พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ <p><strong>พุทธชินราชเวชสาร</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความเกี่ยวกับการแพทย์ แพทยศาสตรศึกษาและสาธารณสุข ได้แก่ รายงานวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความปริทัศน์ นวัตกรรมทางการแพทย์ ย่อวารสาร บทความจากการประชุมจดหมายถึงบรรณาธิการ ถามตอบปัญหาและบทความประเภทอื่นที่เหมาะสม</p> <p style="text-align: justify;"><em><strong>ISSN 3027-8074 (Print)</strong></em></p> <p style="text-align: justify;"><em><strong>ISSN 3027-8953 (Online)</strong></em></p> <p style="text-align: justify;"><em><strong>#การส่งบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ลงพุทธชินราขเวชสาร จะต้องส่งผ่านระบบ ThaiJO เท่านั้น#</strong></em></p> th-TH tnanthiya@gmail.com (Nanthiya Tanthachun) wirotss@gmail.com (Wirot Srisuk) Fri, 08 May 2026 17:44:42 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บรรณาธิการแถลง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/288550 นันทิยา ตัณฑชุณห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/288550 Tue, 12 May 2026 00:00:00 +0700 การปฏิบัติตามของผู้ปกครองตามคำแนะนำแบบวาจาและแบบลายลักษณ์อักษร ระหว่างการรักษาทางทันตกรรมเด็กภายใต้ยาชาเฉพาะที่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283295 <p>ปัจจุบันผู้ปกครองมีแนวโน้มต้องการอยู่กับบุตรระหว่างการรักษาทางทันตกรรมมากขึ้น การให้คำแนะนำที่ชัดเจนเพื่อกำหนดบทบาทผู้ปกครองในฐานะผู้สังเกตการณ์จึงสำคัญ เพื่อเพิ่มความร่วมมือ ลดความขัดแย้ง และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและทันตแพทย์ การทดลองเชิงคาดการณ์แบบสุ่มไปข้างหน้าชนิดมีกลุ่มควบคุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำแบบวาจากับแบบลายลักษณ์อักษรในการเป็นผู้สังเกตการณ์ของผู้ปกครอง 64 ราย ที่พาบุตรมารับการรักษาทางทันตกรรมภายใต้ยาชาเฉพาะที่ และบุตรมีสุขภาพแข็งแรง (ASA class I or II) อายุ 4-9 ปี เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผู้ปกครองจะได้รับคำแนะนำจากการสุ่ม หากผู้ปกครองรบกวนทันตแพทย์หรือเด็ก ผู้ช่วยทันตแพทย์จะบันทึกจำนวนครั้งและช่วงเวลาที่รบกวน เปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำแบบลายลักษณ์อักษรกับแบบวาจาด้วยสถิติ exact probability test, unpaired student's t-test และ Wilcoxon rank sum test พบว่าผู้ปกครองกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำด้วยวาจาปฏิบัติตามคำแนะนำมากกว่ากลุ่มที่ได้รับคำแนะนำเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่าอายุผู้ปกครองเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตาม โดยผู้ปกครองอายุมากมีแนวโน้มไม่ร่วมมือมากกว่าผู้ปกครองอายุน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสรุปการให้คำแนะนำด้วยวาจาอย่างชัดเจนจะช่วยเพิ่มความร่วมมือของผู้ปกครองระหว่างการรักษาทางทันตกรรมในเด็ก และส่งเสริมให้สภาพแวดล้อมในการรักษามีความเหมาะสมยิ่งขึ้น</p> กัญชพร แสงปัดสา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283295 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 คะแนนเสี่ยงทางคลินิกเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง จากไวรัสอาร์เอสวีในผู้ป่วยเด็ก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/285312 <p>ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง การวินิจฉัยใช้ชุดตรวจ RSV แบบเร็วจากโพรงจมูก ซึ่งไม่ได้มีทุกโรงพยาบาล การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างคะแนนเสี่ยงทางคลินิกเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ RSV ในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า/เท่ากับ 5 ปี เปรียบเทียบระหว่างผลการใช้ชุดตรวจ RSV แบบเร็วได้ผลบวกและลบ เป็นวิจัยเชิงพยากรณ์การวินิจฉัย โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งมีจำนวน 955 ราย เป็นกลุ่ม RSV ได้ผลบวก 290 ราย (ร้อยละ 30.4) พบ 6 ปัจจัยที่ใช้คำนวณค่าคะแนนเสี่ยง ได้แก่ น้ำมูกไหล, หายใจเร็ว, ฟังปอดได้เสียง rales, หน้าอกบุ๋ม, ประวัติสัมผัสผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจอักเสบ และป่วยช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ได้ค่าคะแนนระหว่าง 0-21 คะแนน มีค่าความแม่นยำของการทำนาย 0.93 (95%CI: 0.91-0.95) จุดตัดที่มากกว่า 16 คะแนนสามารถวินิจฉัยการติดเชื้อ RSV โดยมีค่า PPV ร้อยละ 75.6 และ NPV ร้อยละ 24.4 สรุปได้ว่าผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า/เท่ากับ 5 ปีที่มาโรงพยาบาลด้วยอาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างแพทย์ทั่วไปอาจนำ 6 ปัจจัยข้างต้นมาคำนวณคะแนนเสี่ยงเพื่อใช้วินิจฉัยการติดเชื้อ RSV เบื้องต้นได้ เพื่อรักษาหรือส่งต่อผู้ป่วยมารักษาในโรงพยาบาลที่ระดับสูงกว่าต่อไป</p> ทรงเกียรติ อุดมพรวัฒนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/285312 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลและความปลอดภัยของมะระขี้นกแคปซูลร่วมกับยาเบาหวานแผนปัจจุบัน ในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/282557 <p>มะระขี้นกเป็นสมุนไพรที่มีหลักฐานว่าช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้และหากใช้ร่วมกับยามาตรฐานอาจเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาได้มากขึ้น การทดลองแบบไม่สุ่มครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของมะระขี้นกแคปซูลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาแผนปัจจุบันแต่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ที่เข้ามารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกร่างและบ้านแหลมโพธิ์ จังหวัดพิษณุโลก โดยศึกษาในกลุ่มผู้ป่วย 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้กินมะระขี้นกแคปซูลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 แคปซูล ก่อนอาหารเช้าและเย็นร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่กินต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมที่ได้กินยาเบาหวานแผนปัจจุบันตามการรักษาเดิม จำนวนกลุ่มละ 30 ราย เปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของไตและตับด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม พบว่าหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 25.83 มก./ดล. และระดับน้ำตาลสะสมในเลือดต่ำกว่า 0.0.68 % (p &lt; 0.05) อย่างไรก็ตามระดับการทำงานของตับและไตไม่แตกต่างกันในทางสถิติ ดังนั้นการใช้มะระชี้นกแคปซูลร่วมกับยาเบาหวานแผนปัจจุบันมีประสิทธิผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าการใช้ยาเบาหวานแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียวและมีความปลอดภัย</p> ธีรวิทย์ คล้ายแท้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/282557 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การทบทวนเวชระเบียนย้อนหลังการฆ่าตัวตายจากการชันสูตรศพ ในจังหวัดลำปางระหว่างปี 2560-2564 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/281869 <p>จังหวัดลำปางมีอุบัติการณ์การฆ่าตัวตาย 1 ใน 10 จังหวัดที่พบการฆ่าตัวตายมากที่สุดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2560-2562 การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการฆ่าตัวตายชนิดต่าง ๆ ระหว่างเพศชายและเพศหญิง รวมทั้งระหว่างช่วงอายุจากการชันสูตรศพโดยแพทย์นิติเวชประจำโรงพยาบาลลำปางระหว่างปี พ.ศ. 2560-2564 โดยจำแนกตามเพศ อายุ และวิธีการฆ่าตัวตาย วิเคราะห์ด้วยสถิติ chi-square test จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 5,842 ศพเป็นการฆ่าตัวตายสำเร็จ 245 ศพ ซึ่งพบว่าเพศชายฆ่าตัวตายมากกว่าเพศหญิงคือร้อยละ 75.9/ร้อยละ 24.1, ช่วงอายุ 31-40 ปีมีจำนวนฆ่าตัวตายมากที่สุดคือร้อยละ 44.1 รองลงมาเป็นช่วงอายุ 51-69 ปีร้อยละ 30.2 ช่วงอายุ 41-50 ปีร้อยละ12.6 อายุ 70 ปีขึ้นไปร้อยละ 9.4 ช่วงอายุ 0-19 ปีร้อยละ 2.1 และช่วงอายุ 21-30 ปีร้อยละ1.6 ตามลำดับ, วิธีที่ใช้มากที่สุด คือ การแขวนคอ รองลงมา คือ การใช้สารพิษ, การยิงตัวตาย, การรมควัน และการแทงตัวตายตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบวิธีการฆ่าตัวตายชนิดต่าง ๆ ระหว่างเพศชายและเพศหญิงพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.020) ทว่าการศึกษานี้ไม่สามารถนำมาทำนายวิธีที่แต่ละเพศหรือแต่ละช่วงอายุจะเลือกใช้ในการฆ่าตัวตายได้ เพียงแต่ใช้เป็นแนวทางเพื่อศึกษาแนวโน้มที่สามารถเกิดขึ้น</p> นรินทร์ สรวิสูตร, บุณรดา อัตประชา, ปภาวดี กิตติประภัสร์, ปวิชญา คำแสน, ปาลฟ้า วิษณุมหิมาชัย, พัชรวรรณ์ สุวรรณกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/281869 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของ Clotrimazole cream และ Tincture Merthiolate ในการรักษาโรคเชื้อราในหู : การศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283253 <p>โรคเชื้อราในหูเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเขตร้อนชื้น การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมไปข้างหน้าครั้งนี้ศึกษาในผู้ป่วยโรคเชื้อราในหูจำนวน 61 ราย เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรักษาด้วยยา clotrimazole cream และ Tincture Merthiolate ณ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก โดยสุ่มผู้ป่วยให้ได้รับยา clotrimazole cream ซึ่งแพทย์ใส่ยาให้เพียงครั้งเดียว หรือยา Tincture Merthiolate ซึ่งผู้ป่วยหยอดเองวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน และติดตามผลในวันที่ 7 และ 14 ผลการศึกษาพบว่าลักษณะประชากรพื้นฐานไม่แตกต่างกัน ค่าเฉลี่ยคะแนนความเจ็บปวดเริ่มต้นใกล้เคียงกัน (mean difference = 0.12, 95% CI –1.49 ถึง 1.72) หลังการรักษา 7 และ 14 วันทั้งสองกลุ่มมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยไม่พบเชื้อราในหูหลังครบ 14 วัน ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มในผลลัพธ์ส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามกลุ่ม Tincture Merthiolate อาการเสียงดังในหูและหูอื้อดีขึ้นได้เร็วกว่าในช่วง 7 วันแรก ภาวะแทรกซ้อนอยู่ในระดับต่ำ และผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความพึงพอใจสูง สรุปได้ว่า clotrimazole cream และ Tincture Merthiolate มีประสิทธิผลใกล้เคียงกันในการรักษาโรคเชื้อราในหู โดย Tincture Merthiolate อาจช่วยบรรเทาอาการได้เร็วกว่าในระยะแรก การเลือกใช้ยาขึ้นกับความสะดวกและความพร้อมในการจัดหา</p> ภิรดี จินาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283253 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อระดับน้ำตาลใน 12 เดือนแรกของการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/282994 <p>เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก การศึกษา ย้อนหลังนี้เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อน้ำตาลใน 12 เดือนแรกของการ วินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เก็บข้อมูลส่วน บุคคลและข้อมูลทางคลินิกเด็ก 84 คนที่ได้รับการวินิจฉัยระหว่างเดือน มกราคม พ.ศ. 2552 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 และ ติดตามระดับ น้ำตาลสะสม 12 เดือน ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อน้ำตาลระหว่างกลุ่มที่ระดับ น้ำตาลสะสมมากกว่า 9% (ควบคุมได้ไม่ดี) และไม่เกิน 9% วิเคราะห์ สถิติเชิงอนุมานแบบตัวแปรเดียวในเดือนที่ 7 ถึง 12 พบปัจจัยที่ เกี่ยวข้องกับควบคุมได้ไม่ดี ได้แก่ อายุที่วินิจฉัยมากกว่า 10 ปี (OR = 4.85, 95%CI 1.17- 25.5), สิทธิ์รักษาด้วยประกันสุขภาพถ้วนหน้า (OR = 4.58, 95%CI 1.13-30.9) และเด็กที่อาศัยกับบิดาและ/หรือมารดา (OR = 2.93, 95%CI 1.01-9.82) วิเคราะห์สถิติเชิงอนุมานแบบพหุ ตัวแปรพบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมได้ไม่ดี ได้แก่ สิทธิ์รักษาด้วย ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Adj OR = 6.43, 95%CI 1.43-47.0) และเด็ก ที่อาศัยกับบิดาและ/หรือมารดา (Adj OR = 3.43, 95%CI 1.02-13.4) สรุปได้ว่า ปัจจัยที่มีผลให้ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีหลังวินิจฉัยเดือนที่ 7 ถึง 12 ของเด็กโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ได้แก่ อายุที่วินิจฉัยมากกว่า 10 ปี ,สิทธิ์รักษาด้วยประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเด็กที่อาศัยกับบิดาและ/ หรือมารดา</p> เมจินี เด่นศรีวิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/282994 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการฝึกอบรมการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด ต่อสมรรถนะของพยาบาลเคมีบำบัด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/282255 <p>โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย ซึ่งแนวทางการรักษาส่วนใหญ่เป็นการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยพยาบาลต้องมีความพร้อมด้านความรู้ ความชำนาญ ทักษะอย่างเหมาะสม และสมรรถนะในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการให้ความรู้และผลของการปฏิบัติต่อสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยที่มีประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป สุ่มคัดเลือกแบบเจาะจงจำนวน 23 คน ผลการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมโปรแกรมมีประสบการณ์ในการทำงาน 2-5 ปี เปรียบเทียบข้อมูลระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกอบรมด้วยสถิติ paired t- test ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานได้ร้อยละ 100 สรุปได้ว่าการใช้โปรแกรมในการฝึกอบรมให้พยาบาลสามารถช่วยส่งเสริมความรู้และเพิ่มสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดในโรงพยาบาลได้ อย่างไรก็ตามงานวิจัยครั้งนี้มีระยะเวลาการศึกษาสั้น ดังนั้นการวิจัยครั้งต่อไปควรเพิ่มการติดตามผลของโปรแกรมเป็นระยะเพื่อพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง</p> วีรญา ศิริจรรยาพงษ์, พรพิมล ไชยบุญตา, บัวหลวง สำแดงฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/282255 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาแคปไซซินรูปแบบทาเฉพาะที่ ในการรักษาอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/281851 <p><span class="fontstyle0">โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะเรื้อรังที่พบบ่อย ปัจจุบันมักรักษาด้วยยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ซึ่งมีความเสี่ยง ต่อระบบทางเดินอาหาร ไต และหัวใจ การทดลองแบบสุ่มครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความ ปลอดภัยของการใช้ยาแคปไซซินแบบทาร่วมกับยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในการลดอาการปวดจากโรค ข้อเข่าเสื่อม ศึกษาในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่อายุมากกว่า 50 ปี สุ่มผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับยาแคปไซซิน รูปแบบทา 0.025% ร่วมกับยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์และกลุ่มที่ได้รับยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพียงอย่างเดียว ติดตามผลการรักษาที่ 4 สัปดาห์ ประเมินคะแนนความปวดร้อยละการใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ และผลข้างเคียงจากยาแคปไซซินรูปแบบทามีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษา 128 คน กลุ่มที่ได้รับยาแคปไซซิน รูปแบบทาร่วมกับยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์มีคะแนนความปวดลดลงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (-40.97 เทียบกับ -30.91; p &lt; 0.001) และใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) น้อยกว่า (เฉลี่ย 39.14% เทียบกับ 75.89%; p &lt; 0.001) ผลข้างเคียงจากยาแคปไซซินรูปแบบทาอยู่ในระดับเล็กน้อย (ร้อยละ 15.4) ไม่แตกต่าง จากกลุ่มควบคุม (p = 0.751) และไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง การใช้ยาแคปไซซินรูปแบบทาร่วมกับยาแก้อักเสบ ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดลดการใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์และปลอดภัยจึงเป็นทาง เลือกในการรักษาโดยเฉพาะในผู้ที่มีข้อจำกัดต่อการใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์</span> </p> ศิริวรรณ คงคา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/281851 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลในการคัดกรองโรคกระดูกพรุนด้วยฟิล์มเอกซเรย์ปกติ และนวัตกรรม "S" Pipe: การศึกษาเปรียบเทียบแบบภาคตัดขวาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/281853 <p>โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ แต่การตรวจด้วยเครื่อง DEXA scan เข้าถึงได้จำกัดในโรงพยาบาลชุมชน ขณะที่เอกซเรย์ปกติมีความไวต่ำ ตรวจพบได้เมื่อสูญเสียมวลกระดูกถึงร้อยละ 30-40 การศึกษาความแม่นยำในการวินิจฉัยด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของเอกซเรย์ร่วมกับนวัตกรรม “S” Pipe ในการคัดกรองโรคกระดูกพรุนเปรียบเทียบกับเครื่อง DEXA scan ดำเนินการในกลุ่มเสี่ยง 169 ราย นวัตกรรม “S” Pipe ประกอบด้วยท่อ PVC ขนาด 1¼ นิ้ว ยาว 15 ซม. พันเทปกาว 7 ชั้น ทำหน้าที่เป็นวัตถุอ้างอิงจำลองโรคกระดูกพรุน ใช้หลักการปรับความหนาแน่นของภาพรังสี เปรียบเทียบความทึบรังสีเพื่อทำนายโรคกระดูกพรุน ผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 94.6 อายุเฉลี่ย 67.54 ปี พบว่าการใช้นวัตกรรม “S” Pipe ร่วมกับเอกซเรย์มีประสิทธิภาพที่ดี โดยมีความไว 90.5% (95% CI: 86.1, 94.9) ความจำเพาะ 96.9% (95% CI: 94.2, 99.5) ค่าพยากรณ์เชิงบวก 90.5% ค่าพยากรณ์เชิงลบ 96.9% ความแม่นยำรวม 95.3% (95% CI: 90.9, 97.9) และ AUC = 0.9366 (95% CI: 0.8892, 0.9841) การวิเคราะห์เพิ่มเติมแสดง LR+ = 28.73 และ LR- = 0.0983 บ่งชี้การจำแนกที่ยอดเยี่ยม สรุปได้ว่านวัตกรรม “S” Pipe เป็นเครื่องมือคัดกรองโรคกระดูกพรุนที่แม่นยำสูง เข้าถึงได้ และต้นทุนต่ำ สามารถปฏิวัติการจัดการโรคกระดูกพรุนในพื้นที่ทรัพยากรจำกัด ช่วยเพิ่มอัตราตรวจพบระยะเริ่มต้น ลดกระดูกหักและต้นทุนรักษาระยะยาว</p> ศุภชัย ชัยบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/281853 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันองค์กรของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตติยภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/282382 <p>ความผูกพันต่อองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กร การที่บุคลากรรู้สึกผูกพันและมีความภักดีต่อองค์กรจะช่วยให้องค์กรสามารถรักษาทรัพยากรบุคคลไว้ได้ การวิจัยเชิงพรรณนา นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันองค์กรของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตติยภูมิ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพสังกัดกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ จำนวน 660 คน เก็บข้อมูลในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยใช้แบบสอบถามปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันองค์กร วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 93.6 เมื่อจำแนกตามกลุ่มช่วงวัยพบว่าพยาบาลกลุ่ม Generation Y มีสัดส่วนมากที่สุด โดยมีค่าอายุเฉลี่ย 35 ปี ภาพรวมระดับความผูกพันองค์กรอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 3.60, SD = 0.80) และผลการวิเคราะห์พบตัวแปร 5 ตัวร่วมทำนายความผูกพันองค์กรของพยาบาลวิชาชีพ โดยด้านความพึงพอใจในงานมีอำนาจในการทำนายสูงที่สุด (β = 0.400) รองลงมา ได้แก่ ด้านความก้าวหน้าในอาชีพ ด้านการให้รางวัลและค่าตอบแทน ด้านลักษณะงานและการทำงาน และด้านภาวะหมดไฟในการทำงาน (β = 0.211, 0.202 0.110, 0.085 ตามลำดับ) โดยตัวแปรทั้ง 5 ตัวร่วมทำนายความผูกพันองค์กรของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตติยภูมิร้อยละ 54.1</p> อัญชลี อินทะเสน, นาตยา คำสว่าง, จิราภรณ์ วิสิฐพงศ์พันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/282382 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การตรวจเส้นประสาทสมอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283459 <p>การตรวจเส้นประสาทสมองเป็นส่วนสำคัญของการประเมินผู้ป่วยทางระบบประสาท ประกอบด้วยสององค์ประกอบหลัก ได้แก่ การซักประวัติและการตรวจร่างกาย การตรวจร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในกายวิภาคศาสตร์ของระบบประสาทเพื่อระบุตำแหน่งและที่ตั้งของเส้นประสาทแต่ละคู่ ซึ่งมีเซลล์ประสาทต้นกำเนิดอยู่บริเวณก้านสมองหรือเหนือกว่านั้น อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการตรวจร่างกายในระดับคลินิกที่ช่วยให้บุคคลากรทางการแพทย์สามารถระบุตำแหน่งของโรคได้อย่างแม่นยำ</p> ปิยาณี ศรียา, ศันสนีย์ แสงวณิช, พ.อ. ดร. นพ. ธนิต เฉลิมวัฒนชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283459 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700