พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ <p><strong>พุทธชินราชเวชสาร</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความเกี่ยวกับการแพทย์ แพทยศาสตรศึกษาและสาธารณสุข ได้แก่ รายงานวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความปริทัศน์ นวัตกรรมทางการแพทย์ ย่อวารสาร บทความจากการประชุมจดหมายถึงบรรณาธิการ ถามตอบปัญหาและบทความประเภทอื่นที่เหมาะสม</p> <p style="text-align: justify;"><em><strong>ISSN 3027-8074 (Print)</strong></em></p> <p style="text-align: justify;"><em><strong>ISSN 3027-8953 (Online)</strong></em></p> <p style="text-align: justify;"><em><strong>#การส่งบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ลงพุทธชินราขเวชสาร จะต้องส่งผ่านระบบ ThaiJO เท่านั้น#</strong></em></p> th-TH tnanthiya@gmail.com (Nanthiya Tanthachun) wirotss@gmail.com (Wirot Srisuk) Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บรรณาธิการแถลง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/291868 นันทิยา ตัณฑชุณห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/291868 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ฉบับเต็ม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/291871 วิโรจน์ ศรีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/291871 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ฟันเทียมถอดได้ที่ยึดด้วยรากฟันเทียมในสันเหงือกว่าง : รายงานผู้ป่วย 1 ราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283009 <p> <span class="fontstyle0">ผู้ป่วยที่สูญเสียฟันธรรมชาติทั้งปากและได้รับการใส่ฟันเทียมทั้งปากอาจพบปัญหาฟันเทียมทั้งปากใน ขากรรไกรล่างหลวม ขาดการยึดอยู่ และขาดเสถียรภาพทำให้ประสิทธิผลของการใช้ฟันเทียมในการบดเคี้ยวอาหารต่ำ หากเพิ่มขีดความสามารถในการยึดอยู่ของฟันเทียมโดยใช้วิธีฝังรากฟันเทียมในขากรรไกรล่างเพื่อเพิ่มการยึดอยู่ของ ฟันเทียมจะส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถใช้ฟันเทียมในการบดเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น พึงพอใจต่อประสิทธิผลของฟันเทียม มั่นใจในการพูดและการออกเสียง สามารถเข้าสังคมได้ดีขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ดีขึ้น รายงานนี้ เป็นกรณีศึกษาผู้ป่วยฟันเทียมทั้งปากในขากรรไกรล่างร่วมกับการฝังรากฟันเทียมในบริเวณขากรรไกรล่าง 2 ตำแหน่ง เพื่อเพิ่มการยึดของฟันเทียมและมีส่วนเชื่อมระหว่างรากฟันเทียมกับฟันเทียมทั้งปากในขากรรไกรล่าง ภายหลัง การรักษาและการติดตามการใช้งานของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องพบว่าผู้ป่วยสามารถใช้ฟันเทียมในการบดเคี้ยวอาหาร ได้อย่างมีประสิทธิผลและพึงพอใจในการใช้งาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลเพื่อให้ทันตแพทย์ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติและ ใช้เป็นทางเลือกในการรักษาให้แก่ผู้ป่วย</span> <br /><br /></p> ไปรยา วิสุทธิรังษีอุไร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283009 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของระบบแสงฆ่าเชื้อ 405 นาโนเมตร ต่อการลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284284 <p><span class="fontstyle0">หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรมและศูนย์ส่องกล้องเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อจึงควรใช้เทคโนโลยีแสงฆ่าเชื้อควบคุม การติดเชื้อ การวิจัยนำร่องกึ่งทดลองแบบวัดก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของ ระบบแสงฆ่าเชื้อความยาวคลื่น 405 นาโนเมตรในการลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียบนพื้นผิวสัมผัสบ่อยในหอผู้ป่วยหนัก อายุรกรรม 2 และศูนย์ส่องกล้องชินราชา โดยควบคุมปัจจัยกวนด้านมาตรการเช็ดทำความสะอาดและระบบ ระบายอากาศ เก็บตัวอย่างด้วยวิธี contact-plate sampling บนอาหารเลี้ยงเชื้อสำเร็จรูปก่อนและหลังการเปิดใช้งาน ระบบแสงฆ่าเชื้อต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง นำเสนอข้อมูลเป็นค่ามัธยฐานและพิสัยระหว่างควอไทล์ เปรียบเทียบข้อมูล รายคู่ด้วยสถิติ Wilcoxon signed-rank test ซึ่งพบว่าหลังเปิดระบบแสง 24 ชั่วโมงปริมาณเชื้อแบคทีเรียเฉลี่ยลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกโซน (ลดลงร้อยละ 81-90) (p = 0.002) สำหรับศูนย์ส่องกล้องฯ ในสภาวะไม่มีผู้ป่วย ปริมาณเชื้อเฉลี่ยลดลงร้อยละ 98.88-99.03 และในสภาวะมีผู้ป่วยและปฏิบัติงานจริงปริมาณเชื้อเฉลี่ยลดลงร้อยละ 94.61-96.81 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกห้องตรวจ (p &lt; 0.001) สรุปได้ว่าการใช้งานระบบแสงต้านจุลชีพ 405 นาโนเมตรต่อเนื่องเป็นเวลา 24 ชั่วโมงลดปริมาณแบคทีเรียบนพื้นผิวสัมผัสบ่อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงควรใช้ ระบบแสง 405 นาโนเมตรเป็นมาตรการเสริมร่วมกับการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมตามปกติ</span> </p> ขจร สุนทราภิวัฒน์, สารัช เกียรติวิชญ์, ลัดดา วิริยะวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284284 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลด้านการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284392 <p><span class="fontstyle0">การผ่าตัดหัวใจแบบเปิดเป็นหัตถการที่ซับซ้อน เสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการพยาบาลด้านการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ระหว่างเดือนมกราคม-เดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยการวิเคราะห์สภาพปัญหา, การออกแบบและพัฒนา, การทดลองใช้และปรับปรุง และการประเมินผล ศึกษาในวิสัญญีพยาบาล 20 คนและผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด 44 ราย แบ่งเป็นก่อนและหลังการใช้รูปแบบฯ กลุ่มละ 22 ราย ผลการวิจัยได้รูปแบบ "PAC Model" ประกอบด้วย 1) การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล 2) การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิสัญญี และ 3) การพัฒนาการมอบหมายงาน ผลของการใช้รูปแบบฯ </span><span class="fontstyle2">ด้านผู้ป่วย</span><span class="fontstyle0">หลังใช้รูปแบบฯ อัตราการเกิดภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะและอัตราการเกิด ภาวะอุณหภูมิกายต่ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.012, p &lt; 0.001) ขณะที่อัตราการเกิดภาวะไตวาย เฉียบพลันมีแนวโน้มลดลงแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ(p = 0.68)จำนวนวันนอนในหอผู้ป่วยหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p &lt; 0.001) </span><span class="fontstyle2">ด้านพยาบาล</span><span class="fontstyle0">หลังใช้รูปแบบฯ คะแนนเฉลี่ยความรู้ ทักษะปฏิบัติการพยาบาลสูงกว่าก่อนใช้ รูปแบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001,p &lt; 0.001) ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบฯ ระดับมากที่สุด ควรนำรูปแบบฯ ที่พัฒนาใช้ในการพยาบาลด้านการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด เพื่อความปลอดภัย ของผู้ป่วย</span> </p> จารุณี บัวกลม, ธัญณภัสร์ สัจจะนราภรณ์ , สุธาสินี ไพศาลพิสุทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284392 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์ทางคลินิกของการใช้น้ำยาคาร์ดิโอพลีเจียแบบดั้งเดิมกับ น้ำยาเดลนิโดคาร์ดิโอพลีเจียในผู้ป่วยทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284519 <p><span class="fontstyle0">คาร์ดิโอพลีเจียเป็นน้ำยาที่มีโปแตสเซียมเป็นส่วนประกอบหลักเพื่อหยุดการเต้นของหัวใจทำให้ศัลยแพทย์หัวใจ สามารถทำผ่าตัดได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก ระหว่างการใช้น้ำยา cardioplegia และน้ำยา del Nido cardioplegia ในผู้ป่วยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังโดยการสุ่มเรียงลำดับ เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนจากผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีอายุ 30-70 ปี โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ตามเกณฑ์คัดเข้า และคัดออก กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 60 ราย เป็นผู้ป่วยที่ได้รับน้ำยา del Nido cardioplegia 30 รายและผู้ป่วยได้รับ น้ำยา cardioplegia 30 ราย ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับน้ำยา del Nido cardioplegia และผู้ป่วยที่ได้รับ น้ำยา cardioplegia ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ 1 ราย (ร้อยละ 3.3) และ 8 ราย (ร้อยละ 26.7) ตามลำดับ (p = 