https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/issue/feed
วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน
2025-12-20T13:52:37+07:00
Asst.prof. Apinun Untaweesin, Ph.D.
cutjournal@christian.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย (Research Articles) และบทความวิชาการ (Academic Articles) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งสหสาขาวิชา ด้านการบริหารจัดการ การบัญชี และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/282512
การจัดการความสุขในองค์กรยุคการเปลี่ยนแปลง
2025-09-16T14:14:41+07:00
สุภัสสรา วิภากูล
kittipongt@christian.ac.th
กิตติพงษ์ ตระกูลโชคอำนวย
kittipongt@christian.ac.th
ธัญญรัตน์ หวานแท้
kittipongt@christian.ac.th
<p>บทความวิชาการเรื่อง การจัดการความสุขในองค์กรยุคการเปลี่ยนแปลง เป็นการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการจัดการความสุข เอกลักษณ์ของสถานที่ทำงานและการจัดการองค์กรแห่งความสุข (Happy workplace) เป็นข้อมูลและแนวทางการสร้างความสุขในองค์กรเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการใช้แนวคิดการจัดการองค์กรแห่งความสุข (Happy workplace) 8 ประการ และแนวคิดขององค์การอนามัยโลก (WHO: Healthy workplace framework) ในการสร้างเสริมสุขภาวะในที่ทำงานตามความเหมาะสมแต่ละองค์กรในการดำเนินชีวิตแบบวิถีชีวิตใหม่ หรือความปกติใหม่ (New Normal) เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดในสังคมบนความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผลิกผันทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ทั่วโลกได้รับอย่างรุนแรงนั้น การพัฒนาและพื้นฟูองค์กรให้ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ล้วนเป็นความท้าทายของผู้บริหาร การผลักดันเพื่อสร้างความสุขในสถานที่ทำงานให้เป็นองค์กรแห่งความสุขต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน ปัจจัยด้านทรัพยากรบุคคลถือเป็นพลังในการขับเคลื่อนองค์กรสำคัญ ดังนั้นการจัดการความสุขในที่ทำงานนับเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารองค์กร เพราะความสุขในการทำงานก่อให้เกิดประโยชน์มากมายทั้งต่อตัวบุคคลและองค์กร ความสุขในการทำงานเป็นความรู้สึกทั้งด้านบวกและด้านลบของบุคคลที่มีต่อการทำงาน การวัดหรือประเมินความสุขในการทำงานวัดจากความพึงพอใจ ความสุข ความรักความผูกพันต่อองค์กร บรรยากาศในการทำงาน คุณภาพชีวิต เหล่านี้เป็นตัวชี้วัดความสุขในองค์กร การสร้างความสุขในสถานที่ทำงานให้มีความสุข มีความเป็นอยู่ที่ดีตามเอกลักษณ์และวัฒนธรรมองค์กรควรได้รับการจัดการที่ดีเพราะความสุขจะนำไปสู่เจริญก้าวหน้าขององค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
2025-12-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/279528
แนวทางการพัฒนาองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบสนองพฤติกรรม นักท่องเที่ยวสูงวัย: กรณีศึกษาอำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี
2025-05-14T12:52:39+07:00
สมลักษณ์ บุญณรงค์
somluk.b@fitm.kmutnb.ac.th
การุณย์ อินทวาส
karoon.i@fitm.kmutnb.ac.th
มณีรัตน์ สุขเกษม
maneerat.s@bas.kmutnb.ac.th
วงเดือน จันทร์พงษ์
wongduan.j@fitm.kmutnb.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาข้อมูลเชิงสุขภาพและพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสูงวัยในเขตอำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (2) ศึกษาความต้องการองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสูงวัย และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมและความต้องการดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวสูงวัยชาวไทย อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) นักท่องเที่ยวสูงวัยมีโรคประจำตัวร้อยละ 48.10 โดยมากเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ส่วนใหญ่มองว่าไม่เป็นอุปสรรคในการท่องเที่ยว มีพฤติกรรมเลือกการท่องเที่ยวรูปแบบภูเขาและชมธรรมชาติมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 28.50 และนิยมเลือกที่พักแบบโรงแรมและรีสอร์ทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 50.00 (2) ความต้องการองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านกิจกรรม (M = 4.50) รองลงมาคือ ด้านการให้บริการ (M = 4.41) และด้านที่พัก (M = 4.36) และ (3) แนวทางการพัฒนาองค์ประกอบ ได้แก่ การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกทางสุขภาพ การออกแบบพื้นที่ตามแนวคิดอารยสถาปัตยกรรม และการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับสมรรถภาพของผู้สูงวัย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้รองรับสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/279933
