https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/issue/feed
วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ
2026-06-08T00:00:00+07:00
ผศ.ร.ต.ต.หญิง ดร.ปชาณัฎฐ์ นันไทยทวีกุล (Asst. Prof. Pol. Sub.Lt. Dr. Pachanut Nunthaitaweekul) และ ผศ.ดร. สุวิมล โรจนาวี (Asst. Prof Dr. Suwimon Rojnawee)
JNRIH@chula.ac.th
Open Journal Systems
<p data-start="218" data-end="677"><strong>วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ</strong> เป็นวารสารวิชาการแบบเปิด (Open Access) ที่ผ่านกระบวนการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิแบบปกปิดสองฝ่าย (Double-blind Peer Review) จัดพิมพ์โดยคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการด้านการพยาบาล นวัตกรรมทางสุขภาพ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาบทความบนพื้นฐานของความเป็นต้นฉบับ ความสำคัญทางวิชาการ ความน่าสนใจเชิงสหสาขาวิชา ความทันสมัย ความสามารถในการเข้าถึง และคุณภาพของข้อค้นพบ</p> <p data-start="679" data-end="923">บทความที่ส่งมาตีพิมพ์ต้องมีความถูกต้องตามหลักวิชาการและวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะบทความวิจัยต้องมีคำถามวิจัยที่ชัดเจน ใช้วิธีการวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะสม และดำเนินการตามมาตรฐานทางจริยธรรมและมาตรฐานวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในสาขาที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>ISSN </strong><strong>3056-9893 (Online)</strong></p> <p> </p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/275354
สมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางการบำบัดทดแทนไต: แนวทางการพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย
2025-11-01T13:56:38+07:00
ชลชญา บุญจันทร์ตรี
kanakwan0269@gmail.com
ณัฐชมนต์ วรพัฒน์วัชรกุล
natchamon.wor@mahidol.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้เป็นการสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับสมรรถนะของพยาบาลเฉพาะทางการบำบัดทดแทนไตและแนวทางการพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายโดยทบทวนวรรณกรรมและเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศรวมถึงแนวปฏิบัติทางคลินิกและมาตรฐานวิชาชีพพยาบาลเพื่อนำเสนอกรอบสมรรถนะหลักที่จำเป็นสำหรับพยาบาลเฉพาะทางในการให้การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตทั้ง3รูปแบบได้แก่การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง และการปลูกถ่ายไต <br />ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาพบว่าสมรรถนะหลักของพยาบาลเฉพาะทางการบำบัดทดแทนไตประกอบด้วย 9 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1)สมรรถนะด้านการปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก 2)สมรรถนะด้านเทคโนโลยีและทักษะการใช้เครื่องมือฟอกไต 3)สมรรถนะด้านการสอนและการให้คำปรึกษา 4)สมรรถนะด้านจริยธรรมและความเป็นมืออาชีพ 5)สมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีสาร 6)สมรรถนะด้านการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม 7)สมรรถนะด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ 8)สมรรถนะด้านคุณภาพและงานวิจัย 9) สมรรถนะด้านผู้นำและบริหารจัดการ<br />การพัฒนาคุณภาพการดูแลสามารถดำเนินการผ่าน4แนวทางหลักคือการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องผ่านการฝึกอบรมและการพัฒนาทางคลินิกการจัดทำและใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกที่เป็นมาตรฐานการพัฒนาระบบติดตามประเมินผลและตัวชี้วัดคุณภาพและการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ ลดภาวะแทรกซ้อน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p> <p>คำสำคัญ:โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย/การบำบัดทดแทนไต/สมรรถนะพยาบาล/คุณภาพการดูแล</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/279857
ปัญญาประดิษฐ์: พลิกโฉมบทบาทใหม่พยาบาลวิชาชีพ
2025-12-17T21:24:29+07:00
เสาวณีย์ เม่าทับ
6770097236@student.chula.ac.th
ชนัดดา จำปาพันธ์ุ
chanadda.jumpaphan@gmail.com
จิราพร ธิมาเกตุ
beer.jiraphorn@gmail.com
ฉัตรตราภรณ์ หวังสาและ
6770015836@student.chula.ac.th
นิรมล วงศ์ใหญ่
6770034736@student.chula.ac.th
วาสินี วิเศษฤทธิ์
Sasinee.w@chula.ac.th
<p style="font-weight: 400;">ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มิได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น แต่กำลังพลิกโฉมบทบาทของวิชาชีพพยาบาลอย่างรอบด้าน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อบทบาทของพยาบาลระดับปฏิบัติการขึ้นไปผ่านกรอบแนวคิด 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านการปฏิบัติงาน มิติด้านความสัมพันธ์และจริยธรรม และมิติด้าน อัตลักษณ์ทางวิชาชีพ <br />ผลการวิเคราะห์พบว่า มิติด้านการปฏิบัติงาน ปัญญาประดิษฐ์ปรับบทบาทพยาบาลจากผู้ปฏิบัติตามกระบวนการสู่ผู้วิเคราะห์และกำกับการใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกมิติด้านความสัมพันธ์และจริยธรรมแม้ปัญญาประดิษฐ์จะเพิ่มความแม่นยำในการประเมินและเฝ้าระวังภาวะสุขภาพแต่ยังมีข้อจำกัดในด้านความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งไม่สามารถทดแทนความเข้าอกเข้าใจ การสัมผัสและเอาใจใส่ต่อผู้ป่วยได้ สำหรับมิติด้านอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์นำไปสู่การปรับขอบเขตความเชี่ยวชาญของพยาบาลโดยจำเป็นต้องพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลและการคิดเชิงวิพากษ์ควบคู่กับการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง บทความนี้เสนอแนวคิดว่า พยาบาลควรเป็นผู้ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีวิจารณญาณ โดยยึดหลักแนวคิดการบูรณาการระหว่างศักยภาพมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับบทบาทของพยาบาลให้ สามารถคิด วิเคราะห์ และสร้างนวัตกรรมการดูแลที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและหัวใจของความเป็นมนุษย์ได้อย่างสมดุล</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/275320
บทบาทพยาบาลในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มเสี่ยงต่ำหลังได้รับการรักษาด้วยการถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ
2026-01-07T18:13:39+07:00
ดารา วงษ์กวน
dao.ccu@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์บทบาทของพยาบาลในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มเสี่ยงต่ำภายหลังได้รับการรักษาด้วยการถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากการปริแตกของคราบไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดการก่อตัวของลิ่มเลือดและการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ การรักษาด้วยการถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้สามารถเปิดหลอดเลือดหัวใจได้อย่างรวดเร็ว โดยมีระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนสามารถเปิดหลอดเลือดหัวใจได้ประมาณ 54 นาที ส่งผลให้ความรุนแรงของโรคลดลง ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว และมีระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลสั้นลง ผู้ป่วยบางรายจึงสามารถจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำและสามารถจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 48–72 ชั่วโมง พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระยะวิกฤตจนถึงระยะเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย โดยการพยาบาลสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การป้องกันภาวะแทรกซ้อนใน 24 ชั่วโมงแรก การฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงในช่วง 24–48 ชั่วโมง และการส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจอย่างต่อเนื่องในช่วง 48–72 ชั่วโมง การดำเนินบทบาทของพยาบาลในแต่ละระยะมีส่วนสำคัญในการลดภาวะแทรกซ้อนส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ และเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยลดการกลับเป็นซ้ำของโรคและส่งเสริมคุณภาพการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/276470
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่รับการรักษาในโรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่
2025-11-01T15:21:15+07:00
มณีวรรณ สุวรรณมณี
suwan.ma9@gmail.com
ศรีสุดา วิจะสิกะ
suwan.ma9@gmail.com
ทาริกา นิลประเสริฐ
suwan.ma9@gmail.com
กัญญดา ประจุศิลป
Gunyadar.P@chula.ac.th
นรลักขณ์ เอื้อกิจ
suwan.ma9@gmail.com
<p>วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่รับการรักษาในโรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่<br />แบบแผนงานวิจัย:การวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง <br />วิธีดำเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ทั้งเพศชายและเพศหญิงที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ศิครินทร์ หาดใหญ่ โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยและกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดทฤษฎีการปรับตนเองของ Leventhal & Johnson และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม จำนวน 12 ข้อ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent t-test <br />ผลการวิจัย:พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" />=7.32, SD=5.30) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" />=1.92, SD=4.39) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (p < .001) <br />สรุปผล:โปรแกรมการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยส่งผลให้ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มดีขึ้น ทั้งในการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มและก่อน-หลังการทดลอง จึงควรนำไปใช้เพื่อลดความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มในสถานพยาบาล</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/272967
ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กที่มีไข้สูงต่อความพึงพอใจของผู้ดูแล หอผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพมหานคร
2025-05-11T23:40:11+07:00
ธัญญพัทธ์ นิธิชัยพัฒนากิจ
thanyaphat.190725@gmail.com
วณัฐธมนต์ เจริญสิงห์
vanattamon.jar@mahidol.ac.th
นันทนา ยะแสง
nantana.yas@mahidol.ac.th
กัญญดา ประจุศิลป
Gunyadar.P@chula.ac.th
นรลักขณ์ เอื้อกิจ
thanyaphat.190725@gmail.com