0.026), มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว 6 ราย (ร้อยละ 20.0) และ 7 ราย (ร้อยละ 23.3) ตามลำดับ (p = 1.000), มีภาวะหัวใจ ห้องล่างสั่นพลิ้ว 4 ราย (ร้อยละ 13.3) และ7 ราย (ร้อยละ 23.3) ตามลำดับ (p = 0.506) สรุปได้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับ น้ำยา del Nido cardioplegia ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหลังผ่าตัดจำนวนน้อยกว่าผู้ป่วยที่ได้น้ำยา cardioplegia แบบดั้งเดิม ส่วนการเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วและภาวะหัวใจห้องล่างสั่นพลิ้วของผู้ป่วยที่ได้รับน้ำยาแต่ละชนิด ใกล้เคียงกัน</span> </p> จิรวัฒน์ สุวรรณกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284519 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดของสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284619 <p><span class="fontstyle0">เบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ที่พบได้บ่อย ส่งผลกระทบต่อสตรีตั้งครรภ์ และทารก การศึกษาจากข้อมูลย้อนหลังอย่างเดียวครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์การตั้งครรภ์และทารก แรกเกิดของสตรีตั้งครรภ์ที่วินิจฉัยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง/ความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดเบา หวานแต่ตรวจไม่พบเบาหวานขณะตั้งครรภ์ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร สตรีตั้งครรภ์ 1,747 รายแบ่งเป็น กลุ่มที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 281 ราย กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเบาหวานแต่ตรวจไม่พบเบาหวานขณะ ตั้งครรภ์ 835 ราย และกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ 631 ราย พบความชุกของการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ร้อยละ 16.1 พบความชุกของการตกเลือดหลังคลอดในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีเบาหวานขณะตั้งครรภ์และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่ตรวจไม่พบภาวะเบาหวานร้อยละ 5.99 และ 5.34 มีอัตราส่วนออดส์สูงกว่ากลุ่มความเสี่ยงต่ำแต่ไม่มีนัยสำคัญ ทางสถิติ กลุ่มที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์พบมีอัตราส่วนออดส์ของทารกตัวโตมากกว่ากลุ่มความเสี่ยงต่ำอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ การคลอดไหล่ยากและแผลฉีกขาดบริเวณฝีเย็บที่เกิดจากการคลอดในทั้งสามกลุ่มมีอัตราส่วนออดส์ ไม่แตกต่างกัน สรุปได้ว่าพบภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มความเสี่ยงสูงมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มความเสี่ยงต่ำ แม้จะใช้ แนวทางการดูแลสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หลายปีแล้วแต่ยังมีภาวะแทรกซ้อนทั้งด้านมารดาและทารก ควรใช้ข้อมูลเหล่านี้พัฒนาแนวทางการดูแลระยะฝากครรภ์เพื่อช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งมารดาและทารก ในอนาคต</span> </p> Chutarat Sirichareon, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, พัชรดา อมาตยกุล, สุรชัย เดชอาคม, พูนสุข ด่านดำรงรักษ์, ธานินทร์ ฉัตราภิบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284619 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของการใช้สื่อสังคมออนไลน์และการระรานทางไซเบอร์ ต่ออาการซึมเศร้าในเด็กและเยาวชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284390 <p><span class="fontstyle0">วัยรุ่นเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ประกอบกับในปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา รูปแบบการใช้สื่อออนไลน์ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และความสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้าในเด็กและเยาวชนไทย โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์เป็นระยะเวลา 10 เดือนจากกลุ่มตัวอย่าง 12,284 คน ครอบคลุมทุกจังหวัด ของประเทศไทย ประเมินอาการซึมเศร้าด้วยแบบประเมิน Children's Depression Inventory (CDI) โดยใช้คะแนน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไปเป็นเกณฑ์บ่งชี้อาการซึมเศร้า