https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/issue/feed
วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน
2026-08-29T11:40:16+07:00
Asst.prof. Apinun Untaweesin, Ph.D.
cutjournal@christian.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย (Research Articles) และบทความวิชาการ (Academic Articles) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งสหสาขาวิชา ด้านการบริหารจัดการ การบัญชี และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/282625
การพัฒนาเทคโนโลยีมัลติแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจำหน่ายสินค้าเกษตร
2025-09-21T21:54:40+07:00
นิพนธ์ คำแตง
nipon.kt@kru.ac.th
ธีรเดช เทวาภินันท์
teeradet@kru.ac.th
ลัดดาวัลย์ จําปา
teeradet@kru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ความต้องการ และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี มัลติแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจำหน่ายสินค้าเกษตรในจังหวัดกาญจนบุรี พัฒนาเทคโนโลยี มัลติแพลตฟอร์ม และประเมินประสิทธิผลของเทคโนโลยีดังกล่าว การวิจัยดำเนินการเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสนทนากลุ่มจากกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกร นักศึกษา และผู้บริโภค รวมจำนวน 30 คน ผลการศึกษา พบว่าทั้งสามกลุ่มมีปัญหา พฤติกรรม และความต้องการที่แตกต่างกัน โดยเกษตรกรต้องการแพลตฟอร์มกลางสำหรับการขาย การขนส่ง และการชำระเงิน นักศึกษาต้องการระบบติดตามสินค้าและการใช้งานที่สะดวก ส่วนผู้บริโภคต้องการระบบเปรียบเทียบราคา ข้อมูลผู้ขาย และอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาเทคโนโลยีมัลติแพลตฟอร์มโดยใช้เทคโนโลยีเว็บสมัยใหม่ ได้แก่ React สำหรับการพัฒนาส่วนติดต่อผู้ใช้ และ Node.js สำหรับการประมวลผลฝั่งเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน ประเมินประสิทธิภาพของระบบใน 6 ด้าน ผลการประเมินพบว่าค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 4.41 (SD = 0.72) อยู่ในระดับประสิทธิภาพมากที่สุด และมีการทดลองใช้งานระบบจำนวน 3 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของผู้ใช้และระบบอย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานจำนวน 385 คน ครอบคลุมด้านการออกแบบและกระบวนการทำงาน ผลการประเมินพบว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.31 (SD = 0.65) อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาเทคโนโลยีมัลติแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจำหน่ายสินค้าเกษตรในพื้นที่อื่นต่อไป</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281382
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนใน ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
2025-07-31T18:17:34+07:00
ณัฐปภัสร์ เจียรภักษ์ดี
winya.su@ptu.ac.th
วิญญา สุมาวัน
winyasumawan1963@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่มีทะเบียนบ้านในตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 330 คน ได้จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Daniel และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. 1ฟ. 1น. ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.89 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.78 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (<em>M </em>= 3.09, <em>SD</em> = 1.02) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการสื่อสาร (<em>M</em> = 3.41) รองลงมาคือ ด้านการตัดสินใจ (<em>M </em>= 3.32) และด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (<em>M </em>= 3.31) พฤติกรรมสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับพอใช้ (<em>M</em> = 2.07, <em>SD</em> = 1.07) โดยพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<em>M</em> = 3.49) รองลงมาคือ พฤติกรรมด้านการไม่สูบบุหรี่ (<em>M</em> = 3.32) และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร (<em>M</em> = 3.31) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพทุกด้าน ได้แก่ ด้านการเข้าถึงข้อมูล ด้านการเข้าใจข้อมูล ด้านการสื่อสาร ด้านการตัดสินใจ ด้านการประเมินข้อมูล และด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P< 0.01) โดยด้านการเข้าใจข้อมูลสุขภาพมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.65)</p> <p> การนำไปใช้ประโยชน์ หน่วยงานสาธารณสุขควรส่งเสริมและพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพควบคู่กับการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนรอบด้านอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/283972
ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพ สภาวะสุขภาพจิต และภาวะการรู้คิดบกพร่อง ในผู้สูงอายุในชุมชนสามพราน จังหวัดนครปฐม