<p>วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กที่มีไข้สูงต่อความพึงพอใจของผู้ดูแล หอผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพมหานคร</p> <p>แบบแผนงานวิจัย : การ<em>วิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบศึกษาสองกลุ่มวัดครั้งเดียว</em> </p> <p>วิธีดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่รับผิดชอบดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีอาการสำคัญในการมาโรงพยาบาลด้วยมีไข้สูง อุณหภูมิกายมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิแรกรับที่รับผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยเด็ก แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 24 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กที่มีไข้สูงตามแนวคิดการมีส่วนร่วมของผู้ดูแลร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแลและของเด็กที่มีไข้สูง แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ดูแลต่อการพยาบาลเด็กที่มีไข้สูง โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัย : ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ดูแลระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กที่มีไข้สูง สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = 5.182)</p> <p>สรุป : โปรแกรมการมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กที่มีไข้สูง ส่งผลให้ผู้ดูแลเด็กที่มีไข้สูงเกิดความพึงพอใจสูงขึ้น ผู้บริหารการพยาบาล ควรนำโปรแกรมการมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กที่มีไข้สูงนี้ไปอบรมพยาบาลเด็ก เพื่อนำไปสอนญาติหรือผู้ดูแลเด็กที่มีไข้สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/272548
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัด ต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของผู้ป่วย
2026-01-12T13:42:00+07:00
อมรา พวงลำเจียก
anyann.koa@gmail.com
พัชยา สวยสุขวิชา
patchaya.sua@mahidol.ac.th
วาสินี วิเศษฤทธิ์
Sasinee.w@chula.ac.th
ณธิดาทิพย์ ดาราซ
nathidathip.d@chula.ac.th
<p>วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและความพึงพอใจของผู้ป่วยโรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ<br />แบบแผนงานวิจัย:การวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียว (วัดภายหลังการทดลอง) <br />วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เตรียมเข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมที่ศูนย์ตา โงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าจำนวน 34 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมซึ่งเป็นโปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังได้รับโปรแกรม โดยดำเนินการเก็บข้อมูลเป็น 2 ระยะ คือ หลังผ่าตัด 7 วัน และ 1 เดือน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยหลังได้รับโปรแกรมเมื่อหลังผ่าตัด 1 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้ง 2 ชุดมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.00 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .84 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย และ ร้อยละ) และการทดสอบค่าแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent T-Test)<br />ผลการวิจัย:คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกภายหลังได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมเมื่อหลังผ่าตัด 1 เดือน มีความแตกต่างจากหลังผ่าตัด 7 วัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (t = 4.61, p< .05) และคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมหลังได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลอยู่ในระดับมากคิดเป็นร้อยละ 91.20 <br />สรุป:โปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม ส่งผลให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีขึ้นรวมถึงมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเมื่อภายหลังการผ่าตัด 1 เดือน</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/272173
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผนต่อความสะอาดของลำไส้ใหญ่และความพึงพอใจการบริการพยาบาลของผู้ที่เตรียมตัวก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ครั้งแรก
2025-01-24T22:01:27+07:00
วัชรพันธ์ สุขอุบล
pbosssc@gmail.com
รุ่งรัตติกาล รุ่งเรือง
Sakuntala.A@chula.ac.th
กัญญดา ประจุศิลป
Gunyadar.P@chula.ac.th
ศกุนตลา อนุเรือง
Sakuntala.A@chula.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบความสะอาดของลำไส้ใหญ่ และความพึงพอใจการบริการพยาบาล ผู้ที่เตรียมตัวก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ครั้งแรกก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผน</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design) แบบ 2 กลุ่ม</p> <p><strong>วิธีการดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยนี้เก็บข้อมูลในระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 เมษายน 2567 ในผู้ที่เตรียมตัวก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ครั้งแรก ณ หอผู้ป่วยนอก แผนกโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเอกชน ที่อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน โดยจับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันด้วย อายุและโรค กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3 ชุด ได้แก่ 1) ข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล 2) แบบประเมินสะอาดของลำไส้ 3) แบบประเมินความพึงพอใจบริการพยาบาลของผู้ป่วยนอก สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ 0.8 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Mann Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> หลังสิ้นสุดโปรแกรม กลุ่มทดลองมีความสะอาดของลำไส้ใหญ่ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจการบริการพยาบาลดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> โปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองโดยการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผน ตามแนวคิดทฤษฎีการจัดการตนเอง Creer (2000) ทำให้ผู้ที่เตรียมตัวก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ครั้งแรกมีความรู้ และสามารถในการจัดการตนเองได้ เพื่อความสะอาดของลำไส้ใหญ่และความพึงพอใจการบริการพยาบาลได้</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย