วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย (Research Articles) และบทความวิชาการ (Academic Articles) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งสหสาขาวิชา ด้านการบริหารจัดการ การบัญชี และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p> มหาวิทยาลัยคริสเตียน th-TH วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน 1685-1412 ปัจจัยทำนายความมีคุณค่าในตนเองระหว่างการเปลี่ยนผ่านในผู้สูงอายุวัยเกษียณ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/247907 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงบรรยายวิเคราะห์อำนาจทำนาย ภาวะสุขภาพ ความหมายของชีวิต และการมีส่วนร่วมทางสังคม ต่อความมีคุณค่าในตนเองในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุวัยเกษียณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 168 ราย ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมารับบริการแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะสุขภาพ แบบสอบถามความหมายของชีวิต แบบสอบถามการมีส่วนร่วมทางสังคม และแบบสอบถามความมีคุณค่าในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียรสัน และสถิติการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุวัยเกษียณส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 69 ปี ระดับของความมีคุณค่าในตนเอง ภาวะสุขภาพ ความหมายของชีวิต และการมีส่วนร่วมในสังคมอยู่ในระดับสูง ความมีคุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับ ภาวะสุขภาพ ความหมายของชีวิต และการมีส่วนร่วมทางสังคม (r = 0.28, r = 0.24 และ r = 0.29 ตามลำดับ) โดยภาวะสุขภาพและการมีส่วนร่วมทางสังคม สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความมีคุณค่าในตัวเองของผู้สูงอายุวัยเกษียณได้ร้อยละ 14.5 (adjust R<sup>2</sup> = 0.145, F = 10.456, p &lt; 0.001) แต่ความหมายของชีวิตไม่มีอิทธิพลต่อความมีคุณค่าในตัวเองของผู้สูงอายุวัยเกษียณ จากผลการวิจัยควรจัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีภาวะสุขภาพที่ดี โดยตรวจสุขภาพและให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพแก่ผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอ และจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมทางสังคมโดยเฉพาะการจัดกิจกรรมทางศาสนา เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุในวัยเกษียณรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> นาตยา ศรีหทัยเทพ วิราพรรณ วิโรจน์รัตน์ สุพร ดนัยดุษฎีกุล Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 1 12 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของผู้ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี : กรณีศึกษา แอปพลิเคชันแกร็บฟู้ดในเขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/248964 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางด้านภาพลักษณ์องค์กร ด้านคุณภาพบริการ ด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7Ps) และด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของผู้ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรีในเขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัย ได้แก่ ผู้ใช้บริการแอปพลิเคชัน Grab Food ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน รูปแบบงานวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ ใช้วิธีการสำรวจออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย วิธีการสุ่มตัวอย่างเป็นแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Non-Probability Sampling) โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบอาศัยความสะดวก (Convenience Sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่า ภาพลักษณ์องค์กรโดยรวม ส่วนประสมทางการตลาดบริการโดยรวม (7Ps) และพฤติกรรมของผู้ใช้บริการโดยรวมส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของผู้ใช้บริการ Grab Food อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ตัวแปรด้านคุณภาพบริการโดยรวมไม่ส่งผลต่อตัวแปรตาม ดังนั้นธุรกิจจึงควรมุ่งเน้นสร้างภาพลักษณ์โดยการใช้กลยุทธ์การตลาดเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การออกแบบส่วนประสมทางการตลาดที่สอดคล้องกับตลาดเป้าหมาย การสร้างการรับรู้ถึงประโยชน์ที่ต้องการของลูกค้า และทำให้ลูกค้ารู้สึกยินดีและเพลิดเพลินในการใช้บริการ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยเสริมความจงรักดีต่อแบรนด์</p> ชลธิชา พาชู น้ำตาล จำรัสลาภ ปริยฉัตร ปิยะไทยเสรี พิมพ์ลภัส ถิ่นผาสุวรรณ นริศรา ภาควิธี Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 13 38 ปัจจัยพยากรณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชายอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/249512 <p> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยพยากรณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชายอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชายที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 338 