การพัฒนาการจัดการด้านโลจิสติกส์สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อในเขตพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 7
2025-05-29T14:18:16+07:00
สุปรีชญา บุญมาก
supreechaya@webmail.npru.ac.th
ณัฐวรรณ สมรรคจันทร์
nathawans@webmail.npru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการด้านโลจิสติกส์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อในเขตพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 7 2) เพื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อในเขตพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 7 และ 3) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการด้านโลจิสติกส์สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อในเขตพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 7 โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อในเขตพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 7 จำนวน 400 ราย สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ประธานเครือข่ายและตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ รวมทั้งสิ้น 9 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเจาะจงโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับผลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการโลจิสติกส์ขาเข้าและขาออกของเกษตรกรในภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 3.97 และ 3.75 ตามลำดับ ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ระดับการศึกษา จำนวนแรงงาน พื้นที่เลี้ยงแพะเนื้อ (พื้นที่ตัวเอง) และจำนวนแพะเนื้อ มีอิทธิพลต่อการจัดการด้านโลจิสติกส์ของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ และการจัดการโลจิสติกส์ขาเข้าในด้านการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ การบรรจุภัณฑ์วัตถุดิบ และการจัดการคลังวัตถุดิบ มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการจัดการโลจิสติกส์ขาออกสามารถทำนายการผันแปรได้ร้อยละ 70.50 2) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ พบว่าจุดแข็ง คือ แพะขยายพันธุ์เร็ว ใช้ต้นทุนน้อย จุดอ่อน คือ เกษตรกรขาดทักษะการจัดการฟาร์มเชิงธุรกิจและการเข้าถึงเทคโนโลยี โอกาส คือ ความต้องการบริโภคเนื้อแพะเพิ่มขึ้น และอุปสรรค คือ ต้นทุนอาหารสัตว์และข้อจำกัดทางกฎหมายเคลื่อนย้ายสัตว์ และ 3) จัดทำข้อเสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการด้านโลจิสติกส์สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อในเขตพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 7 โดยการกำหนดกลยุทธ์ด้วยทาวซ์เมททริกซ์ จำนวน 16 กลยุทธ์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อในเขตพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 7 ให้มีทักษะ การจัดการด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและรองรับการขยายตลาดแพะเนื้อในอนาคต</p>
2025-12-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/280283
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันโรคของผู้สูงอายุที่มีภาวะก่อนเบาหวาน
2025-06-16T08:15:22+07:00
สุภาสินี รัตตินทิวานนท์
supasinee.ng@gmail.com
นงพิมล นิมิตรอานันท์
drnongpimol999@gmail.com
ศศิธร รุจนเวช
drnongpimol999@gmail.com
<p>การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มเปรียบเทียบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคและผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะก่อนเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีระดับน้ำตาลในเลือด (หลังงดอาหาร) ระหว่าง 100–125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มละ 23 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ KR-20 เท่ากับ 0.71 แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.71 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติที ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรค และระดับน้ำตาลในเลือดดีกว่าก่อนทดลอง และดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงควรพิจารณาการประยุกต์โปรแกรมการทดลองในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ เน้นการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับการเรียนรู้ที่บ้านผ่านโทรศัพท์แบบพกพา ซึ่งผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับวิถีชุมชน อันจะนำไปสู่การป้องกันการเกิดผู้ป่วยโรคเบาหวานรายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/280222
การพัฒนาผลิตภัณฑ์พุดดิ้งใบเตยเพื่อสุขภาพ ด้วยการใช้ซูคราโลส เป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลทราย
2025-06-12T15:15:24+07:00