2025-11-15T16:49:59+07:00
พรทิพย์ จอกกระจาย
porntipjokk@gmail.com
จุฑารัตน์ ผู้พิทักษ์กุล
poopitukkul@gmail.com
นงพิมล นิมิตรอานันท์
nongpimoln@christian.ac.th
พรพรหม สุวรรณะ
poopitukkul@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพ สภาวะสุขภาพจิต และภาวะการรู้คิดบกพร่องของผู้สูงอายุในชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ประชากรศึกษาเป็นผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับการประเมินคัดกรองภาวะการรู้คิดบกพร่อง เก็บข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 ผู้วิจัยทำการสุ่มแบบง่ายได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 110 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ แบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอายุ และแบบประเมินภาวะพุทธิปัญญา เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (CVI=1) และมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ 0.764-0.867 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบ ความชุกภาวะการรู้คิดบกพร่อง ร้อยละ 76.36 เมื่อจำแนกรายด้านและเรียงลำดับคะแนนจากมากไปน้อย พบความบกพร่องด้านมิติสัมพันธ์มากที่สุด (ร้อยละ 91.80) รองลงมาคือ การพูดทวนประโยค (ร้อยละ 88.20) การพูดทวนคำ (ร้อยละ 84.50) ความตั้งใจ (ร้อยละ 71.80) ตามลำดับ พฤติกรรมการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์ทางลบกับสภาวะสุขภาพจิต (r=-0.203, p=0.033) พฤติกรรมการออกกำลังกายมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสภาวะสุขภาพจิต (r=0.230, p=0.016) สภาวะสุขภาพจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะการรู้คิด โดยคะแนนสุขภาพจิตที่ต่ำซึ่งสะท้อนถึงความผิดปกติที่มากขึ้นนั้น สัมพันธ์กับคะแนนการรู้คิดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.263; p-value=.005) จากผลการศึกษาพยาบาลวิชาชีพและทีมสุขภาพปฐมภูมิสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องในระยะแรก เพื่อลดความรุนแรงของปัญหาภาวะสมองเสื่อมในชุมชน</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/284626
การพัฒนารูปแบบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ของเกษตรกร เขตสุขภาพที่ 7
2025-12-16T12:27:57+07:00
พรชัย สินเจริญโภไคย
pornchai.s@dmsc.mail.go.th
ฐาวรี ขันสำโรง
pornchai.sinc@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของเกษตรกรเขตสุขภาพที่ 7 ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ในกลุ่มตัวอย่าง 372 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของเกษตรกร และระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2568 โดยใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า เกษตรกรในเขตสุขภาพที่ 7 ส่วนใหญ่มีความรอบรู้สุขภาพในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับน้อย รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่ (1) กิจกรรมให้ความรู้เรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูพืชด้วยรูปแบบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บเพจ (2) กิจกรรมเสริมทักษะการใช้โปรแกรมข้อมูลสารเคมีกำจัดศัตรูพืชผ่านมือถือ/คอมพิวเตอร์ และ (3) กิจกรรมฝึกใช้โปรแกรมข้อมูลสารเคมีกำจัดศัตรูพืชผ่านมือถือ/คอมพิวเตอร์ ผลการทดลองในระยะที่ 3 พบว่า หลังการใช้รูปแบบ กลุ่มทดลองมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทัศนคติ และพฤติกรรมป้องกันการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบและสูงกว่ากลุ่มควบคุมทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปประยุกต์ใช้ ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีพฤติกรรมในการป้องกันการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืนสืบไป</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/283474
แนวโน้มและการคาดการณ์โรคหลอดเลือดโป่งพองในประเทศไทย (พ.ศ. 2533-2578): ปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบด้านสาธารณสุข
2025-10-24T11:25:45+07:00
ชิวหนิง หลิน
vviwork989@163.com
ศริศักดิ์ สุนทรไชย
s64584949008@ssru.ac.th
ศุภลักษณ์ ฟักคำ
s64584949008@ssru.ac.th
เสี่ยวเฉียง ชิว
s64584949008@ssru.ac.th
<p>โรคหลอดเลือดโป่งพอง (Aortic Aneurysm; AA) ยังคงเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างมากในผู้สูงอายุ โดยข้อมูลเชิงประจักษ์จากประเทศไทยในปัจจุบันยังมีน้อย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินภาระโรคหลอดเลือดโป่งพอง ของประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลระดับนานาชาติ และเปรียบเทียบแนวโน้มการเสียชีวิตและภาระโรคกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลกพร้อมทั้งคาดการณ์แนวโน้มการเสียชีวิตในอนาคต ในการดำเนินการวิจัยนั้น ใช้ข้อมูลจากโครงการ Global Burden of Disease (GBD) ปี 2021 เพื่อคำนวณจำนวนการเสียชีวิต อัตราการเสียชีวิตมาตรฐานอายุ (ASMR) และอัตราปีสุขภาวะสูญเสียมาตรฐานอายุ (ASDR) ของประเทศไทยในช่วงปีพ.ศ. 2533–2564 (1990–2021) รวมทั้งประเมินภาระโรคที่สัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตซิสโตลิกสูง ค่าดัชนีมวลกายสูง การบริโภคโซเดียม และสารตะกั่ว นอกจากนี้ได้ใช้แบบจำลองอายุ ช่วงเวลา กลุ่มประชากรตามรุ่น โดยเชิงเบย์เซียน (Bayesian Age–Period–Cohort: BAPC) เพื่อคาดการณ์อัตราการเสียชีวิตจนถึงปีพ.ศ. 2578 (2035) ผลการวิจัยพบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจาก AA ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 290.47 (จาก 546 รายในปี 2533 เป็น 2,134 รายในปี 2564) ค่า ASMR มีเสถียรภาพ (–0.50%) ในขณะที่ ASDR เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.92 ผู้ชายมีค่า ASMR และ ASDR สูงกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ ≥75 ปี ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการสูบบุหรี่และความดันโลหิตซิสโตลิกสูง การคาดการณ์ด้วยแบบจำลอง BAPC ชี้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มจาก 1,465.8 ราย (95% CI: 1,339.6–1,592.0) ในปี 2566 เป็น 1,567.6 ราย (95% CI: 1,268.8–1,866.4) ในปี 2578 แม้อัตราการเสียชีวิตมาตรฐานอายุจาก AA คงที่ แต่จำนวนการเสียชีวิตรวมและค่า ASDR ในประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นการเข้าสู่สังคมสูงอายุและการคงอยู่ของปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ การดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมการสูบบุหรี่และการจัดการความดันโลหิตจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดภาระโรคในอนาคต</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/285485
ผลกระทบของการบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลต่อผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน: หลักฐานเชิงประจักษ์จากธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งในประเทศไทย
2026-01-20T10:34:59+07:00
รัฐวุฒิ เจาลา
rattawut.ch@gmail.com
เพ็ญพักตร์ รัตนงาม
Penpuk@npu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ศึกษาผลของการบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลที่มีต่อผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ อย่างยั่งยืนในธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่ง โดยมุ่งเน้นบทบาทของความสามารถในการฟื้นตัวของซัพพลายเชน ความคล่องตัวของซัพพลายเชน และการสนับสนุนจากภาครัฐ แม้ว่างานวิจัยที่ผ่านมาได้ศึกษาการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในซัพพลายเชน แต่ยังมีข้อจำกัดในการอธิบายว่าการบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลช่วยยกระดับผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนผ่านความสามารถเชิงปรับตัวในบริบทของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้อย่างไร โดยอาศัยกรอบแนวคิดทฤษฎีความสามารถเชิงพลวัตและทฤษฎีการปรับตามสถานการณ์ ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมจากธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยจำนวน 112 แห่ง และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยแบบกำลังสองน้อยที่สุดร่วมกับวิธีบูตสแตรป ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสามารถในการฟื้นตัวของซัพพลายเชน (β = 0.857, p < .001) ความคล่องตัวของซัพพลายเชน (β = 0.741, p < .001) และผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน (β = 0.331, p < .01) นอกจากนี้ ความสามารถในการฟื้นตัวของซัพพลายเชน (β = 0.275, p < .001) และความคล่องตัวของซัพพลายเชน (β = 0.282, p < .001) ยังส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนอีกด้วย ผลการศึกษายังสะท้อนให้เห็นว่า ความสามารถในการฟื้นตัวและความคล่องตัวของซัพพลายเชนมีบทบาทร่วมกันในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการบูรณาการซัพพลายเชนดิจิทัลกับผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน แม้ว่าการสนับสนุนจากภาครัฐจะไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อผลการดำเนินงาน แต่กลับช่วยเสริมความสัมพันธ์ระหว่างการบูรณาการดิจิทัลกับผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน (β = 0.094, p < .05) ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยขยายองค์ความรู้ของทฤษฎีความสามารถเชิงพลวัต และนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับการยกระดับความยั่งยืนของซัพพลายเชนในภาคธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่ง</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยคริสเตียน