในจังหวัดมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281261 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมุนไพรศักยภาพสูงของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์การใช้สมุนไพรของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจด้วยแบบสอบถาม จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน 2) พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ ใช้วิธีกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการใช้รูปแบบ 6 สัปดาห์ และติดตามผลหลังใช้รูปแบบในสัปดาห์ที่ 8 เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 – 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามจำนวน 6 ส่วนได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ความรู้ ทัศนคติ แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค พฤติกรรมการใช้สมุนไพรศักยภาพสูงในการส่งเสริมสุขภาพ และความพึงพอใจ มีค่าความตรงของเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเที่ยงของความรู้ ทัศนคติ แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค (การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผล และความคาดหวังความสามารถของตนเอง) และพฤติกรรมการใช้สมุนไพรศักยภาพสูงในการส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ 0.835 0.840 0.887 0.935 0.856 0.882 และ 0.894 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และวิเคราะห์แบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรศักยภาพสูงในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em>=35.69, <em>SD</em>=10.99) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพพบว่าควรส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องสมุนไพรผ่านกลยุทธ์สื่อสารหลายช่องทาง โดยเน้นใช้สื่อออนไลน์ที่น่าเชื่อถือควบคู่กับกิจกรรมเชิงปฏิบัติที่นำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน 2) รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมุนไพรศักยภาพสูงของประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ (1) ใช้สมุนไพรด้วยปัญญา (2) เติมความรู้เรื่องสมุนไพร (3) กิจกรรมเสริมทักษะการใช้โปรแกรมฐานข้อมูลสมุนไพรศักยภาพสูง รู้ชัด รู้ไว ง่ายๆ แค่คลิ๊ก (4) กิจกรรมสรุปการใช้รูปแบบ และการถอดบทเรียน จากการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพ พบว่า หลังการใช้รูปแบบ กลุ่มทดลองมีความรู้ ทัศนคติ แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค และพฤติกรรมการใช้สมุนไพรศักยภาพสูงในการส่งเสริมสุขภาพ สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบและสูงกว่ากลุ่มควบคุมทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบทุกด้านอยู่ในระดับมาก (<em>M = </em>4.29,<em> SD = </em>0.36) ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมุนไพรศักยภาพสูงแก่ประชาชน เพื่อให้มีพฤติกรรมการใช้สมุนไพรศักยภาพสูงในการส่งเสริมสุขภาพอย่างกว้างขวางและเป็นวิถีสืบไป</p> พราว ศุภจริยาวัตร ฐาวรี ขันสำโรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 32 1 19 41 ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281120 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในชมรมผู้สูงอายุ จำนวน 49 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 23 คน ได้รับโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดร่วมกับการติดตามผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และกลุ่มควบคุมจำนวน 26 คน ได้รับการดูแลตามมาตรฐานของชมรมผู้สูงอายุ เก็บข้อมูล ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ทดลองคือ โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ร่วมกับการติดตามผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และเครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย และเครื่องมือวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบที กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนการรู้คิดและคุณภาพชีวิตหลังการทดลองดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดที่ใช้ร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาพสมองและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ เช่น ชมรมผู้สูงอายุ ศูนย์ผู้สูงวัย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยสามารถบูรณาการกิจกรรมการฝึกสมองเข้ากับการติดตามต่อเนื่องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น LINE เพื่อเพิ่มความสะดวกและต่อยอดการเรียนรู้ให้ผู้สูงอายุสามารถฝึกฝนได้อย่างต่อเนื่องแม้อยู่ที่บ้าน เป็นการส่งเสริมสมรรถภาพทางสมองและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างครอบคลุมและยั่งยืน</p> นฤมล ศิริมี ศากุล ช่างไม้ สุปราณี แตงวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 32 1 42 57 โมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมป้องกันการหกล้ม ในผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง ในเขตสุขภาพที่ 11 กระทรวงสาธารณสุข https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281465 <p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบโมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง ในเขตสุขภาพที่ 11 กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุโรคเรื้อรังจำนวน 496 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้นจากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถามโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 หาค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.70, 0.754, 0.912, 0.787 และ 0.840 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 127.208, df = 67, χ²/df = 1.899, p = 0.000, CFI = 0.988, GFI = 0.975, AGFI = 0.928, TLI = 0.969, NFI = 0.975, RMSEA = 0.043) โดยการรับรู้ความสามารถของตนเองมีอิทธิพลทางตรงสูงสุดต่อพฤติกรรมป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ (1.24) รองลงมาคือ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (1.19) การสนับสนุนทางสังคม (0.57) และการเข้าถึงบริการสุขภาพ (-2.06) ปัจจัยทั้งหมดสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโรคเรื้อรังได้ร้อยละ 32.40 ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารด้านบริการสุขภาพในการกำหนดมาตรการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโรคเรื้อรังอย่างมีประสิทธิผล</p> ศักดิ์สิทธิ์ มหารัตนวงศ์ ฐาวรี ขันสำโรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 32 1 58 75 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของพนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281115 <p>การวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของพนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา เป็นพนักงานโรงงาน อายุ 20-59 ปี จำนวน 103 คน โดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 5 ส่วน 1) ด้านข้อมูลทั่วไป 2) ด้านปัจจัยนำในการส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ทัศนคติต่อการส่งเสริมสุขภาพ การรับรู้ประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพ และการรับรู้อุปสรรคต่อการส่งเสริมสุขภาพ 3) ด้านปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การสนับสนุนหรือกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพ และนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ 4) ด้านปัจจัยเสริม ได้แก่ การได้รับการคำแนะนำ การสนับสนุนจากบุคคลต่างๆ และการได้รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพจากสื่อต่างๆ และ 5) ด้านพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือพบว่า แบบสอบถามด้านความรู้มีค่าความเชื่อมั่น (KR-20) เท่ากับ 0.80 ส่วนด้านทัศนคติต่อการส่งเสริมสุขภาพ ด้านการรับรู้ ด้านปัจจัยเสริม และด้านพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.82, 0.71, 0.75 และ 0.72 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยพหุคูณแบบหลายขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ อยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em>=1.09, <em>SD</em>=0.36) และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของพนักงานโรงงาน ได้แก่ ทัศนคติต่อการส่งเสริมสุขภาพ การรับรู้ประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพ และปัจจัยเอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ สามารถร่วมกันทํานายพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของพนักงานโรงงาน ได้ร้อยละ 41.00 (Adj. R<sup>2</sup> = 0.410, p&lt;0. 001) ผลการศึกษาสามารถใช้กำหนดแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงาน เพื่อให้มีสุขภาพที่เหมาะสมได้</p> นริศรา ชาญณรงค์ เจนจิรา เล็กอุทัย อรุณวดี ทองบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 32 1 76 90 พฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมในการทำงานที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ของผู้ประเมินราคาทรัพย์สินในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281556 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมในการทำงานที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของผู้ประเมินราคาทรัพย์สินในประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยพรรณนาเชิงพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักประเมินมูลค่าทรัพย์สินในประเทศไทย จำนวน 316 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับพฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมในการทำงานและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของผู้ประเมินราคาทรัพย์สินในประเทศไทย ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามการวิจัยแสดงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.90 และ 0.96 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมในการทำงานที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของผู้ประเมินราคาทรัพย์สินในประเทศไทย มีค่าการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน คือ R = 0.92 R<sup>2</sup> = 0.84 R<sup>2 </sup><sub>Adjusted</sub> = 0.84 F = 639.10* SE<sub>est</sub> = 1.60 โดยพฤติกรรมการสร้างนวัตกรรมในการทำงานที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของผู้ประเมินราคาทรัพย์สินในประเทศไทยมีความสัมพันธ์เชิงทำนายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบคือ พฤติกรรมการก่อเกิดความคิด พฤติกรรมการนำความคิดลงสู่การปฏิบัติ และพฤติกรรมการทำให้ความคิดเป็นที่ยอมรับ ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายผลต่อการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของผู้ประเมินราคาทรัพย์สินในประเทศไทย โดยมีค่าอำนาจการทำนายได้ร้อยละ 84.00 ดังนั้น นักประเมินมูลค่าทรัพย์สินในประเทศไทยจึงควรเน้นการสร้างพฤติกรรมการก่อเกิดความคิด