กฤษณธร สาเอี่ยม
kitsanatorn.sa@ssru.ac.th
ปัทมา หิรัญโญภาส
patthama.hi@ssru.ac.th
จิราพร วีณุตตรานนท์
jiraporn.we@ssru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ลอดช่องไทยสู่การเป็นพุดดิ้งใบเตย และใช้ซูคราโลสเป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลทราย เพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ขนมหวานต้นแบบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย เมื่อศึกษาชนิดและปริมาณของสารที่ทำให้เกิดเจล ประกอบด้วยเจลาติน และแคปปา-คาร์ราจีแนน ได้แก่ ร้อยละ 1.50 และ 2.00 w/w และการใช้เจลาตินร่วมกับแคปปา-คาร์ราจีแนนอย่างละ ร้อยละ 1.00 w/w พบว่าการใช้เจลาตินร่วมกับแคปปา-คาร์ราจีแนนอย่างละ ร้อยละ 1.00 w/w ทำให้ผลิตภัณฑ์พุดดิ้งมีคุณภาพทางกายภาพที่ดี คะแนนความชอบอยู่ในช่วง 7.14-7.80 ระดับชอบปานกลางถึงชอบมาก เมื่อศึกษาปริมาณการใช้สารซูคราโลสทดแทนน้ำตาลทราย (ร้อยละ 25, 50, 75 และ 100 ของปริมาณน้ำตาลทรายที่ใช้ในสูตร) ในพุดดิ้งใบเตย พบว่าปริมาณการใช้ซูคราโลส ร้อยละ 50 ของปริมาณน้ำตาลทรายที่ใช้ในสูตร อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ของผู้บริโภคที่มีต่อคุณภาพทางเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้ ประกอบด้วยปริมาณโปรตีน ไขมัน เถ้า คาร์โบไฮเดรต และเส้นใยอาหาร มีค่าเท่ากับ 4.08, 9.29, 0.29, 13.98 และ 0.08 กรัมต่อ 100 กรัม ตามลำดับ โดยการลดปริมาณน้ำตาลทราย ส่งผลให้พลังงานทั้งหมด (Total energy) และพลังงานจากไขมัน (Energy from fat) ลดลง 1.14 และ 1.17 เท่า ตามลำดับ เมื่อศึกษาอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ พบว่าคุณภาพทางจุลินทรีย์เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ่์ชุมชนเยลลี่อ่อน (มผช. 519/2547) สามารถเก็บรักษาในตู้เย็น (4.00±2.00 องศาเซลเซียส) เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 7 วัน ผลิตภัณฑ์ต้นแบบนี้จึงมีศักยภาพในการยกระดับขนมไทยให้อยู่ในรูปแบบที่ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสุขภาพของผู้บริโภคในปัจจุบัน</p>
2025-12-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/280610
โมเดลความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถด้านนวัตกรรม และผลการดำเนินงานของบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทย
2025-06-28T06:18:24+07:00
ชัยรัตน์ ไกรรอด
chairat.kr@ergo.co.th
ชิษณุพงศ์ ทองพวง
chairatkrairod@gmail.com
ปภากร สุวรรณธาดา
chairatkrairod@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถด้านนวัตกรรม และผลการดำเนินงานของบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารบริษัทประกันวินาศภัยจำนวน 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถด้านนวัตกรรม และผลการดำเนินงานของบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทย มีค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟา เท่ากับ 0.94 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เส้นทาง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถด้านนวัตกรรม และผลการดำเนินงานของบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทยมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²/df = 1.15, GFI = 0.98, AGFI = 0.96, RMSEA = 0.02, RMR = 0.01, CFI = 0.99, p-value = 0.25) ผลการวิเคราะห์เส้นทางพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงส่งผลโดยตรงต่อผลการดำเนินงาน (β = 0.42, p < 0.05) ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถด้านนวัตกรรม (β = 0.68, p < 0.01) ความสามารถด้านนวัตกรรมส่งผลโดยตรงต่อผลการดำเนินงาน (β = 0.50, p < 0.05) และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงส่งผลทางอ้อมต่อผลการดำเนินงาน โดยผ่านความสามารถด้านนวัตกรรม (β = 0.76, p < 0.05) จากผลการวิจัย ผู้วิจัยเสนอแนะว่าควรพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมศักยภาพด้านนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลการดำเนินงานของบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทย</p>
2025-12-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/280087
ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างการรับรู้คุณค่าแบรนด์ ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้าในตลาดอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้กรอบการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
2025-06-05T20:26:23+07:00
สุพาพร ศิริผึ้ง
orange1_honey1998@hotmail.com
อดิศัย สุทธิคีรี
supaporn.siriphueng@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างการรับรู้คุณค่าแบรนด์ ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้าในตลาดอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้กรอบการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กร 2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างการรับรู้คุณค่าแบรนด์ ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้าในตลาดอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้กรอบการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ที่เคยทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัลจำนวน 400 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience sampling) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ดัชนีวัดระดับความกลมกลืน GFI และ AGFI มีค่าเท่ากับ 0.96 และ 0.93 ตามลำดับ ซึ่งเป็นค่าที่สูงกว่า 0.82 และเข้าใกล้ 0.79 และค่า RMSEA เท่ากับ 0.013 ซึ่งน้อยกว่า 0.086 การจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กร มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้คุณค่าแบรนด์ แต่ไม่ส่งผลโดยตรงต่อ ความพึงพอใจ และ ความภักดีของลูกค้า การรับรู้คุณค่าแบรนด์ ส่งผลในเชิงบวกและมีนัยสำคัญต่อทั้ง ความพึงพอใจ และ ความภักดี ความพึงพอใจของลูกค้า เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงที่สุดต่อ ความภักดีของลูกค้า ผลการวิเคราะห์นี้สนับสนุนโมเดลแนวคิดเชิงกลยุทธ์ ที่เน้นว่า ความสามารถขององค์กรในการสร้างคุณค่าผ่านแบรนด์ และ ประสบการณ์ของลูกค้า จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล โดยผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้พัฒนากรอบการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัลจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
2025-12-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/279370
การส่งเสริมสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุด้วยการออกกำลังกายโดยใช้ยางยืดใน ตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมือง จังหวัดตาก
2025-05-08T13:04:29+07:00
เทวฤทธิ์ ละมูล
chamsai111@hotmail.com
รัฐพล ภุมรินทร์พงศ์
Chamsai111@hotmail.com
แจ่มใส จันทร์กลาง
Chamsai111@hotmail.com
<p>การวิจัยเชิงกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ (1) พัฒนารูปแบบการออกกำลังกายด้วยยางยืดที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมือง จังหวัดตาก และ (2) เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้รูปแบบดังกล่าวต่อสมรรถภาพทางกายและตัวชี้วัดสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่คัดเลือกแบบเจาะจง 30 คน เข้าร่วมโปรแกรมยางยืด 12 ท่า ความหนักช้า–ปานกลาง ครั้งละ 20–25 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ เก็บข้อมูลองค์ประกอบร่างกาย (น้ำหนัก รอบเอว BMI) ตัวชี้วัดหัวใจ–หลอดเลือด (ชีพจรพัก ความดันโลหิต) และสมรรถภาพทางกาย (แตะมือด้านหลัง ยืน–นั่ง 30 วินาที เดินเร็วอ้อมหลัก ยืนยกเข่า 2 นาที) วิเคราะห์ด้วยสถิติ Paired t-test กำหนดนัยสำคัญ p≤.05 ผลการวิจัยพบว่าตัวชี้วัดส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ น้ำหนักลดลงเฉลี่ย 0.9 กก. (p=.004) รอบเอวลดลง 4.0 ซม. (p<.001) ความยืดหยุ่นช่วงไหล่–หลังดีขึ้นจากแบบทดสอบแตะมือด้านหลัง (ขวา −11.7→−9.1 ซม.; p<.001 และซ้าย −16.7→−13.4 ซม.; p<.001) ความแข็งแรง–ทนทานของกล้ามเนื้อส่วนล่างเพิ่มขึ้น (ยืน–นั่ง 30 วินาที 14.5→20.1 ครั้ง; p<.001) ความคล่องตัวดีขึ้น (เดินเร็วอ้อมหลัก 15.48→13.05 วินาที; p<.001) และความทนทานทางกายระดับย่อยเพิ่มขึ้น (ยืนยกเข่า 2 นาที 156.2→205.3 ครั้ง; p<.001) ขณะที่ BMI ลดลงเล็กน้อย (−0.29 กก./ม²; p=.075) ชีพจรพักและความดันซิสโตลิกลดลงเล็กน้อยแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.335, .165) และความดันไดแอสโตลิกมีแนวโน้มเพิ่ม (p=.055) สรุปได้ว่าโปรแกรมยางยืด 12 สัปดาห์ช่วยยกระดับสมรรถภาพเชิงหน้าที่ของผู้สูงอายุอย่างชัดเจน พร้อมแนวโน้มที่ดีต่อองค์ประกอบร่างกาย ผลด้านหัวใจ–หลอดเลือดยังไม่เด่นชัด จึงควรพิจารณาเพิ่มระยะเวลา/องค์ประกอบแอโรบิกและติดตามความดันไดแอสโตลิกในระยะยาว ข้อจำกัดคือขนาดตัวอย่างน้อยและการคัดเลือกแบบเจาะจงซึ่งจำกัดการอ้างอิงเชิงประชากร โดยงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน และควรต่อยอดศึกษาระยะยาวโดยเพิ่มองค์ประกอบการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพื่อพัฒนาในมิติสรีรวิทยาอย่างครอบคลุม</p>
2025-12-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/281684
พฤติกรรมการดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการนำ ที่ทำให้กลับมารักษาซ้ำในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
2025-08-14T09:41:36+07:00
ศากุล ช่างไม้
schangmai@hotmail.com
สลักจิต สุวรรณศรีสาคร
sakulc@christian.ac.th