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage random sampling) เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล การสูบบุหรี่ ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า การรับรู้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ความสัมพันธ์กับโรงเรียน และความเครียด ใช้สถิติการถดถอยทางพหุลอจิสติกเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และทดสอบความสามารถในการพยากรณ์ของตัวแบบสุดท้ายโดยใช้พื้นที่ใต้โค้งอาร์โอซี</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ความชุกในการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เท่ากับ ร้อยละ 59.8 (95%CI: 54.3-65.0) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้านักเรียนชายอาชีวศึกษา คือ การถูกเพื่อนชักชวนให้สูบ (AOR=3.81; 95%CI: 2.29-6.35) การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเพื่อน (AOR=3.03; 95%CI: 1.78-5.18) ความสัมพันธ์กับโรงเรียน (AOR=2.60; 95%CI: 1.54-4.38) และการสูบบุหรี่มวนของเพื่อน (AOR=2.43; 95%CI: 1.41-4.21) ตามลำดับ และสามารถร่วมกันทำนายการสูบบุหรี่ไฟฟ้านักเรียนชายอาชีวศึกษาได้ ร้อยละ 80.0 (95%CI: 75.2-84.0) ผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางด้านสุขภาพ ครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นชายไทยต่อไป</p> เอื้อมพร สุ่มมาตย์ กิติพงษ์ เรือนเพ็ชร Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 39 52 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ตามทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค ต่อพฤติกรรมการจัดการความเครียด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/249446 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ตามทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคต่อพฤติกรรมการจัดการความเครียดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน จากโรงเรียนประจำเอกชน-ชาย แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 คน แบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่มเท่า ๆ กันโดยการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ตามทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา จำนวน 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมเรียนในห้องเรียนตามปกติ กลุ่มตัวอย่างถูกประเมินก่อนและหลังการให้โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของการรับรู้ความรุนแรงต่อการเกิดความเครียด การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความเครียด ความคาดหวังในความสามารถของตนเองต่อการจัดการความเครียด ความคาดหวังในประสิทธิผลในการจัดการความเครียด และพฤติกรรมการจัดการความเครียดสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะในการพัฒนาโปรแกรมการจัดการกับความเครียดให้กับนักเรียน ทำให้นักเรียนสามารถจัดการความเครียดของตนเองได้ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน</p> วงศกร สมัยเอี่ยม ภูเบศร์ นภัทรพิทยาธร ณัฐกฤตา ศิริโสภณ Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 53 63 ปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจและอารมณ์ที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ ของแบรนด์ร้านกาแฟท้องถิ่นในพนมเปญประเทศกัมพูชา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/249702 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวขับเคลื่อนความรู้ ความเข้าใจ (การรับรู้แบรนด์ การรับรู้คุณภาพ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และการรับรู้คุณค่า) ตัวขับเคลื่อนด้านอารมณ์ความรู้สึก (ความพอใจและความเร้าอารมณ์) ความพึงพอใจที่มีต่อแบรนด์ และความตั้งใจในการซื้อซ้ำและการบอกต่อ โดยใช้โมเดลสมการโครงสร้างแบบ PLS-SEM ซึ่งประกอบด้วยโมเดลการวัดและโมเดลโครงสร้าง แบบสอบถามได้ถูกแจกจ่ายไปยังกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้บริโภคกาแฟท้องถิ่นเจนวายที่อาศัยอยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งรวบรวมแบบสอบถามได้ทั้งหมด 300 คนโดยใช้แบบสำรวจกูเกิ้ล</p> <p> จากผลการวิจัย การรับรู้แบรนด์ การรับรู้คุณภาพ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และการรับรู้คุณค่ามีอิทฺธิพลในเชิงบวกต่อความพอใจ นอกจากนี้การรับรู้แบรนด์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และการคุณค่ามีอิทฺธิพลในเชิงบวกต่อความเร้าอารมณ์ เช่นเดียวกันความพอใจและความเร้าอารมณ์มีอิทฺธิพลในเชิงบวกต่อความพึงพอใจที่มีต่อแบรนด์ และความพึงพอใจที่มีต่อแบรนด์มีอิทฺธิพลในเชิงบวกต่อความตั้งใจในการซื้อซ้ำและการบอกต่อ </p> <p> ข้อเสนอแนะสำหรับผู้จัดการร้านกาแฟท้องถิ่นมีดังนี้ 1) เน้นการโฆษณาเพื่อเพิ่มระดับอารมณ์ของลูกค้าในการซื้อเครื่องดื่มที่ร้านกาแฟท้องถิ่น 2) ราคา รสชาติ และคุณภาพกาแฟควรพัฒนาเพิ่มขึ้นเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าเพลิดเพลินและพึงพอใจกับสินค้าหรือบริการที่ใช้ 3) สร้างโลโก้ที่มีเอกลักษณ์และมีความหมายเพื่อผลักดันให้ลูกค้าจดจำและรู้สึกคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ 4) มุ่งเน้นที่พนักงานบริการที่ให้ความเอื้ออาทรต่อลูกค้าและทำให้พวกเขารู้สึกคุ้มค่ากับเวลาและเงินที่ใช้จ่ายในร้านกาแฟท้องถิ่น</p> Chanmonyreaksmey Ouk สุนิดา พิริยะภาดา Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 64 77 ความสัมพันธ์ของลักษณะการบาดเจ็บ โครงสร้างและบริเวณที่บาดเจ็บ กับตำแหน่งการเล่นและปัจจัยที่มีผลต่อการบาดเจ็บของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ ระดับไทยลีก 3 และไทยลีก 4 ในเขตภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/249972 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของลักษณะการบาดเจ็บ โครงสร้างและบริเวณที่บาดเจ็บกับตำแหน่งการเล่น และปัจจัยที่มีผลต่อการบาดเจ็บในนักกีฬาฟุตบอลอาชีพระดับไทยลีก 3 และ 4 เขตภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ จำนวน 103 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลการบาดเจ็บในฤดูกาลแข่งขัน 2018 - 2019 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะการบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นแผลฟกช้ำและเอ็นยึดข้อฉีกขาด โครงสร้างการบาดเจ็บส่วนใหญ่พบที่ผิวหนัง เอ็นยึดข้อและข้อต่อ บริเวณของร่างกายที่บาดเจ็บส่วนใหญ่พบที่ข้อเท้าและต้นขา ตำแหน่งผู้เล่นที่มีการบาดเจ็บส่วนใหญ่ ได้แก่ กองหลัง กองกลาง กองหน้า และผู้รักษาประตู ตามลำดับ นอกจากนี้ลักษณะการบาดเจ็บ โครงสร้างและบริเวณที่บาดเจ็บไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับตำแหน่งการเล่น แต่พบว่าความถี่ของการบาดเจ็บมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับประวัติการบาดเจ็บในอดีต (r = 0.294, p = 0.003) ระดับใบอนุญาตของหัวหน้าผู้ฝึกสอน (r = 0.206, p = 0.037) และระยะเวลาในการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (r = 0.213, p = 0.031) งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าลักษณะการบาดเจ็บ โครงสร้างและบริเวณที่บาดเจ็บไม่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งการเล่น แต่ความถี่ในการบาดเจ็บมีความสัมพันธ์กับประวัติการบาดเจ็บในอดีต ระดับใบอนุญาตของหัวหน้า ผู้ฝึกสอนและระยะเวลาในการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ</p> สาลินี ไชยกูล สุพัตรา ไชยบาล Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 78 92 ทักษะแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษากิจกรรมบำบัด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/250145 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ทักษะแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา และศึกษาปัจจัยสนับสนุนและขัดขวางต่อการเรียนรู้ตามความคิดเห็นของนักศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ด้วยการใช้แบบสอบถามกับนักศึกษากิจกรรมบำบัด จำนวน 64 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการใช้ทักษะการเรียนรู้แปลผลตามเกณฑ์ ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพรวบรวมข้อมูล ด้วยการสนทนากลุ่มกับนักศึกษาอาสาสมัคร 3 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คน รวม 18 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา จัดหมวดหมู่ของข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ </p> <p> ผลการศึกษาพบว่าทักษะแห่งการเรียนรู้ที่นักศึกษาได้ใช้ในระดับมากที่สุด คือ ทักษะด้านการทำงานร่วมกัน (collaboration) ส่วนทักษะการคิดสร้างสรรค์ (creativity) ทักษะการคิดเชิงวิพากย์ (critical thinking) ทักษะการสื่อสาร (communication) ตลอดจนทักษะการจัดการสารสนเทศสื่อและ ICT ได้ใช้ในระดับมาก ทักษะทั้งหมดถูกใช้ในการเรียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เรียนปีที่ 1 ถึงปีที่ 4 โดยได้ใช้มากในการฝึกงานทางคลินิกและการทำภาคนิพนธ์ นักศึกษาเห็นว่าทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์และทักษะการคิดเชิงวิพากษ์เป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับการเรียนกิจกรรมบำบัด ด้วยลักษณะของวิชาชีพและตัวนักศึกษาเองที่ต้องเป็นผู้เรียนรู้อยู่เสมอเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ได้ใช้ทักษะเหล่านี้ อย่างไรก็ตามบริบทของสถานที่ฝึกงานรวมทั้งความจำกัดของอินเตอร์เน็ตอาจเป็นปัจจัยขัดขวางต่อโอกาสของการได้ใช้ทักษะเหล่านี้ งานวิจัยนี้ทำให้เห็นว่านักศึกษาได้ใช้ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในการเรียนรู้จริง ดังนั้นสถาบันการศึกษาควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะเหล่านี้ด้วยการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เอื้อต่อผู้เรียนด้วย</p> วรรณนิภา บุญระยอง จนัญญา ปัญญามี ทิพย์พยอม สุภัทร ชูประดิษฐ์ นที จินดาคำ Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 93 105 ความเต็มใจที่จะจ่ายเงินค่าบริการทำบัญชีให้กับสำนักงานบัญชี ของผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/250680 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเต็มใจที่จะจ่ายเงินค่าใช้บริการทำบัญชีให้กับสำนักงานบัญชีของผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรเป็นผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 458,677 ราย การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นแบบแบ่งชั้น จำนวน 420 ราย เครื่องมือเป็นแบบสอบถามภายใต้สถานการณ์ที่กำหนด ณ ราคาที่กำหนดและในเหตุการณ์สมมุติต่อความเต็มใจที่จะจ่ายเงินค่าบริการทำบัญชี เก็บข้อมูลผ่านทางระบบออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้แบบจำลอง Double Bounded Logit Model</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการเจ้าของคนเดียวมีความเต็มใจที่จะจ่ายค่าบริการทำบัญชีในราคาเริ่มต้น 1,812.79 บาทต่อเดือน ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีความเต็มใจที่จะจ่ายค่าบริการทำบัญชีในราคาเริ่มต้น 2,700.10 บาทต่อเดือน และบริษัทจำกัดมีความเต็มใจที่จะจ่ายค่าบริการทำบัญชีในราคาเริ่มต้น 4,498.88 บาทต่อเดือน ในส่วนประเภททุนจดทะเบียน ผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 5 ล้านบาท มีความเต็มใจที่จะจ่ายค่าบริการทำบัญชีในราคาเริ่มต้น 1,264.98 บาทต่อเดือน ผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียน 5-10 ล้านบาท มีความเต็มใจที่จะจ่ายค่าบริการทำบัญชีในราคาเริ่มต้น 3,104.44 บาทต่อเดือน และผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 10 ล้านบาท มีความเต็มใจที่จะจ่ายค่าบริการทำบัญชีในราคาเริ่มต้น 5,125.12 บาทต่อเดือน งานวิจัยครั้งนี้สำนักงานบัญชีสามารถนำไปกำหนดนโยบายด้านราคาและกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมกับผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มได้อย่างถูกต้อง</p> นันทชัย สาสดีอ่อง ณัทกิจพัฒน์ หอมวิจิตรกุล Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 106 117 ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกควบคู่กับการฝึกด้วยน้ำหนักที่มีต่อ พลังกล้ามเนื้อขาของนักกีฬาฟุตบอล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/250637 <p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการฝึกพลัยโอเมตริกควบคู่กับการฝึกด้วยน้ำหนักที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อขาของนักกีฬาฟุตบอล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย ที่มีอายุระหว่าง 19-24 ปี จำนวน 30 คน ซึ่งใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และทำการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) แบ่งกลุ่มตัวอย่าง เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง จำนวน 15 คน ทำการฝึกพลัยโอเมตริกควบคู่กับการฝึกด้วยน้ำหนักร่วมกับการฝึกตามปกติ และนักกีฬากลุ่มควบคุม จำนวน 15 คน ทำการฝึกตามปกติเพียงอย่างเดียว วันละ 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 วัน ระยะเวลาในการฝึก 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบพลังของกล้ามเนื้อขาโดยวิธี Margaria-Kalamen Test ก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของ Bonferroni และกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของพลังกล้ามเนื้อขา หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 มากกว่าก่อนการฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มากกว่าก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของพลังกล้ามเนื้อขา หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มากกว่าก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของพลังกล้ามเนื้อขามากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จักรี อย่าเสียสัตย์ Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 118 130 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการออกกำลังกายของผู้ใช้บริการ ในสถานออกกำลังกายของมหาวิทยาลัยในจังหวัดนครปฐม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/251696 <p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการออกกำลังกายของผู้ใช้บริการในสถานออกกำลังกายของมหาวิทยาลัยในจังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้ที่ใช้บริการในสถานออกกำลังกายของมหาวิทยาลัยคริสเตียน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และมหาวิทยาลัยศิลปากร (พระราชวังสนามจันทร์) จำนวน 281 คน ซึ่งได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนด้วยสถิติ ANOVA</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เพศชายและเพศหญิง มีความต้องการความปลอดภัย ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง และการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความต้องการทางด้านร่างกาย ไม่แตกต่างกัน และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยในสถานออกกำลังกายของมหาวิทยาลัยในจังหวัดนครปฐม พบว่าความต้องการทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ไม่แตกต่างกัน</p> <p> จากการวิจัยครั้งนี้สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดทิศทางและมุ่งเน้นในการให้บริการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ตรงกับความต้องการออกกำลังกายของผู้ใช้บริการ และยังคงทำให้ผู้ใช้บริการมีความต้องการที่จะใช้บริการต่อไป</p> รุ่งฟ้า เทียมกลาง นฤพนธ์ วงศ์จตุรภัทร นวลตอง อนุตตรังกูร Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-29 2022-04-29 28 2 131 142