พฤติกรรมการนำความคิดลงสู่การปฏิบัติ และพฤติกรรมการทำให้ความคิดเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้เกิดความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล</p> ชิษณุพงศ์ ทองพวง อัชฌา ชื่นบุญ ปภากร สุวรรณธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 32 1 91 108 ผลของโปรแกรมสนับสนุนผู้ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดต่อความรู้และ พฤติกรรมการดูแลที่บ้าน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/280278 <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนผู้ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลที่บ้านในเขตสุขภาพที่ 5 การศึกษาใช้การออกแบบสองกลุ่มวัดผลก่อน–หลัง โดยมีผู้ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด ซึ่งคำนวณกลุ่มตัวอย่างจากโปรแกรม G*Power ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 110 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 55 คน และกลุ่มควบคุม 55 คน โดยสุ่มแบบมีระบบกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลที่ให้การดูแลทารกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน ทารกไม่มีความพิการแต่กำเนิด เคยรักษาในหน่วยทารกแรกเกิด และยังต้องการการดูแลต่อเนื่องหลังกลับบ้าน โปรแกรมพัฒนาตามแนวคิดระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและทฤษฎีการให้ความรู้ของโอเร็ม (Orem, 2001) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ดูแล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานและสถิติอนุมาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทางสถิติที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของข้อมูล 2 กลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าผู้ดูแลในกลุ่มทดลองมีความรู้และพฤติกรรมการดูแลที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ทั้งภายในกลุ่มและเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แสดงว่าโปรแกรมฯ มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ดูแลผ่านการให้ข้อมูล การสนับสนุนจากพยาบาล และการติดตามต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะคือควรขยายการศึกษาในบริบทที่หลากหลาย ศึกษาผลลัพธ์ระยะยาว เปรียบเทียบกับรูปแบบอื่น เช่น Mobile health หรือ Telehealth และผลักดันสู่ระดับนโยบายเพื่อความยั่งยืน</p> จารุวรรณ สนองญาติ ขวัญฤทัย ธรรมกิจไพโรจน์ ลักขณา ศิรถิรกุล เนติยา แจ่มทิม เมทณี ระดาบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 32 1 109 124 การศึกษาอัตราส่วนทางการเงินที่มีอิทธิพลต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281909 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราส่วนทางการเงินที่มีอิทธิพลต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากกลุ่มตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนจำนวน 467 บริษัท ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ระหว่างปี พ.ศ. 2565-2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดทุนไทย มีความผันผวนสูงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงและราคาหลักทรัพย์ผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นที่มาของการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ในครั้งนี้ ตัวแปรอิสระที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อัตรากำไรขั้นต้น อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์รวม อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร อัตราส่วนราคาต่อกำไร และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชี โดยมีราคาหลักทรัพย์เป็นตัวแปรตาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์รวมและอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชีมีอิทธิพลเชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในขณะที่อัตราส่วนทางการเงินอื่นไม่มีอิทธิพลต่อราคาหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า R-squared ของแบบจำลองเท่ากับ 0.071 ซึ่งหมายความว่าตัวแปรอิสระในแบบจำลองสามารถอธิบายความผันแปรของราคาหลักทรัพย์ได้ร้อยละ 7.10 ผลการวิจัยนี้ช่วยให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์สามารถประเมินศักยภาพของบริษัทและคาดการณ์ทิศทางราคาหลักทรัพย์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้บริหารองค์กรใช้ข้อมูลเป็นแนวทางในการปรับปรุงกลยุทธ์ทางการเงินเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน</p> เบญจวรรณ ศุภภัทรพร กฤษฏิ์ศดิศ ธรเสนา เขมิกา หงสา ปาณิสรา ทักษาปกรณ์ อรกมล กาญจนมาลา พัชรินทร์ ลีคำงาม ภาวิดา ยาทองไชย วรรณิษา แซงราชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-26 2026-03-26 32 1 125 141 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในจังหวัดพังงา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/284610 <p>การวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา ความต้องการ พัฒนารูปแบบ ประสิทธิผลและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี ดำเนินการ 4 ขั้นตอน ประกอบด้วยขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา และความต้องการการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีจากการวิเคราะห์เอกสาร และจากผู้สูงอายุ 40 คน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในจังหวัดพังงา ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบใช้วิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองจากผู้สูงอายุ 216 คน ขั้นตอนที่ 4 ศึกษาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน พบว่า 1) สภาพการณ์ผู้สูงอายุ ปี พ.