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการนำที่ทำให้ผู้ป่วยกลับมารักษาซ้ำ ณ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่กลับมารักษาซ้ำจำนวน 50 ราย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566–เมษายน พ.ศ. 2567 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน และแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วย ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.89 และค่าความเชื่อมั่นของครอนบาคอัลฟาเท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และทดสอบ Chi-square, Fisher’s Exact ANOVA และ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 78) อายุมากกว่า 60 ปี (ร้อยละ 74) อาการนำที่สำคัญคือเหนื่อยหอบ (ร้อยละ 54) และเจ็บหน้าอก (ร้อยละ 32) ผลตรวจเลือดพบความผิดปกติของค่า Creatinine (ร้อยละ 60) eGFR (ร้อยละ 80) NT-proBNP (ร้อยละ 88.89) และ Troponin T ครั้งที่ 1 (ร้อยละ 87.09) และครั้งที่ 2 (ร้อยละ 96.42) พฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 38.56 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 12.36) โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ผลการวิจัย ไม่พบความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยพื้นฐาน หรือพฤติกรรมการดูแลตนเองกับลักษณะอาการนำ</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมีพฤติกรรมการดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยระดับปานกลางและขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ข้อเสนอแนะคือควรพัฒนาการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยเชิงรุก เน้นส่งเสริมการออกกำลังกาย เฝ้าระวังภาวะของกลุ่มอาการหัวใจและไต และจัดทำโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมดูแลตนเองตามบริบทผู้ป่วย โดยเน้นการจัดการกับอาการเหนื่อยหอบทั้งการประเมินและตัดสินใจที่เหมาะสม</p>
2025-12-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/278815
ประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลที่เข้าร่วมโปรแกรมการจำลองสถานการณ์ แบบผสมผสานเรื่องสมรรถนะการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล: การวิจัยเชิงคุณภาพ
2025-04-16T15:41:45+07:00
อรุณรัตน์ พรมมา
arunrat@unc.ac.th
สืบตระกูล ตันตลานุกุล
seubtrakul@unc.ac.th
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลที่เข้าร่วมโปรแกรมการจำลองสถานการณ์แบบผสมผสานเรื่องสมรรถนะการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล และ เพื่ออธิบายปัจจัยที่ส่งเสริมและเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาผ่านโปรแกรมดังกล่าว ผู้ให้ข้อมูลคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 จำนวน 30 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมการจำลองสถานการณ์แบบผสมผสานครบทุกกิจกรรม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ถึงเมษายน พ.ศ. 2568 ข้อมูลได้รับการวิเคราะห์ด้วย วิธีการวิเคราะห์เชิงธีม (Thematic analysis) ตามแนวทางของ Braun and Clarke (2006) และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้ การตรวจสอบแบบสามเส้า การตรวจสอบโดยผู้ให้ข้อมูล (Member checking) และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญ (Peer debriefing) ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามี ประสบการณ์การเรียนรู้หลัก 3 ธีมสำคัญ ได้แก่ 1) การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ซึ่งช่วยให้เกิดความมั่นใจและกล้าแสดงออก 2) ความสมจริงของสถานการณ์ที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติ ทำให้เข้าใจหลักการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและการใช้ยาอย่างถูกต้อง 3) การสะท้อนคิดที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกและการตัดสินใจทางคลินิก</p> <p> นอกจากนี้ยังพบ ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ ได้แก่ ความหลากหลายของสถานการณ์จำลอง การได้รับคำแนะนำแบบทันที และบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตร ในขณะที่ อุปสรรคต่อการเรียนรู้ ได้แก่ ความกังวลเมื่อต้องแสดงต่อหน้าผู้อื่น ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี และเวลาในการฝึกปฏิบัติที่จำกัด สรุปได้ว่า โปรแกรมการจำลองสถานการณ์แบบผสมผสานช่วยเสริมสร้าง การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential learning) ที่มีความหมายต่อผู้เรียน ช่วยพัฒนาทักษะทางคลินิก การตัดสินใจ และการใช้ยาอย่างปลอดภัย สถาบันการศึกษาพยาบาลควร บูรณาการการจำลองสถานการณ์แบบผสมผสานไว้ในหลักสูตร เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย</p>
2025-12-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยคริสเตียน