https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/issue/feed วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน 2026-06-24T15:51:47+07:00 Asst.prof. Apinun Untaweesin, Ph.D. cutjournal@christian.ac.th Open Journal Systems <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย (Research Articles) และบทความวิชาการ (Academic Articles) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งสหสาขาวิชา ด้านการบริหารจัดการ การบัญชี และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/275397 การจินตภาพแบบ PETTLEP ที่มีต่อความสามารถทางการกีฬา 2024-11-21T15:07:34+07:00 รุ่งฟ้า เทียมกลาง thiamklang.rungfa@gmail.com วิมลมาศ ประชากุล thiamklang.rungfa@gmail.com <p>ทักษะการจินตภาพแบบ PETTLEP ถือเป็นองค์ประกอบทางจิตวิทยาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแสดงความสามารถทางการกีฬา โดยทักษะดังกล่าวไม่เพียงส่งเสริมการแสดงออกของทักษะการเคลื่อนไหวเฉพาะทางกีฬาเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการเสริมสร้างสมรรถภาพทางจิตใจของนักกีฬา รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาสมรรถภาพทางกายอีกด้วย การฝึกการจินตภาพอย่างต่อเนื่องได้รับการรายงานว่าส่งผลเชิงบวกต่อกระบวนการฝึกซ้อม การแสดงความสามารถในการแข่งขัน และการฟื้นคืนสภาพหลังการแข่งขันของนักกีฬาจากหลักฐานเชิงประจักษ์พบว่า เทคนิคการจินตภาพแบบ PETTLEP ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการฝึกจินตภาพ โดยมุ่งเน้นการสร้างความสอดคล้องเชิงหน้าที่ระหว่างการจินตภาพกับการเคลื่อนไหวจริงให้มากที่สุด แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับความสอดคล้องในหลายมิติ ได้แก่ ร่างกาย สภาพแวดล้อม ลักษณะของงาน เวลา การเรียนรู้ อารมณ์ และมุมมองการรับรู้ ซึ่งช่วยให้การจินตภาพมีความใกล้เคียงกับการปฏิบัติจริงทั้งในเชิงพฤติกรรมและกระบวนการทางประสาทนอกจากนี้ นักกีฬาที่ได้รับการฝึกทักษะการจินตภาพแบบ PETTLEP อย่างเป็นระบบและมีความต่อเนื่อง จะสามารถนำเทคนิคดังกล่าวไปใช้ได้อย่างเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ความเป็นอัตโนมัตินี้ช่วยให้นักกีฬาสามารถใช้การจินตภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสถานการณ์ที่มีสิ่งรบกวนจากภายนอก ส่งผลให้สามารถควบคุมความสนใจและจัดการกับสิ่งรบกวนได้อย่างเหมาะสม ความสามารถดังกล่าวสะท้อนถึงระดับของการกำกับควบคุมตนเองทางจิตใจที่สูง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในบริบทของการแข่งขันกีฬาที่หลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนได้ยากการจัดการสภาวะจิตใจของตนเองจึงเป็นความท้าทายที่นักกีฬาทุกคนต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม นักกีฬาที่มีความสามารถในการควบคุมและกำกับกระบวนการทางจิตใจได้ดีกว่าจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และเพิ่มโอกาสในการแสดงความสามารถทางการกีฬาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/284500 เทคนิคฝึกสมองคัดกรองสิ่งรบกวนจากโมเดลนักกีฬาสู่การประยุกต์ใช้ในการทำงาน 2025-12-11T09:37:02+07:00 นวลตอง อนุตตรังกูร pangjee25@gmail.com วิมลมาศ ประชากุล pangjee25@gmail.com สุกัญญา อุรุวรรณ pangjee25@gmail.com <p>การทำงานของสมองในส่วนการรับรู้ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสั่งการผ่านกระบวนการรู้คิด (Cognition) ทำหน้าที่ควบคุมสมาธิและการตัดสินใจเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งในสนามหรือการแจ้งเตือนและงานด่วนในที่ทำงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ เพื่อให้เราสามารถคัดกรองข้อมูลที่สำคัญและตัดสิ่งรบกวนรอบตัวออกไป (Selective attention) ลดภาระทางปัญญาช่วยให้การตัดสินใจในเนื้องานมีความแม่นยำ รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดภายใต้สภาวะกดดันหรือตารางงานที่เร่งด่วน การใช้เทคนิคกการจดจ่อใส่ใจแบบนักกีฬาจะสร้างความนิ่งของจิตใจ ให้สมองอยู่ในสภาวะที่พร้อมที่สุดในการเรียนรู้และประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน สมองเกิดการพัฒนาทักษะทางปัญญาที่เอื้อต่อการคิดวิเคราะห์เชิงลึก การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และมีความสามารถในการดึงข้อมูลสำคัญมาใช้ได้อย่างเป็นระบบแม้ในสถานการณ์วุ่นวาย เพื่อพัฒนาความจำระยะสั้นสำหรับการจัดการหลายอย่างพร้อมกัน และความจำระยะยาวสำหรับทักษะเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ช่วยยกระดับผลงานการทำงานให้มีความคงเส้นคงวาและมีประสิทธิภาพสูงสุด</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281658 การพัฒนาเกมปลูกต้นหอมที่สัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยเทคนิค Agile 2025-08-12T23:17:46+07:00 ดนัย เจษฎาฐิติกุล danai.jed@mail.pbru.ac.th สุกุมา อ่วมเจริญ sukuma.uam@mail.pbru.ac.th จารุต บุศราทิจ jarut.bus@mail.pbru.ac.th ทัดทอง พราหมณี thadthong.bhr@mail.pbru.ac.th <p>งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาสมการจำลองการเติบโตของต้นหอม และประเมินความสมจริงของสมการ 2) ออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ (UX/UI) สำหรับการพัฒนาเกมปลูกต้นหอมที่สัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยเทคนิค Agile และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้เล่นที่มีต่อเกมต้นแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชน Gen Z ที่มีทักษะในการเล่นเกมแนวจำลองบนคอมพิวเตอร์ จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยเกมปลูกต้นหอม แบบประเมินความสมจริงของสมการ ได้ค่าดัชนีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.85 แบบประเมินระบบการเล่น ประสิทธิภาพและการใช้งาน ได้ค่าดัชนีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.94 และแบบสอบถามความพึงพอใจผู้ใช้งานต้นแบบเกมปลูกต้นหอมที่สัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยเทคนิค Agile ได้ค่าดัชนีความเที่ยงตรงเนื้อหาเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) สมการจำลองการเติบโตของต้นหอม และความสมจริงของสมการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M </em>= 4.05, <em>SD</em> = 0.84) แสดงถึงการออกแบบสมการมีความครอบคลุมต่อปัจจัยในการเจริญเติบโตของต้นหอม (2) ส่วนต่อประสานผู้ใช้ (UX/UI) โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 3.98, <em>SD</em> = 0.94) แสดงถึงการออกแบบส่วนต่อประสานบอกถึงรายละเอียดข้อมูลของเกมได้ดี และ 3) ความพึงพอใจผู้เล่นด้านความพึงพอใจต่อปฏิสัมพันธ์ของเกมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.01, <em>SD</em> = 0.92) แสดงถึงความความพึงพอใจของผู้ใช้ โดยผลจากการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเกมจำลองการปลูกผักชนิดอื่นๆ</p> 2026-06-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281662 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย 2025-08-13T10:24:58+07:00 ธภัทร ธนรัชเดชานนท์ thaphat_tha@vu.ac.th ฐาวรี ขันสำโรง thaphat_tha@vu.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพผู้สูงอายุ ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์การจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพในกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 360 คน 2) พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ โดยประเมินก่อนใช้ หลังใช้เมื่อสัปดาห์ที่ 6 และ 8 เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ 13 มกราคม ถึง 9 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำและแบบพหุคูณ และวิเคราะห์เนื้อหาในข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัย พบว่า 1) ความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมโดยรวม อยู่ในระดับมาก (<em>M</em>= 96.16, <em>SD</em> = 17.88) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่าระดับความรู้ของผู้สูงอายุยังไม่เพียงพอ 2) รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ กิจกรรมรอบรู้ การจัดบ้าน และสูงวัยยุคดิจิทัล และ 3) หลังการใช้รูปแบบ กลุ่มทดลองมีคะแนนด้านการเข้าถึงข้อมูล ความเข้าใจ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การตัดสินใจและพฤติกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมดีกว่าก่อนใช้รูปแบบและดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ ควรนำรูปแบบนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพผู้สูงอายุเพื่อให้มีพฤติกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น</p> 2026-06-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281707 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางการกีฬาของนักศึกษาสาขาการจัดการการกีฬา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 2025-08-15T08:58:26+07:00 ธิดารัตน์ อัฐกิจ es_rmu@hotmail.com ปนัดดา โพธินาม Thidatat.at@rmu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางการกีฬาและแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางการกีฬาของนักศึกษาสาขาการจัดการการกีฬา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาการจัดการการกีฬา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 152 คน เพศชาย จำนวน 79 คน เพศหญิง 63 คน มีอายุระหว่าง 20 – 21 ปี ใช้วิธีการเลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาการจัดการการกีฬา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในภาพรวม มีภาวะผู้นำทางการกีฬาอยู่ในระดับมาก (<em>M</em>= 3.91, <em>SD</em>= 0.90) เมื่อจําแนกเป็นรายด้านแล้วพบว่า ด้านอารมณ์ (<em>M</em>= 4.03, <em>SD</em>= 0.89) ด้านความคิด (<em>M</em> = 3.94, <em>SD</em>= 0.91) ด้านแรงจูงใจ (<em>M</em>= 3.91, <em>SD</em>= 0.92) 2) ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางการกีฬาของนักศึกษาสาขาการจัดการการกีฬา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พบว่า (1) ด้านความคิด นักศึกษาสาขาการจัดการการกีฬาควรหมั่นศึกษาหาความรู้ เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ เชาว์ปัญญาและมีวิสัยทัศน์ หรือการศึกษาดูงานในสถานประกอบการที่มีผลงานเชิงประจักษ์ (2) ด้านความรู้และทักษะ นักศึกษาการจัดการการกีฬา ควรได้รับการพัฒนา ด้านทักษะในการฝึกประสบการณ์การทำงานจริง รวมทั้งกรรมการบริหารหลักสูตรควรผลักดันให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกประสบการณ์ในการวางแผนงาน การบริหารจัดการกีฬาอย่างมีศิลปะ (3) ด้านบุคลิกภาพ นักศึกษาสาขาการจัดการการกีฬา ควรได้รับการพัฒนาตนเองโดยการบูรณาการทักษะสุขภาวะทางสังคม และการเรียนรู้อย่างตื่นตัว โดยผ่านกระบวนการฝึกฝนทั้งในชั้นเรียนและกิจกรรมนอกห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติการ (4) ด้านมนุษย์สัมพันธ์ นักศึกษาสาขาการจัดการการกีฬา ควรได้รับการส่งเสริมในการเข้าร่วมกิจกรรม การฝึกปฏิบัติกับเครือข่ายองค์กรต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก เช่น การออกค่ายชุมชน การบริการวิชาการด้านกีฬา (5) ด้านอารมณ์ นักศึกษาการจัดการการกีฬาควรได้รับการอบรมพัฒนาตนเอง ให้มีความองค์ความรู้ ความเข้าใจในการจัดการด้านอารมณ์ (6) ด้านแรงจูงใจ นักศึกษาสาขาการจัดการการกีฬาควรแสวงหาความรู้ให้ทันสมัย ก้าวทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในด้านอุตสาหกรรมการกีฬาอยู่เสมอ และควรมีการฝึกฝนให้มีความรับผิดชอบในการบริหารงาน และการบริหารทีม จากผลการวิจัยสามารถนำไปประกอบกับการออกแบบหลักสูตรในการพัฒนานักศึกษาหรือบุคลากรทางการกีฬา และการจัดทำโครงการฝึกอบรมการพัฒนาภาวะผู้นำทางการกีฬากับกลุ่มประชากรที่มีความเฉพาะ เช่น เป็นนักกีฬาที่มีประสบการณ์ระดับชาติ</p> 2026-06-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/282293 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของผู้สูงอายุ จังหวัดสมุทรปราการ 2025-09-07T15:46:26+07:00 วรวรรณ แก้วราษ ุ66201501007@scphc.ac.th วรัญญ์ศิชา ทรัพย์ประเสริฐ warunsicha@scphc.ac.th จามรี สอนบุตร Jarmmaree@yala.ac.th <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> และปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ 464 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่น PM<sub>2.5</sub> เกินเกณฑ์มาตรฐาน จังหวัดสมุทรปราการ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 7 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้ในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> ทัศนคติในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> การรับรู้เกี่ยวกับภาวะเสี่ยงและการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> การรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub><strong> </strong>ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.81 - 1.00 และ ค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม ความรู้ในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> เท่ากับ 0.80 ทัศนคติในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5 </sub>เท่ากับ 0.86 การรับรู้เกี่ยวกับภาวะเสี่ยงและการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> เท่ากับ 0.83 การรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> เท่ากับ 0.85 และพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> เท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ร้อยละ 75.20) มีพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> อยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา โรคประจำตัว ทัศนคติในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> การรับรู้เกี่ยวกับภาวะเสี่ยงและการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> การรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> และระยะเวลาที่มีกิจกรรมกลางแจ้ง ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> ได้แก่ การมีโรคประจำตัว (b =0.901, p=0.032) ทัศนคติในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> (b=0.170, p&lt;0.001) การรับรู้เกี่ยวกับภาวะเสี่ยงและการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> (b =0.118, p&lt;0.012) และการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> (b =0.707, p&lt;0.001) โดยร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 41.70 (R<sup>2</sup>=0.417, p=0.05) ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีโรคประจำตัวในผู้สูงอายุแสดงถึงพฤติกรรมที่ดีในการป้องกันตนเอง รวมไปถึงการส่งเสริมทัศนคติ การรับรู้ความเสี่ยง และการรับข้อมูลข่าวสารในผู้สูงอายุ เพื่อนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับบริบทชุมชนในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/283037 ผลการยืดกล้ามเนื้อรอบทรวงอกด้วยเทคนิค Respiratory Muscle Stretch Gymnastics ต่อการขยายตัวของทรวงอก ความจุปอด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ และ การรับรู้การหายใจของตนเองในชายไทย อายุ 18-25 ปี 2025-10-06T13:57:57+07:00 เสาวณีย์ วรวุฒางกูร saowanee.hcu@gmail.com ณัฏฐ์ศศิ ชูกิจรุ่งโรจน์ natsasi.chukijrungroat@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลเฉียบพลันของเทคนิค RMSG ต่อการขยายตัวของทรวงอก ค่าปริมาตรอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ (FVC) ค่าแรงดันสูงสุดของกล้ามเนื้อหายใจเข้า (PImax) ค่าแรงดันสูงสุดของกล้ามเนื้อหายใจออก (PEmax) และการรับรู้การหายใจของตนเอง ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นชายไทยอายุระหว่าง 18-15 ปี จำนวน 25 คน ได้ทำเทคนิค RMSG จำนวน 5 ท่า ท่าละ 4 ครั้ง พักระหว่างท่า 30 วินาที รวมเวลาทั้งหมด 15 นาที ตัวแปรทุกตัวถูกวัดค่าก่อนและหลังการทำเทคนิค RMSG ผลการศึกษาพบว่า การขยายตัวของทรวงอกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.01) นอกจากนี้ พบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของค่า FVC จาก 3,640±714.72 เป็น 3,836±747.15 มิลลิลิตร ค่า PImax จาก 107.68±22.85 เป็น 114.16±28.22 เซนติเมตรน้ำ ค่า PEmax จาก 125.52±29.09 เป็น 138.04±20.36 เซนติเมตรน้ำ ผลการรับรู้การหายใจของตนเอง พบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยร้อยละ 48.00 มีการรับรู้ที่ดีขึ้น ร้อยละ 40.00 ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น การทำเทคนิค RMSG ส่งผลทันทีต่อการขยายตัวของทรวงอก ความจุปอด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจและการรับรู้การหายใจของตนเองที่ดีขึ้น เทคนิคนี้ไม่ทำให้เกิดผลเสียใด ส่งผลดีโดยตรงต่อประสิทธิภาพการหายใจในบุคคลทั่วไป สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยที่มีการจำกัดการขยายตัวของทรวงอกได้</p> 2026-06-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/283041 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในผู้สูงอายุ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2025-10-06T15:48:56+07:00 พิมพ์พร บัวงาม 583242007@scphtrang.ac.th กุลธิดา กิ่งสวัสดิ์ kunthida@phcsuphan.ac.th ทรงพล ต่อนี songpol@g.swu.ac.th <p>อุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ผู้สูงอายุถือเป็นกลุ่มเปราะบางเนื่องจากความเสื่อมถอยของร่างกายส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัย ที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในผู้สูงอายุ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาจากผลมาหาเหตุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตพื้นที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วย กลุ่มศึกษา จำนวน 134 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 268 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานในการหาความสัมพันธ์ด้วยการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านผู้ขับขี่ โดยการมองเห็นมีโอกาสเสี่ยง ต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ถึง 3.70 เท่า การได้ยินมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ถึง 9.26 และปัจจัยด้านถนนและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สภาพของรถที่เหมาะสมต่อการขับขี่ระดับปานกลางมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ถึง 3.71 เท่า โครงสร้างทางกายภาพของถนนที่เหมาะสมต่อการขับขี่ระดับน้อยที่สุดมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ถึง 5.04 เท่า ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการกำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแก่ผู้สูงอายุ อย่างเป็นรูปธรรม และลดระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ และเสียชีวิตของผู้สูงอายุจากอุบัติเหตุทางถนน</p> 2026-06-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/282934 ผลของโปรเเกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนต่อความตั้งใจ ในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2025-10-02T00:26:57+07:00 นิตยา ไชยรัตน์ nittaya-mai@bcnsk.ac.th ธิดารัตน์ สิงห์ศรี nittaya-mai@bcnsk.ac.th เจิดนภา แสงสว่าง nittaya-mai@bcnsk.ac.th พัชรี รัตนพงษ์ nittaya-mai@bcnsk.