ศ.2565-2567 ในจังหวัดพังงาผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่การคัดกรองผู้สูงอายุ 9 ด้าน มีแนวโน้มลดลง ปัญหาการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี ได้แก่ การมีกิจกรรมต่อเนื่อง การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ สำหรับความต้องการของผู้สูงอายุ ได้แก่ การดำเนินกิจกรรมที่ต่อเนื่องและหลากหลาย การสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากร 2) รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในจังหวัดพังงา ได้แก่ PHANG NGA model 3) หลังการใช้รูปแบบ ผู้สูงอายุมีคะแนนความสุข คุณภาพชีวิต ความพึงพอใจเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมไม่แตกต่างกัน 4) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การปรับสภาพแวดล้อม การเตรียมพร้อมด้านการออม และการส่งเสริมการรวมกลุ่ม</p> ทินกร จุลแก้ว กิตติพร เนาว์สุวรรณ เนาวรัตน์ บุญรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-26 2026-03-26 32 1 142 163 การบูรณาการความเข้มแข็งทางจิตใจและความฉลาดทางอารมณ์ ต่อการจัดการความวิตกกังวลในนักกีฬาต่อสู้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/284349 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งศึกษาความเข้มแข็งทางจิตใจ และความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อการจัดการความวิตกกังวลของนักกีฬาประเภทต่อสู้ โดยการศึกษาที่บูรณาการทั้งสองตัวแปรร่วมกันเพื่ออธิบายกลไกการจัดการความวิตกกังวลในนักกีฬาประเภทต่อสู้ยังปรากฏในวรรณกรรมไม่มากนัก ด้วยเหตุนี้ บทความฉบับนี้จึงมุ่งสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับกรอบแนวคิด ทฤษฎี กลไกทางจิต-สรีรวิทยา และหลักฐานเชิงประจักษ์ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสาม รวมถึงแนวทางการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ในการฝึกซ้อมและการแข่งขัน ผ่านการทบทวนวรรณกรรมจากฐานข้อมูลโดยคัดเลือกงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการสังเคราะห์สะท้อนให้เห็นว่า ความเข้มแข็งทางจิตใจและความฉลาดทางอารมณ์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเพิ่มการทำงานของระบบพาราซิมพาเทติก อันนำไปสู่การลดระดับความวิตกกังวล เพิ่มการควบคุมสมาธิ และ ความมั่นใจในตนเอง ก่อนการแข่งขัน นอกจากนี้การบูรณาการการฝึกร่วมกัน เช่น การฝึกผ่อนคลาย การจินตภาพ และการฝึกสติ ร่วมกับการควบคุมอารมณ์ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนานักกีฬาต่อสู้ให้สามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ทยิดา โกศลกิจจา วิมลมาศ ประชากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-26 2026-03-26 32 1 164 176 กรอบแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการบูรณาการการจัดการบุคลากรที่มีศักยภาพสูง และการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ในยุคการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/285233 <p>บทความวิชาการฉบับนี้ได้ทำการวิเคราะห์เชิงลึกถึงความสัมพันธ์เชิงบูรณาการที่ขาดไม่ได้ระหว่าง<br />การจัดการบุคลากรที่มีศักยภาพสูง (Talent management) กับการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession planning) ในฐานะแกนกลางของระบบการจัดการทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์ ภายใต้บริบทโลกธุรกิจที่เผชิญกับสภาวะ BANI (ความเปราะบาง ความวิตกกังวล ความไม่เป็นเส้นตรง และความยากเกินกว่าจะเข้าใจ) ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิกฤตด้านประชากรจากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย การศึกษานี้เริ่มต้นด้วยการวางกรอบแนวคิดผ่านเลนส์ทฤษฎีมุมมองที่เน้นทรัพยากรและความสามารถเชิงพลวัต เพื่อตอกย้ำว่าทุนมนุษย์คือแหล่งที่มาของความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนตามคุณลักษณะ VRIN เนื้อหาหลักครอบคลุมการปฏิรูปการทำงานแบบแยกส่วนสู่ระบบนิเวศแห่งทุนมนุษย์ที่มีความต่อเนื่อง (Connected lifecycle) โดยเน้นวงจรการจัดการบุคลากรเชิงบูรณาการที่ใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลพนักงาน (People analytics) เป็นแกนสมองในการพยากรณ์และตัดสินใจ เพื่อแก้ไขปัญหา "การสืบทอดผู้นำที่รั่วไหล" หรือวิกฤตความต่อเนื่องของการสืบทอดผู้นำที่องค์กรส่วนใหญ่เผชิญ นอกจากนี้ เอกสารยังวิเคราะห์วิวัฒนาการของแผนสืบทอดตำแหน่งจากแนวคิดดั้งเดิมสู่การบริหารจัดการเชิงรุก 5 ขั้นตอน ที่เน้นการสร้างแบบจำลองสมรรถนะแห่งอนาคต และการเร่งรัดการพัฒนาผ่านการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นนัยสำคัญของกลยุทธ์การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นความโปร่งใสเพื่อสร้างความไว้วางใจและลดความวิตกกังวลของบุคลากร ผลการสังเคราะห์มโนทัศน์ยืนยันว่าการบูรณาการระบบจัดการคนเก่งและการสืบทอดตำแหน่งอย่างแนบแน่น จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นเชิงพลวัตและความคล่องตัวในการจัดสรรทรัพยากร อันนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติการทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเปลี่ยนสถานะพนักงานจากต้นทุนแรงงานสู่สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ยากจะลอกเลียนแบบในโลกยุคปัจจุบัน</p> ภราดี พิริยะพงษ์รัตน์ ชนาธิป ทิพยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-26 2026-03-26 32 1 177 196