https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/issue/feed วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ 2025-12-24T00:00:00+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ร.ต.ต.หญิง ดร.ปชาณัฎฐ์ นันไทยทวีกุล JNRIH@chula.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ เป็น วารสารของคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และมีกองบรรณาธิการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสถาบัน ปัจจุบันวารสารฯได้รับการประกาศผลการประเมินคุณภาพวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI Tier 3 โดยเผยแพร่วารสารฯผ่าน Thai Journals Online (ThaiJO) และ Chulalongkorn Journal online (CUJO) ที่เข้าถึงผู้อ่านในวงกว้าง</strong></p> <p><strong>จุดสนใจและขอบเขต</strong></p> <p>เสนอวิทยาการก้าวหน้าทางพยาบาลศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ส่งเสริมและเผยแพร่งานวิจัยที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพการพยาบาล เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้ข่าวสารทางพยาบาลศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานของคณะพยาบาลศาสตร์</p> <p>สาขาที่รับ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ การจัดการภัยพิบัติทางสุขภาพ นวัตกรรมทางสุขภาพ การแพทย์แบบผสมผสานและการแพทย์ทางเลือก พฤติกรรมศาสตร์</p> <p>รับตีพิมพ์บทความในภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>การให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจและแนะนำ เพื่อให้งานวิจัยมีคุณภาพสูงขึ้น</strong></p> <p>บทความต้นฉบับจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน แบบ Double Blind หากผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นสอดคล้องกัน กองบรรณาธิการทำการสรุปความเห็นและข้อเสนอแนะส่งให้ผู้แต่งปรับแก้ หากผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นสอดคล้องกัน จำนวน 2 ใน 3 เสียง บรรณาธิการวารสารจะทำการติดต่อผู้ทรงคุณวุฒิท่านที่มีความเห็นไม่สอดคล้อง และประสานงานให้ผู้แต่งแก้ไขบทความ</p> <p><strong>ความถี่ในการตีพิมพ์</strong></p> <p>กำหนดออกทุก 6 เดือน รวมปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือนกรกฏาคม-ธันวาคม </p> <p><strong>ค่าใช้การตีพิมพ์ วารสารไม่เก็บค่าใช้จ่ายการตีพิมพ์ ระหว่างปี 2568-2569</strong></p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/271683 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ 2025-05-09T23:12:09+07:00 ศรัณย์พร ศรีใจอินทร์ saranporn.s@chulahospital.org ศิริพันธุ์ สาสัตย์ sisasat@gmail.com <p><strong><em>วัตถุประสงค์: </em></strong><em>เพื่อศึกษาอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า</em><em> 19 </em><em>ในผู้สูงอายุ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ โรคประจำตัว ประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-</em><em>19 </em><em>ก่อนการติดเชื้อ ความรุนแรงของอาการติดเชื้อโควิด-</em><em>19 </em><em>การรักษาที่ได้รับระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ความเครียด และกิจกรรมทางกายกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า</em><em> 19 </em><em>ในผู้สูงอายุ </em></p> <p><strong><em>รูปแบบการวิจัย:</em></strong><em> เชิงพรรณนาและหาความสัมพันธ์ </em></p> <p><strong><em>วิธีการดำเนินการวิจัย: </em></strong><em>กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน</em><em> 60 </em><em>ปีขึ้นไปทั้งเพศชายและหญิงที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสโคโรนา</em><em> 2019 </em><em>เป็นเวลาอย่างน้อย</em><em> 4 </em><em>สัปดาห์ขึ้นไป โดยนับตั้งแต่วันแรกของการติดเชื้อ และเคยเข้ารับการรักษาทั้งเป็นผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน หรือหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-</em><em>19 </em><em>(</em><em>Hospitel</em><em>) ในโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน</em><em> 87 </em><em>คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้สึกเครียด แบบสอบถามกิจกรรมทางกายระดับสากล และแบบสอบถามอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่า</em><em> 19 </em><em>ในผู้สูงอายุ โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้า สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน</em></p> <p><strong><em>ผลการศึกษา: </em></strong><em>1) อาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ พบมากที่สุด 10 อันดับแรก</em><em> ได้แก่ อ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า ไอ นอนไม่หลับ มีเสมหะ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำมูก หายใจลำบาก ปวดตามข้อ และปวดหลัง</em><em> 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;.05 ประกอบด้วย ภาวะอ้วน (r<sub>p</sub></em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>69) เพศ</em> <em>(</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>31) ความเครียด (r<sub>p</sub></em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>33) โรคประจำตัว (</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>23) อายุ (r<sub>s</sub></em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>-.</em><em>23) และประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-19 ก่อนการติดเชื้อ (r<sub>p</sub></em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>-.</em><em>16) ส่วนการสูบบุหรี่ ความรุนแรงของอาการติดเชื้อโควิด-19 การรักษาที่ได้รับระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และกิจกรรมทางกาย ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ</em></p> <p><strong><em>สรุป: </em></strong><em>สามารถนำผลการวิจัยที่ได้รับไปพัฒนาโปรแกรมการดูแลผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า</em><em> 19 เพื่อลดปัจจัยการเกิดอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ได้ต่อไป</em></p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/272402 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก 2025-08-25T11:38:07+07:00 ชมพูนุช ไชยยะ chompoonutchaiya7@gmail.com ศิริพันธุ์ สาสัตย์ sisasat@gmail.com <p><strong><em>วัตถุประสงค์: </em></strong><em>การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก </em></p> <p><strong><em>แบบแผนงานวิจัย: </em></strong><em>เชิงพรรณนาและหาความสัมพันธ์ </em></p> <p><strong><em>วิธีดำเนินการวิจัย: </em></strong><em>กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุจำนวน</em><em> 94 </em><em>คน ซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐระดับตติยภูมิในกรุงเทพมหานคร โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบสอบถามอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า แบบสอบถามกิจกรรมทางกาย แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยงตามมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและสเปียร์แมน</em></p> <p><strong><em>ผลการวิจัย: </em></strong><em>พบว่า คุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง (</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>2</em><em>.</em><em>26, SD</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>1</em><em>.</em><em>24</em><em>) ภาวะโรคร่วมมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05 </em><em>(</em><em>r</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>–.</em><em>134</em><em>) ระยะของโรค กิจกรรมทางกาย การสนับสนุนทางสังคม และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .</em><em>05 </em><em>(</em><em>r</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>757, </em><em>.</em><em>323, </em><em>.</em><em>608 </em><em>และ .</em><em>222 </em><em>ตามลำดับ) ส่วนภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าไม่พบความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต</em></p> <p><strong><em>สรุป: </em></strong><em>ภาวะโรคร่วม ระยะของโรค กิจกรรมทางกาย ความสามารถในการทำกิจวัตร และการสนับสนุน</em><em><br /></em><em>ทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างมีนัยสำคัญ</em></p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/275654 ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียด กล้ามเนื้อต่ออาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง 2025-08-20T23:29:41+07:00 วชิราภรณ์ ชาติครบุรี wachi.ai28@gmail.com ปชาณัฏฐ์ นันไทยทวีกุล Pachanut.T@chula.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์: </em></strong><em>เพื่อเปรียบเทียบอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และเปรียบเทียบคะแนนอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างหลังได้รับโปรแกรมฯ กับผู้ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ </em></p> <p><strong><em>รูปแบบการวิจัย: </em></strong><em>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง </em></p> <p><strong><em>วิธีดำเนินการวิจัย: </em></strong><em>กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ทั้งเพศชายและเพศหญิง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนดแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลปกติจำนวน</em><em> 21 </em><em>คนและกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวด จำนวน</em><em> 21 </em><em>คน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมโดยได้นำกรอบแนวคิดการจัดการอาการของ</em><em> Dodd et al</em><em>. (</em><em>2001</em><em>) ร่วมกับเทคนิคการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสำหรับผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่าง การประเมินอาการปวด ใช้แบบประเมินมาตรวัดความปวดด้วยสายตา (</em><em>Visual analog scale</em><em>: </em><em>VAS</em><em>) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังการทดลอง ในกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดหลังการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง</em></p> <p><strong><em>ผลการวิจัย: </em></strong><em> 1</em><em>. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05 </em></p> <ol start="2"> <li><em> 2</em><em>. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่าก่อนได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05</em></li> </ol> <p><strong><em>สรุป:</em></strong><em> โปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสามารถลดอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้</em></p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/275924 ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย 2025-10-29T22:40:37+07:00 จันจิรา เพ็ญ phrea31@gmail.com สุรีพร ธนศิลป์ s_thanasilp@hotmail.com <p><strong><em>วัตถุประสงค์: </em></strong><em>ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ชนิดการรักษา ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ความเชื่อ</em><em>ทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย ภาระที่ค้างคา และการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองกับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย </em></p> <p><strong><em>รูปแบบการวิจัย: </em></strong><em>การวิจัยเชิงบรรยายหาความสัมพันธ์</em></p> <p><strong><em>วิธีดำเนินการวิจัย: </em></strong><em>กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ที่เข้ามารับบริการ ณ ศูนย์โรคไตและหน่วยไตเทียมคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และหน่วยไตเทียม มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย จำนวน</em><em> 125 </em><em>ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล การยอมรับความตายวิถีพุทธ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย ภาระที่ค้างคา และการรับรู้ในความสามารถของตนเอง มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .</em><em>85, </em><em>.</em><em>87, </em><em>.</em><em>80, </em><em>.</em><em>73, </em><em>และ .</em><em>74 </em><em>ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยายและค่าสัมประสิทธ์ของเพียร์สัน </em></p> <p><strong><em>ผลการศึกษา: </em></strong><em>ผู้ที่เป็นโรคไตระยะสุดท้ายมีการยอมรับความตายในระดับสูง (</em><em>Mean</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>39</em><em>.</em><em>20, SD</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>5</em><em>.</em><em>16</em><em>) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการยอมรับความตายของผู้ที่โรคเป็นไตระยะสุดท้าย ได้แก่ อายุ ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย (</em><em>r</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>74 , r </em><em>=.</em><em>77, p&lt;</em><em>.</em><em>05</em><em>) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง ได้แก่ การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง (</em><em>r </em><em>=.</em><em>65, p&lt;</em><em>.</em><em>05</em><em>) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับสูง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (</em><em>r</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>-.</em><em>78, p&lt;</em><em>.</em><em>05</em><em>) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง ได้แก่ ภาระที่ค้างคา (</em><em>r</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>-.</em><em>66, p&lt;</em><em>.</em><em>05</em><em>) และชนิดการรักษาไม่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตาย</em></p> <p><strong><em>สรุป: </em></strong><em>การยอมรับความตายของผู้ที่เป็นโรคไตระยะสุดท้ายมีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ดังนั้นควรนำปัจจัยดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย ไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างโปรแกรมการวางแผนการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการตายดีในผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่อไป</em></p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/276550 การประเมินคุณภาพและประสิทธิผลของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยใช้กรอบแนวคิด CIPP Model 2025-04-28T23:57:50+07:00 อุมาภรณ์ กั้วสิทธิ์ umaporn.k@msu.ac.th ถิรนันท์ ทิพย์ชาติ thiranun.p@msu.ac.th อาริยา สอนบุญ ariya.s@msu.ac.th เลอลักษณ์ แทนเกษม lerluk.m@msu.ac.th จตุพร จำรองเพ็ง jatuporn.j@msu.ac.th พรทิพย์ เวียงสมุทร porntip.w@msu.ac.th อภิสิทธิ์ จันทร์เกตุ umaporn.k@msu.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์:</em></strong><em> เพื่อประเมินคุณภาพและประสิทธิผลของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง </em><em>พ.ศ. </em><em>2562</em><em>) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยใช้กรอบแนวคิด</em><em> CIPP Model </em><em>ซึ่งประกอบด้วย</em><em> 4 </em><em>องค์ประกอบ ได้แก่ บริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต </em></p> <p><strong><em>รูปแบบการวิจัย: </em></strong><em>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบผสานวิธี </em></p> <p><strong><em>วิธีดำเนินการวิจัย: </em></strong><em>กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นิสิตพยาบาล อาจารย์ประจำหลักสูตรฯ ผู้บริหาร ศิษย์เก่า และผู้ใช้บัณฑิต เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</em></p> <p><strong><em>ผลการวิจัย:</em></strong><em> พบว่าคุณภาพของหลักสูตรอยู่ในระดับ “ดีมาก” ด้านบริบท (=</em><em> </em><em>4</em><em>.</em><em>46, SD</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>41</em><em>) ด้านปัจจัยนำเข้า (=</em><em> </em><em>4</em><em>.</em><em>35, SD</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>42</em><em>) ด้านกระบวนการ (=</em><em> </em><em>4</em><em>.</em><em>63, SD</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>45</em><em>) และ ด้านผลผลิต (=</em><em> </em><em>4</em><em>.</em><em>53, SD</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>39</em><em>) ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับมาก (=</em><em> </em><em>4</em><em>.</em><em>13, SD</em><em> </em><em>=</em><em> </em><em>.</em><em>59</em><em>) สะท้อนว่าหลักสูตรฯ มีความ</em><em><br /></em><em>เหมาะสม มีประสิทธิผลสูง และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต</em></p> <p><strong><em>สรุป: </em></strong><em>หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร กระบวนการเรียนรู้ และผลลัพธ์ทางวิชาชีพ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ การพัฒนาศักยภาพอาจารย์และนิสิตด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายบริการสุขภาพ และการประเมินคุณภาพหลักสูตรตามกรอบ</em><em> CIPP </em><em>อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาพยาบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพในอนาคต</em></p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/271661 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก 2025-11-01T13:35:16+07:00 อิสริยา ทับทิม tubtimriya@gmail.com นรลักขณ์ เอื้อกิจ noralukuakit@yahoo.com <p><strong><em>วัตถุประสงค์:</em></strong><em> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถใน</em><em><br /></em><em>การทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก</em></p> <p><strong><em>รูปแบบการวิจัย: </em></strong><em>การวิจัยกึ่งทดลอง</em></p> <p><strong><em>วิธีดำเนินการวิจัย: </em></strong><em>กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก อายุ</em><em> 30</em><em>-</em><em>84 </em><em>ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยจาก</em><em><br /></em><em>แพทย์ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ว่า มีภาวะกระดูกสะโพกหัก ได้รับการผ่าตัดสะโพก และเข้าพักรักษาตัวใน</em><em><br /></em><em>หอผู้ป่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติ โดยการเลือก</em><em><br /></em><em>กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จับคู่กลุ่มตัวอย่างด้วยตัวแปร อายุ ระดับการศึกษา และความปวด </em><em><br /></em><em>แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ</em><em> 22 </em><em>คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และ</em><em><br /></em><em>กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในการทำกิจกรรม ประเมินโดยใช้แบบบันทึกระยะทางที่ผู้ป่วยเดินได้บนพื้นราบภายในเวลา</em><em> 6 </em><em>นาที (</em><em>Six</em><em>-</em><em>minute walk test</em><em>) โปรแกรมส่งเสริม</em><em><br /></em><em>ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตารางบันทึกการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นเครื่องมือกำกับ</em><em><br /></em><em>การทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติทดสอบค่าที</em></p> <p><strong><em>ผลการวิจัย:</em></strong><em> 1</em><em>.</em><em> </em><em>ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ</em><em><br /></em><em>มีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใน</em><em><br /></em><em>ระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่</em><em> 2 </em><em>และสัปดาห์ที่</em><em> 6 </em><em>อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05 </em></p> <ol start="2"> <li><em> 2</em><em>.</em><em> </em><em>ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความของแรงของกล้ามเนื้อมีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่</em><em> 2 </em><em>และสัปดาห์ที่</em><em> 6 </em><em>อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05</em></li> </ol> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/271878 ผลของโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวต่อการเสพสารเสพติดของวัยรุ่นผู้เสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ด้วยวิธีฉีด 2025-11-01T13:38:15+07:00 ธารทิพย์ สุภาทิต bo_sayhi@hotmail.com สุนิศา สุขตระกูล Sunisa.su@chula.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์: </em></strong><em>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวการเสพสารเสพติดของวัยรุ่นผู้เสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ด้วยวิธีฉีด</em></p> <p><strong><em>รูปแบบการวิจัย: </em></strong><em>เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ </em></p> <p><strong><em>วิธีการดำเนินการวิจัย: </em></strong><em>กลุ่มตัวอย่าง วัยรุ่นชายเสพติดสารกลุ่มโอ ปิออยด์ด้วยวิธีฉีด อายุ</em><em> 18</em><em>-</em><em>24 </em><em>ปี และพ่อ/แม่ ที่เข้ารับการบำบัด สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนีจำนวน </em><em>50 </em><em>ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมรวม</em><em> 6 </em><em>สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือ</em><em>ที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่</em><em> 1</em><em>) โปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว</em><em> 2</em><em>) แบบประเมินปริมาณการเสพสารกลุ่มโอปิออยด์</em><em> 3</em><em>) แบบประเมินการสื่อสารในครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ได้แก่</em><em> Wilcoxon signed</em><em>-</em><em>rank test, </em><em>และ </em><em>Mann</em><em>-</em><em>Whitney U Test </em><em>กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05</em></p> <p><strong><em>ผลการวิจัย:</em></strong><em> วัยรุ่นผู้เสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว มีการเสพสารกลุ่มโอปิออยด์ในระยะหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง</em><em> 1 </em><em>เดือน ลดลงกว่าก่อนการทดลอง และ มีการเสพสารกลุ่มโอปิออยด์ลดลงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ในระยะหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง</em><em> 1 </em><em>เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05</em></p> <p><strong><em>สรุป: </em></strong><em>โปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวทำให้การเสพสารเสพติดมีความแตกต่างกันซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน</em></p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/275914 ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่ม โดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติก ของเด็กออทิสติกวัยเรียน 2025-11-01T10:04:11+07:00 พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ 6470049936@student.chula.ac.th สุนิศา สุขตระกูล Sunisa.su@chula.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์:</em></strong><em> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติก</em></p> <p><strong><em>แบบแผนงานวิจัย: </em></strong><em>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง</em></p> <p><strong><em>วิธีการศึกษา: </em></strong><em>กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอายุ</em><em> 6</em><em>-</em><em>12 </em><em>ปี ได้แก่ บิดา มารดา จำนวน</em><em>40 </em><em>คน มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และเข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก สถาบันราชานุกูล ได้รับการจับคู่ระยะเวลาการดูแลและระดับอาการออทิสติก แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน</em><em> 20 </em><em>คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ เป็นระยะเวลา</em><em> 3 </em><em>สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินอาการออทิสติกของโรคออทิสซึม โปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแล และแบบประเมินความรู้สึกถูกตีตราร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที </em></p> <p><strong><em>ผลการศึกษา: </em></strong><em>1</em><em>) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ</em><em> &lt;</em><em>.</em><em>001 2</em><em>) ผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05</em></p> <p><strong><em>สรุป:</em></strong><em> โปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลช่วยให้อาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนลดลงได้</em></p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/271811 ผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ ต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท 2025-11-01T22:05:05+07:00 ศจิกา ขุนบำรุง s.khunbamrung@gmail.com เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ dpennapa@gmail.com สุดาพร สถิตยุทธการ sudaporn.st@chula.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์:</em></strong><em> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการต่อการทำหน้าที่ทาง</em><em>สังคมของผู้ป่วยจิตเภท</em></p> <p><strong><em>รูปแบบการวิจัย:</em></strong><em> การวิจัยกึ่งทดลอง </em></p> <p><strong><em>วิธีดำเนินการวิจัย: </em></strong><em>กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังที่เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จำนวน</em><em> 40 </em><em>คน ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ</em><em> 20 </em><em>คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่</em><em> 1</em><em>) โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ</em><em> 2</em><em>) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยจิตเภท </em><em>3</em><em>) แบบประเมินทักษะการทำหน้าที่ทางสังคม</em><em> 4</em><em>) แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการจัดการอาการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที </em></p> <p><strong><em>ผลการศึกษา: </em></strong><em>การทำหน้าที่ทางสังคมของกลุ่มทดลองหลังรับโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05 </em><em>และการทำหน้าที่ทางสังคมของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</em><em>05</em></p> <p><strong><em>สรุป: </em></strong><em>บุคลากรทางสุขภาพควรนำรูปแบบของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการทำหน้าที่ทางสังคมเตรียมความพร้อมผู้ป่วยกลับสู่ชุมชน</em></p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/277020 มะเร็งจอประสาทตา : บทบาทพยาบาลทางคลินิกกับการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา 2025-04-28T23:05:16+07:00 ปิยาณี ณ นคร piyanee.nan@mahidol.ac.th พนิดา ตึกหิน 6370034336@student.chula.ac.th <p><em>มะเร็งจอประสาทตา เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดในชั้นจอประสาทตา เนื่องจากโครโมโซมคู่ที่</em><em> 13 </em><em>เกิดการผ่าเหล่าที่ผิดปกติ เซลล์จึงมีลักษณะการเจริญไปเป็นเซลล์มะเร็ง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการมองเห็นและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากวินิจฉัยล่าช้า การดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพ พยาบาลทางคลินิกจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งจอประสาทตา โดยมีบทบาทการประเมินปัญหาและการวางแผนการดูแล ตั้งแต่การประเมินปัญหาภาวะสุขภาพ การดูแลและให้การช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถปรับตัวได้ การดูแลผู้ป่วยขณะรักษาตัวในโรงพยาบาล ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด การดูแลให้การพยาบาลตามแผนการรักษาของแพทย์ นอกจากนี้พยาบาลทางคลินิกยังมีบทบาทในการให้แนวทางการป้องกันภาวะแทรกซ้อน การเตรียมผู้ป่วยเพื่อการฟื้นฟูและแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กมะเร็งจอประสาทตาและครอบครัวสามารถดูแลตนเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น </em></p> <p><em> </em><em>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและนำเสนอวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งจอประสาทตา รวมทั้งอธิบายบทบาทเชิงวิชาชีพของพยาบาลทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติการพยาบาลสำหรับพยาบาลทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างมีประสิทธิภาพ</em></p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUNS/article/view/275827 บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ 2025-07-07T09:36:00+07:00 แพรศิริ อยู่สุข praesiri.yos@mahidol.edu วราภรณ์ ทิพย์สุมานันท์ praesiri.yos@mahidol.edu <p><em> </em><em>บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ ภาวะเปราะบางเป็นกลุ่มอาการสูงอายุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นผลของร่างกายเปลี่ยนจากสภาพที่แข็งแรงสู่ภาวะอ่อนแอ เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง ต้องพึ่งพาผู้อื่น รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม กระดูกหัก และอาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพและเพิ่มอัตราการเสียชีวิต อย่างไรก็ตามภาวะเปราะบางมีสาเหตุการเกิดที่เกี่ยวข้องหลายปัจจัยร่วมกัน ซึ่งการป้องกันที่มีประสิทธิภาพจะต้องอาศัยการป้องกันที่หลากหลายทั้งด้านร่างกาย จิต และสังคม พยาบาลผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในทีมสหวิชาชีพที่ช่วยดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ดังนั้นพยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและครอบครัวป้องกันภาวะเปราะบาง โดยบทบาทหลัก ประกอบด้วย </em><em>1</em><em>) บทบาทผู้ประเมินภาวะสุขภาพ</em><em> 2</em><em>) บทบาทผู้จัดการการดูแล</em><em> 3</em><em>) บทบาทผู้สอนและให้คำแนะนำ</em><em> 4</em><em>) บทบาทผู้ให้คำปรึกษา และ</em><em> 5</em><em>) บทบาทผู้ประสานงาน</em><em> ทั้งนี้การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางจะช่วยชะลอภาวะพึ่งพิง นำมาซึ่งสุขภาวะที่ดี </em></p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