ผลการศึกษาพบว่าเด็กและเยาวชนที่ใช้สื่อออนไลน์นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวันและผู้ที่เคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์มีโอกาสพบอาการซึมเศร้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) โดยกลุ่มที่เคยเป็นทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำการกลั่นแกล้งทางออนไลน์มีโอกาสพบอาการซึมเศร้า สูงที่สุด ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการสนับสนุนจากครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม รวมถึง การส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อและการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัย เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและ เยาวชน</span> </p> ณัฐธีร์ ธนะไชยพันธ์ุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284390 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 การใช้วิดีโอลาริงโกสโคปสำหรับการจัดการก้างปลาและวัตถุแปลกปลอมอื่น ในลำคอของผู้ป่วยในห้องฉุกเฉิน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283405 <p><span class="fontstyle0">ภาวะกลืนสิ่งแปลกปลอมโดยเฉพาะก้างปลาพบได้บ่อยในแผนกฉุกเฉินของประเทศไทย ซึ่งการรักษาแบบ ดั้งเดิมมักต้องปรึกษาแพทย์โสตศอนาสิกทำให้อาจล่าช้าและมีภาวะแทรกซ้อนได้ การศึกษากึ่งทดลอง ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลพิจิตรครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการใช้วิดีโอลาริงโกสโคปโดยแพทย์เวรฉุกเฉิน เปรียบเทียบกับการรักษาแบบดั้งเดิม โดยแบ่งผู้ป่วยที่สงสัยว่ากลืนก้างปลาหรือสิ่งแปลกปลอมเป็นกลุ่มควบคุม (n = 27: ก่อนเริ่มใช้เครื่องมือ) และกลุ่มทดลอง (n=22: หลังเริ่มใช้เครื่องมือ) ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มทดลองมีอัตรา การมองเห็นสิ่งแปลกปลอมและคีบออกสำเร็จสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (72.7%: 29.6%, p = 0.004 ทั้งสองรายการ) โดยมีค่าจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษา (NNT) อยู่ที่ 2.3 ราย อย่างไรก็ตาม กลุ่มทดลองมีอัตราการเกิด เลือดออกที่หยุดแล้วสูงกว่า (59.1%: 21.1%, p = 0.009) และใช้ยาปฏิชีวนะมากกว่า (86.4%: 40.7%, p = 0.001) ในขณะที่การส่งต่อแพทย์โสตศอนาสิกลดลง (4.5%: 18.5%, p = 0.204) สรุปได้ว่าแม้มีภาวะแทรกซ้อนเล็กน้อย เพิ่มขึ้น แต่การใช้วิดีโอลาริงโกสโคปโดยแพทย์ฉุกเฉินช่วยเพิ่มอัตราการตรวจพบและคีบสิ่งแปลกปลอมออกได้สำเร็จ อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยลดความจำเป็นในการปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง จึงควรถือเทคนิคนี้เป็นแนวทางการรักษา เบื้องต้นที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการสิ่งแปลกปลอมในทางเดินอาหารส่วนบนในแผนกฉุกเฉิน</span> </p> ธีรวิชญ์ ด่านรุ่งโรจน์, พรภัสสร เรื่องวิโรจนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283405 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วยคอมพิวเตอร์ต่อความเหมาะสม ของการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินที่ออกฤทธิ์โดยตรง ในผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284942 <p><span class="fontstyle0">การสั่งใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินที่ออกฤทธิ์โดยตรง (direct oral anticoagulants: DOACs) ในผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบน สั่นพลิ้ว แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก พบปัญหา การสั่งใช้ยา ไม่เหมาะสม การติดตามไม่เพียงพอ และรายงานเหตุการณ์ ไม่พึงประสงค์รุนแรง จึงได้พัฒนาระบบสนับสนุน การตัดสินใจทาง คลินิกด้วยคอมพิวเตอร์ (computerized clinical decision support system: CCDSS) เพื่อเพิ่ม ความเหมาะสมและความปลอดภัยของการ ใช้ยา การศึกษาแบบกึ่งทดลองครั้งนี้เพื่อเปรียบเทียบความเหมาะสม และ ความปลอดภัยของการสั่งใช้ DOACs ในผู้ป่วย AF ก่อนและหลัง การใช้ CCDSS ณ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาล พุทธชินราช พิษณุโลก โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568 และติดตามต่อเนื่อง 3 เดือนหลังเริ่มใช้ CCDSS พบผู้ป่วยทั้งหมด 202 รายได้รับ Dabigatran 91 ราย (ร้อยละ 45) และ Apixaban 111 ราย (ร้อยละ 55) ภายหลังการใช้ CCDSS การสั่งยาที่ สอดคล้องตามคำแนะนำมาตรฐานเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.9 ความเสี่ยงต่อการสั่งยาไม่สอดคล้องตามคำแนะนำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (aRR = 0.52, 95% CI: 0.37-0.73, p &lt; 0.001) อัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลภายใน 30 วันมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 2.4 (aRR = 0.48, 95% CI: 0.10-2.18, p = 0.339) รายงานอันตรกิริยาระหว่างยาทุกกรณีได้รับการยืนยันเหตุผลเชิงระบบ สรุปได้ว่า CCDSS มีประสิทธิผลสนับสนุนการจัดการยาเชิงระบบอย่างเหมาะสมและปลอดภัย</span> </p> พรทิภา อยู่อ่ำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284942 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการรักษาโรคปริทันต์อักเสบแบบไม่ผ่าตัด ต่อความรุนแรงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284697 <p><span class="fontstyle0">โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และโรคปริทันต์อักเสบเป็นโรคอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อย การศึกษาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการรักษาโรคปริทันต์อักเสบในการลดความรุนแรงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการรักษาโรคปริทันต์แบบไม่ผ่าตัดต่อ ความรุนแรงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ผู้ป่วย 50 คนที่ได้รับการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ยังมีความรุนแรง ระดับปานกลางได้รับการสุ่มให้ได้รับการรักษาโรคปริทันต์ทันที (กลุ่มรักษา) หรือหลังสัปดาห์ที่ 8 (กลุ่มควบคุม) (โดยการขูดหินน้ำลาย, เกลารากฟัน รวมทั้งการแนะนำการดูแลสุขภาพช่องปากการแปรงฟัน, การแปรงซอกฟัน ที่ถูกต้องและคำแนะนำด้านสุขอนามัยช่องปาก) ประเมินความรุนแรงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และดัชนีโรคปริทันต์ ก่อนและ 8 สัปดาห์สำหรับผู้เข้าร่วมแต่ละคน ผลลัพธ์หลักพบว่าจำนวนข้อที่บวม, จำนวนข้อที่กดเจ็บ, ระดับของ ความปวด, ค่าการอักเสบ CRP, ESR, ความรุนแรงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์โดยใช้ DAS28 ESR และ DAS28 CRP ในกลุ่มรักษาลดลง นอกจากนี้ในกลุ่มรักษาดัชนีโรคปริทันต์ดีขึ้นทุกตัวชี้วัดต่างจากในกลุ่มควบคุมที่ไม่ดีขึ้น สรุปได้ว่าการรักษาปริทันต์แบบไม่ผ่าตัดช่วยลดความรุนแรงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้</span> </p> มณฑิรา ปกรโณดม, อังคณา นรเศรษฐ์ธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/284697 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการฟื้นตัวของไตในผู้ป่วยภาวะไตวายเฉียบพลัน ที่เกิดจากภาวะติดเชื้อ : การศึกษาแบบเก็บข้อมูลไปข้างหน้า https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/286184 <p><span class="fontstyle0">ภาวะไตวายเฉียบพลันที่เกิดจากภาวะติดเชื้อเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยในและสัมพันธ์กับ อัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการศึกษา แบบเก็บข้อมูลไปข้างหน้าจากโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน อัตราการฟื้นตัวของไตที่ 7, 30 และ 90 วัน และวิเคราะห์ปัจจัยพยากรณ์การฟื้นตัวของไตที่ 90 วันในผู้ป่วย SA-AKI โดยเป็นการศึกษาแบบกลุ่มติดตามไปข้างหน้าในผู้ป่วยจำนวน 166 รายที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาล หลังสวน ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายนถึงวันที่31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 พบว่าอัตราการฟื้นตัวของไตที่ 7, 30 และ 90 วันเท่ากับร้อยละ 42.3, 63.5 และ 74.4 ตามลำดับ โดยการฟื้นตัวเกิดขึ้นภายใน 30 วันแรกถึงสองในสาม ระดับอัลบูมินในเลือดที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์อย่างอิสระกับโอกาสการฟื้นตัวที่เพิ่มขึ้น (adjusted hazard ratio 1.56, 95% CI 1.12-2.18) ขณะที่ระยะเวลาการนอนในหอผู้ป่วยวิกฤตที่ยาวขึ้นสัมพันธ์กับโอกาสการฟื้นตัวที่ลดลง (adjusted hazard ratio 0.95, 95% CI 0.90-0.99) สรุปได้ว่าในผู้ป่วย SA-AKI ระดับอัลบูมินในเลือดและระยะ เวลาการนอนในหอผู้ป่วยวิกฤตอาจใช้เป็นปัจจัยช่วยในการคัดกรองความเสี่ยงและวางแผนติดตามผู้ป่วยในระยะ ต่อไป</span></p> ยิ่งลักษณ์ วัชรานานันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/286184 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมให้ความรู้ด้านการยศาสตร์และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวด และคุณภาพชีวิตของบุคลากรที่เป็นกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/287627 <p><span class="fontstyle0">อาการผิดปกติในระบบโครงร่างกล้ามเนื้อเป็นปัญหาด้านอาชีวอนามัยที่่สำคัญที่่พบได้บ่อยในทุกกลุ่มอาชีพ ของคนทำงาน อาการปวดทำให้เกิดความเครียด กลัว วิตกกังวล รบกวนการนอนหลับ และทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม เกิดจากปัจจัยด้านการยศาสตร์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ โปรแกรมการปรับสภาพการทำงานตามหลักการยศาสตร์และการออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ ส่งผลต่ออาการปวดและคุณภาพชีวิตของบุคลากรที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม ณ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก เป็นการศึกษากึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวที่วัดผลก่อนและหลังการทดลอง โดยศึกษาในกลุ่มบุคลากรที่มี อาการออฟฟิศซินโดรมจำนวน 32 คน ระยะเวลาในการศึกษา 9 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา นำเสนอเป็นค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่ามัธยฐาน เปรียบเทียบค่ามัธยฐานคะแนนความรู้เรื่อง หลักการยศาสตร์ ระดับความเจ็บปวด และคุณภาพชีวิตก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Wilcoxon signed-rank test ผลการศึกษาพบว่าหลังการเข้าร่วมโปรแกรมให้ความรู้ด้านการยศาสตร์และการออกกำลังกายเพื่อยืดเหยียด กล้ามเนื้อ คะแนนความรู้ด้านการยศาสตร์ ระดับความเจ็บปวด และคะแนนคุณภาพชีวิตปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ในทุกตัวชี้วัด สรุปได้ว่าหลังได้รับโปรแกรมให้ความรู้ด้านการยศาสตร์และการยืดเหยียด กล้ามเนื้อทำให้อาการปวดลดลง ความรู้ด้านการยศาสตร์และคุณภาพชีวิตของบุคลากรที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม เพิ่มขึ้น</span> </p> วิภา นรเศรษฐ์ธาดา, เมธาวี ปุยบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/287627 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและลักษณะทางคลินิกของการบาดเจ็บจากไฟฟ้าช็อต ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และสารเคมีทางการเกษตรในกลุ่มเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่เป็นผู้ป่วยใน ณ โรงพยาบาลพระปกเกล้า https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/285645 <p> <span class="fontstyle0">การบาดเจ็บจากกระแสไฟฟ้าช็อต, แผลไฟไหม้, แผลน้ำร้อนลวก และการสัมผัสสารเคมีทางการเกษตร เป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งทางร่างกายและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเกษตรกร การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการบาดเจ็บดังกล่าวในกลุ่มเกษตรกรชาวสวนผลไม้ในจังหวัด จันทบุรี โดยวิเคราะห์ข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลพระปกเกล้าระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 คัดผู้ป่วยออกจากการศึกษา 9 รายเนื่องจากข้อมูลเวชระเบียนไม่สมบูรณ์ วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในโรงพยาบาลด้วยการวิเคราะห์แบบตัวแปรเดียวโดยรายงานค่า Crude Odds Ratio, 95% Confidence Interval และค่า p ผลการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วย 74 ราย เป็นเพศชาย 64 ราย (ร้อยละ 86.5) ค่ามัธยฐานของอายุคือ 32 ปี เกิดจากไฟฟ้าช็อต 47 ราย (ร้อยละ 63.5) ไฟไหม้ 23 ราย (ร้อยละ 31) น้ำร้อนลวก 2 ราย (ร้อยละ 2.7) และสารเคมีทางการเกษตร 2 ราย (ร้อยละ 2.7) พบภาวะความดัน ในช่องกล้ามเนื้อสูง 8 ราย (ร้อยละ 10.8) และภาวะกล้ามเนื้อสลาย 5 ราย (ร้อยละ 6.8) มีผู้ป่วยเสียชีวิตใน โรงพยาบาล 6 ราย (อัตราการเสียชีวิตร้อยละ 8.1) จากการวิเคราะห์แบบตัวแปรเดียวพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับ การเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (crude OR = 25.91, 95% CI: 2.71-247.78), ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (crude OR = 13.40, 95% CI: 0.72-248.80), ภาวะหายใจล้มเหลว (crude OR = 67.00, 95% CI: 5.48-819.34) และภาวะช็อกใน 24 ชั่วโมงแรก (crude OR = 22.83, 95% CI: 1.13-461.22)</span> </p> สุพจน์ ฉัตรทินกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/285645 Thu, 17 Sep 2026 00:00:00 +0700