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรเเกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนต่อความตั้งใจในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ได้รับการสอนตามปกติในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 50 ราย คัดเลือกเข้ากลุ่มทดลอง (25 ราย) และกลุ่มควบคุม (25 ราย) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) โปรแกรมการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินทัศนคติ แบบประเมินการรับรู้ความสามารถ และ แบบประเมินความตั้งใจในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ .78 .92 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบได้แก่ สถิติที ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรเเกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน มีคะแนนเฉลี่ยความตั้งใจในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (<em>M </em>= 4.58, <em>SD</em> = 0.22) สูงกว่าก่อนได้รับโปรเเกรม (<em>M</em> = 4.24, <em>SD</em> = 0.35) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.25, p &lt; .001) และมีคะแนนเฉลี่ยความตั้งใจในการส่งเสริมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (<em>M</em> = 4.58,<em> SD</em> = 0.22) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (<em>M</em> = 4.37, <em>SD</em> = 0.40) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.28, p &lt; .05) ผลการวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางในการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้เกิดทัศนคติที่ดีและมีทักษะในการให้คำแนะนำการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แก่มารดาหลังคลอดในชุมชน และช่วยสร้างความตั้งใจในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในชุมชน ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนให้ประสบความสำเร็จ</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/283453 ประสิทธิผลของมาตรการในการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่ได้รับการกำหนดสำหรับการรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขจากโควิด-19: กรณีศึกษาของโรงพยาบาลไป่ตง 2025-10-23T17:15:20+07:00 จือฟู เหว่ย s64584949004@ssru.ac.th สมชาย บวรกิตติ s64584949004@ssru.ac.th ศริศักดิ์ สุนทรไชย s64584949004@ssru.ac.th เจียนเพ็ง ยู s64584949004@ssru.ac.th <p>การแพร่ระบาดของ COVID-19 ก่อให้เกิดปัญหาในวงกว้างแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนต่อระบบสุขภาพทั่วโลก ‎โดยโรงพยาบาลที่กำหนดให้รับผู้ป่วยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการรักษา แต่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงของการติดเชื้อในโรงพยาบาล ‎มาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ (IPC) ที่มีประสิทธิผลมีความจำเป็นแต่ยังขาดการบันทึกอย่างเพียงพอในบริบทฉุกเฉิน</p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจมาตรการ IPC ‎ที่มีประสิทธิผลซึ่งดำเนินการในโรงพยาบาลที่กำหนดระหว่างภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ‎โดยใช้โรงพยาบาลไป่ตงในประเทศจีนเป็นกรณีศึกษา ใช้แนวทางการศึกษากรณีศึกษาเชิงคุณภาพ ผสมผสานการวิเคราะห์เอกสาร การให้คำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ IPC จำนวน 15 ‎คน และการสำรวจภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารนโยบาย บันทึกสถาบัน และการสังเกตโดยตรงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-‎พฤษภาคม 2565 ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อตรวจสอบกลยุทธ์การดำเนินงาน โดยมีแนวทางจากวงจร PDCA (Plan-Do-‎Check-Act) และกรอบ Fishbone Diagram โรงพยาบาลไป่ตงรักษาผู้ป่วยยืนยัน COVID-19 จำนวน 206 รายตลอด 69 วันได้สำเร็จ ‎โดยบรรลุผลการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์เป็นศูนย์ การเสียชีวิตของผู้ป่วยเป็นศูนย์ และการแพร่กระจายสู่ชุมชนเป็นศูนย์ ‎องค์ประกอบหลัก 6 ประการที่มีส่วนต่อผลลัพธ์เหล่านี้ ได้แก่ (1) โครงสร้างองค์กร IPC หลายระดับพร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ (2) ‎การออกแบบสภาพแวดล้อมตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ระบบการแบ่งเขตอย่างเข้มงวด (3) ‎การจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างครอบคลุมด้วยการปฏิบัติตามการฝึกอบรม 100% (4) ‎การจัดสรรทรัพยากรวัสดุอย่างเพียงพอพร้อมการตรวจสอบอัจฉริยะ (5) กลไกสถาบันที่แข็งแกร่งรวม 46 ระเบียบปฏิบัติ และ (6) ‎การเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบด้วยการตรวจ nucleic acid รายวัน IPC ที่มีประสิทธิผลในโรงพยาบาลที่กำหนดต้องการระบบบูรณาการที่ครอบคลุมโครงสร้างองค์กร โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ‎ความสามารถของบุคลากร ทรัพยากรวัสดุ กลไกสถาบัน และการเฝ้าระวัง อย่างไรก็ตาม ‎การถ่ายทอดแบบจำลองนี้มีข้อจำกัดจากบริบทการปกครองแบบรวมศูนย์ของจีนและความต้องการทรัพยากรที่เข้มข้น</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/285469 พฤติกรรมและความตั้งใจในการเข้าพักซ้ำของผู้ใช้บริการโรงแรมระดับ 4–5 ดาว ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลตะวันตก 2026-01-19T16:27:08+07:00 ชนิษฐา ใจเป็ง peeup@hotmail.com ปานแพร เชาวน์ประยูร อุดมรักษาทรัพย์ peeup@hotmail.com นิมิต ซุ่นสั้น peeup@hotmail.com เฉลิมชัย ปัญญาดี peeup@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความตั้งใจในการเข้าพักซ้ำของผู้ใช้บริการโรงแรมระดับ 4–5 ดาว ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลตะวันตก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 428 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อ และมีพฤติกรรมการเข้าพักเพื่อการท่องเที่ยวและพักผ่อนในช่วงวันหยุด โดยนิยมเข้าพักระยะสั้นและจองผ่านตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์ ในด้านการรับรู้ พบว่า ผู้ใช้บริการมีการรับรู้ต่อคุณภาพการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.70, <em>SD </em>= 0.53) การรับรู้ด้านคุณค่าอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.74, <em>SD</em> = 0.45) และการรับรู้ด้านราคาอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.81,<em> SD </em>= 0.40) ขณะที่ความตั้งใจในการเข้าพักซ้ำโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (<em>M</em> = 4.88, <em>SD</em> = 0.33) โดยเฉพาะในด้านความเชื่อมั่น ความภักดี และการบอกต่อ ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ใช้บริการโรงแรมระดับ 4–5 ดาว ในพื้นที่ดังกล่าวให้ความสำคัญกับคุณค่าโดยรวมของประสบการณ์และความสมเหตุสมผลของราคา ควบคู่กับคุณภาพการให้บริการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความตั้งใจในการเข้าพักซ้ำในระดับสูงมาก โดยเฉพาะในบริบทของแหล่งท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนที่เน้นประสบการณ์แบบองค์รวม ทั้งนี้ ผลการวิจัยมีส่วนช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจโรงแรมระดับสูง และสามารถใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนากลยุทธ์เพื่อรักษาฐานลูกค้าและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมในระยะยาว</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/285421 ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ที่มีความเสี่ยงข้อเข่าเสื่อม ในชุมชนนำร่องเขตเมือง 2026-01-17T21:31:46+07:00 เลิศศิลป เอี่ยมพงษ์ lertsilapa@nmu.ac.th สุรินทร์รัตน์ บัวเร่งเทียนทอง surinrat.bau@nmu.ac.th อิทธิวัฒน์ อ่อนกลิ่น surinrat.bau@nmu.ac.th <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มโดยวัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ที่มีความเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในชุมชนนำร่องเขตเมือง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป สุ่มจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จำนวน 40 คน และถูกสุ่มจัดเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ที่มีความเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในชุมชน ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่อ ใช้เวลา 7 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม (Oxford knee score) แบบประเมินความรอบรู้ในการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม และแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ แบบประเมินความรอบรู้ในการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม ได้ค่าความตรงของคูเดอร์ริชาร์ดสัน เท่ากับ .72 และแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .99 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ Independent t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม และ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ และค่ามัธยฐานความรอบรู้ในการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 6.860, -3.539; p&lt;.001 และ t = 3.286, -4.078; p&lt;.002) ตามลำดับ ดังนั้น โปรแกรมดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองและป้องกันภาวะข้อเข่าเสื่อมในกลุ่มวัยก่อนสูงอายุในชุมชนได้</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน