พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ <p><strong>พุทธชินราชเวชสาร</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความเกี่ยวกับการแพทย์ แพทยศาสตรศึกษาและสาธารณสุข ได้แก่ รายงานวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความปริทัศน์ นวัตกรรมทางการแพทย์ ย่อวารสาร บทความจากการประชุมจดหมายถึงบรรณาธิการ ถามตอบปัญหาและบทความประเภทอื่นที่เหมาะสม</p> <p style="text-align: justify;"><em><strong>ISSN 3027-8074 (Print)</strong></em></p> <p style="text-align: justify;"><em><strong>ISSN 3027-8953 (Online)</strong></em></p> <p style="text-align: justify;"><em><strong>#การส่งบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ลงพุทธชินราขเวชสาร จะต้องส่งผ่านระบบ ThaiJO เท่านั้น#</strong></em></p> Buddhachinaraj Medical Journal th-TH พุทธชินราชเวชสาร 3027-8074 บรรณาธิการแถลง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/285019 นันทิยา ตัณฑชุณห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 237 237 บทบาทของการถอดบทเรียนในสถานการณ์จำลองทางการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/280678 <p><span class="fontstyle0">ปัจจุบันวิธีจัดการเรียนการสอนโดยสถานการณ์จำลองทางการแพทย์ได้รับการยอมรับมากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะทางคลินิกในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม ปราศจากความเสี่ยง ส่งเสริมการสะท้อนคิด วิเคราะห์การตัดสินใจและบูรณาการความรู้อย่างมีวิจารณญาณเชิง วิชาชีพ การจัดการเรียนการสอนนี้ให้ความสำคัญแก่ความปลอดภัยทางจิตใจ เพื่อให้ผู้เรียนกล้าลองผิดลองถูกและ เรียนรู้ความผิดพลาดโดยปราศจากความกลัวการตัดสินหรือการลงโทษ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยการจัดการ เรียนการสอนนี้เผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การบูรณาการกับหลักสูตร การจัดกิจกรรมให้เกิดประสิทธิผล และการขาดแคลนอาจารย์ที่ผ่านการอบรม การอภิปรายหลังกิจกรรมหรือการถอดบทเรียนเป็นหัวใจสำคัญของการ เรียนรู้ ผู้สอนมักประสบปัญหาในการสร้างสมดุลระหว่างเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมากับการกระตุ้นการอภิปราย เพื่อให้ผู้เรียนสะท้อนคิดโดยรู้สึกปลอดภัย กล้าพูดข้อผิดพลาดของตนเองโดยไม่ท้อแท้ วัตถุประสงค์ของบทความนี้ เพื่ออธิบายขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง หลักการพื้นฐานของการถอดบทเรียน นำเสนอเครื่องมือช่วยการถอดบทเรียน (PEARLS) และเครื่องมือประเมินการดำเนินการถอดบทเรียน (DASH) ของ ผู้สอน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับอาจารย์แพทย์ มุ่งหวังให้อาจารย์มีความรู้และสามารถใช้เครื่องมือในการดำเนินการ ถอดบทเรียนอย่างมีประสิทธิผล อันจะช่วยยกระดับผลลัพธ์การเรียนการสอนในสถานการณ์จำลองให้ดียิ่งขึ้น</span> </p> วรรณา อาจองค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 344 358 ผลการใช้แนวทางปฏิบัติการป้องกันปอดอักเสบด้วยหลัก 3-VAP ต่อการเกิดปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ ในผู้ป่ วยศัลยกรรมประสาท https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/283572 <p><span class="fontstyle0">ปอดอักเสบเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัด หลังอย่างเดียวครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการใช้แนวทางปฏิบัติด้วยหลัก 3-VAP prevention ต่ออัตราการเกิด ปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ (VAP) ในผู้ป่วยศัลยกรรมประสาท กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้ รับการผ่าตัดศัลยกรรมประสาทในโรงพยาบาลเพชรบูรณ์จำนวน 84 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ </span><span class="fontstyle2">กลุ่มควบคุม</span><span class="fontstyle0">ได้รับการ ดูแลตามมาตรฐานและ</span><span class="fontstyle2">กลุ่มทดลอง</span><span class="fontstyle0">ได้รับการใช้แนวทางปฏิบัติด้วยหลัก 3 VAP prevention กลุ่มละ 42 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวทางปฏิบัติด้วยหลัก 3-VAP prevention ประกอบด้วย VAP screening, VAP monitoring, VAP bundle และแบบประเมิน CPIS ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 นำเสนอ ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Chi-square test, Independent t-test, Poisson regression และ Cox proportional hazards regression ผลการวิจัยพบว่าอัตราการเกิด VAP ในผู้ป่วยที่ใช้แนวทางปฏิบัติด้วยหลัก 3-VAP prevention ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับ การดูแลตามมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (8.5, 30.1 ต่อ 1,000 วันใช้เครื่องช่วยหายใจ, p = 0.006) แต่อัตรา การเสียชีวิต, ระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ และระยะเวลาวันนอนโรงพยาบาลไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัย ครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่าแนวทางปฏิบัติด้วยหลัก 3-VAP prevention ช่วยลดการเกิด VAP จึงควรนำไปใช้ในทาง ปฏิบัติและขยายผลโดยปรับให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละกลุ่มโรค ซึ่งจะส่งผลในการลดอัตรา การเกิด VAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span> </p> กุลรัตน์ บริรักษ์วาณิชย์ อุษากร ชุมช่วย ปติมา เชื้อตาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 238 252 ผลของการเสริมโปรตีนจากไข่ต่อระดับอัลบูมินในผู้ป่วยฟอกไต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/279078 <p>ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งมักมีภาวะทุพโภชนาการจากการบริโภคโปรตีนไม่เพียงพอ การเสริมโปรตีนด้วยไข่ไก่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงอาจช่วยเพิ่มระดับอัลบูมินและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในผู้ป่วยฟอกไต หน่วยไตเทียมโรงพยาบาลโพธารามจึงได้จัดทำโครงการรับบริจาคไข่เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการเสริมโปรตีนจากไข่ต่อระดับอัลบูมินและตัวชี้วัดทางชีวเคมีอื่น ๆ ในผู้ป่วยฟอกไต โดยเป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยฟอกไตจำนวน 48 รายที่ได้รับไข่ระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ.2565 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2566 โดยเก็บข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มการเสริมไข่และติดตามผลที่ 6 และ 12 เดือน ผลการศึกษาพบว่าระดับอัลบูมินเพิ่มขึ้นจาก 3.66 ± 0.42 ก./ดล.เป็น 3.96 ± 0.34 ก./ดล. ที่ 6 เดือน (p &lt; 0.001) และเป็น 3.85 ± 0.36 ก./ดล. ที่ 12 เดือน (p = 0.03) ขณะที่ค่าฮีโมโกลบิน แคลเซียม ฟอสฟอรัส พาราไทรอยด์ คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ไม่เปลี่ยนแปลง สรุปได้ว่าการเสริมไข่ในผู้ป่วยฟอกไตสามารถเพิ่มระดับอัลบูมินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในช่วง 6 เดือนแรกและคงระดับต่อเนื่องถึง 12 เดือนโดยไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติทางชีวเคมีอื่น จึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และต้นทุนต่ำในการพัฒนาภาวะโภชนาการของผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> ณตพล คุ้มศิริ ประทุมพร รุจิเจริญวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 253 260 การพัฒนาระบบการพยาบาลตอบสนองเร่งด่วนในโรงพยาบาลตติยภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/278937 <p>ผู้ป่วยทรุดลงในโรงพยาบาลเป็นความเสี่ยงสำคัญ การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการพัฒนาระบบการพยาบาลตอบสนองเร่งด่วน โรงพยาบาลตติยภูมิ ระหว่างเดือน มีนาคม - ธันวาคม 2567 ในหอผู้ป่วยใน&nbsp; ผู้ป่วยนอกและหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก การพัฒนาแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ขั้นตอน 1 วิเคราะห์ปัญหาและวางแผนพัฒนา ขั้นตอน 2 พัฒนาระบบการพยาบาลตอบสนองเร่งด่วน ขั้นตอน 3 นำระบบที่พัฒนาไปใช้&nbsp; ขั้นตอน 4 ประเมินผลลัพธ์การพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและนำเสนอเป็นความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบข้อมูลด้วยการทดสอบ chi square, paired t และ independent sample t กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลวิจัยพบว่า ความรู้ สมรรถนะ การปฏิบัติ ของพยาบาลวิชาชีพก่อนและหลังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp; ความพึงพอใจต่อการพัฒนาระบบอยู่ในระดับมาก ผลลัพธ์ด้านผู้ป่วยพบว่าการย้ายเข้าหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนก่อนและหลังพัฒนาลดลงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การปั้มหัวใจโดยไม่ได้วางแผนก่อนและหลังพัฒนาไม่แตกต่างกัน &nbsp;ดังนั้นผู้บริหารทางการพยาบาลจึงควรนำระบบการพยาบาลตอบสนองเร่งด่วนไปใช้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ป่วยต่อไป</p> นาตยา คำสว่าง ขวัญเรือน สิงห์กวาง วรรณเพ็ญ เนื่องสิทธะ สุวรรณี คุ้มอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 261 273 ผลลัพธ์การติดตามผู้ป่วยและปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังจำหน่าย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/278454 <p>โรคหลอดเลือดสมองนั้นแม้ในประเทศไทยจะมีแนวทางในการดูแลแต่ก็ยังมีผู้ป่วยที่เกิดภาวะทุพลภาพไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติส่งผลต่อการทำงานและการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ลดลง การวิจัยแบบย้อนหลังครั้งนี้ศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการส่งปรึกษาการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน เพื่อประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังจำหน่าย ศึกษาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในและมีคะแนน Barthel index น้อยกว่า 75 ก่อนจำหน่ายกลับบ้านที่ได้รับการส่งปรึกษาการดูแลต่อเนื่องที่หน่วยป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 97 ราย ผลการศึกษาพบว่าเป็นเพศชาย 43 ราย (ร้อยละ 44.3) เพศหญิง 54 ราย (ร้อยละ 55.7); อายุเฉลี่ย 72 ปี; มีความรุนแรงของโรคร่วมระดับปานกลางร้อยละ 48.5; คะแนน Barthel Index วันที่ก่อนจำหน่าย, ติดตามที่บ้าน 2 สัปดาห์ และ 1 เดือนหลังจำหน่าย พบว่าที่ 2 สัปดาห์ความรุนแรงของโรคร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยพบว่าเพศ อายุ และความรุนแรงของโรคร่วมไม่ได้ส่งผลต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยในช่วงหลังจำหน่ายภายใน 1 เดือน</p> ปัญญสุดา ยี่โถ พุทธิพร เกษกมล สายพิรุณ จันทร์พงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 274 281 ผลของระยะเวลาระหว่างการตรวจติดตามการรักษาต่อการล้มเหลวของฟันหลักยึด ในฟันเทียมบางส่วนถอดได้แบบขยายฐาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/279477 <p>ฟันเทียมบางส่วนถอดได้แบบขยายฐานเป็นทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยที่สูญเสียฟันหลายซี่ด้วยข้อได้เปรียบด้านค่าใช้จ่ายและเวลาโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามมีรายงานผลเสียที่เกิดในฟันหลักยึดของฟันเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่ได้รับการตรวจติดตามสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระยะเวลาระหว่างการตรวจติดตามการรักษา การสูญเสียการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ทางคลินิก และประเภทของการสบฟันต่อความเสี่ยงของการล้มเหลวของฟันหลักยึดในฟันเทียมถอดได้แบบขยายฐาน โดยรวบรวมข้อมูลฟันหลักยึดของฟันเทียมบางส่วนถอดได้แบบขยายฐานชนิดโครงโลหะจากเวชระเบียนผู้ป่วยในภาควิชาทันตกรรมทั่วไปขั้นสูง คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 515 ซี่ โดยฟันหลักยึดที่ถูกจัดว่ามีสภาพล้มเหลว ได้แก่ การถอนฟัน การเกิดรอยผุใหม่ การเปลี่ยนวัสดุบูรณะที่มีอยู่เดิม การรักษารากฟันหรือการรักษารากฟันซ้ำ และการลุกลามของโรคปริทันต์ ผลการศึกษาพบฟันหลักยึดล้มเหลวร้อยละ 21.7 และระยะเวลาระหว่างการตรวจติดตามมีผลต่อระยะเวลาการอยู่รอดของฟันหลักยึดในผู้ป่วยที่ใส่ฟันเทียมบางส่วนถอดได้แบบขยายฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) โดยกลุ่มที่ไม่ได้รับการติดตามเลยมีอัตราการล้มเหลวของฟันหลักยึดสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มที่มีระยะเวลาระหว่างการตรวจติดตามนานกว่า 6 เดือน ขณะที่กลุ่มระยะเวลาระหว่างการตรวจติดตาม ≤ 6 เดือนมีอัตราการล้มเหลวต่ำที่สุด อีกทั้งฟันหลักยึดในกลุ่มนี้มีแนวโน้มอยู่รอดได้ยาวนานกว่ากลุ่มอื่น นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่ไม่เคยได้รับการตรวจติดตามมีความเสี่ยงต่อการล้มเหลวสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการตรวจติดตาม ≤ 6 เดือนถึงเกือบ 10 เท่า (Adjusted HR = 9.26)</p> เพ็ญไพฑูรย์ เปรมพาณิชย์นุกูล ชนิตา ตันติพจน์ พีรศุษม์ รอดอนันต์ ธารี จำปีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 282 291 อุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบของกลุ่มหลอดเลือดฝอยในไตที่เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีต่อไซโตพลาสมิกแอนตินิวโทรฟิว (ANCA) จากการใช้ยาไฮดราลาซีน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/282672 <p>ยาไฮดราลาซีนอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีต่อไซโตพลาสมิกแอนตินิวโทรฟิว (ANCA) มีอุบัติการณ์ร้อยละ 5.4 ในผู้ป่วยที่ได้รับยา 100 มก.ต่อวัน และร้อยละ 10.4 ในผู้ที่ได้รับยา 200 มก.ต่อวันนานกว่า 3 ปี ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานอุบัติการณ์ของโรคหลอดเลือดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับ ANCA ที่เกี่ยวข้องกับยาไฮดราลาซีน การศึกษาแบบไปข้างหน้าครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบของกลุ่มหลอดเลือดฝอยในไตที่เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีต่อไซโตพลาสมิกแอนตินิวโทรฟิวจากการใช้ยาไฮดราลาซีน โดยมีผู้เข้าร่วมการศึกษา 345 คน ค่ามัธยฐานของขนาดยาคือ 150 มก.ต่อวัน ระยะเวลาการใช้ยา 20 เดือน กลุ่มที่เป็นโรคใช้ยาขนาดสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นโรค ตัวทำนายที่เป็นไปได้ของโรคขึ้นกับขนาดยาที่มากกว่า 100 มก.ต่อวันโดยมีโอกาสเกิดโรคเพิ่มขึ้น 2.84 เท่า (95%CI = 1.16-6.95), ค่า CRP ที่มากกว่า 5 มก. ต่อลิตรมีโอกาสเกิดโรค 7.24 เท่า (95%CI = 1.80-29.08), พบ ANA ชนิด homogenous เพิ่มโอกาสเกิดโรค 9.03 เท่า (95%CI = 3.09- 26.45), คอมพลีเม้นท์ 3 ต่ำเพิ่มโอกาสการเกิดโรค 10.1 เท่า (95%CI =3.94-25.93), พบอุบัติการณ์ของการเกิดการอักเสบของกลุ่มหลอดเลือดฝอยในไตที่เกี่ยวข้อง ANCA จากการใช้ยาไฮดราลาซีนเท่ากับร้อยละ 6.7 ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคคือขนาดของยา ตัวทำนายที่เป็นไปได้ของการเกิดโรค ได้แก่ พบ ANA ชนิด homogenous, CRP มากกว่า 5 มก./ลิตร, ค่าครีเอตินีนที่สูงขึ้น และระดับ C3 ต่ำ </p> มาโนช อู่วุฒิพงษ์ อังคณา นรเศรษฐ์ธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 292 301 ประสิทธิผลของน้ำลายเทียมสูตร Carboxymethyl Cellulose (CMC) ใน ผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอภายหลังได้รับการฉายรังสีรักษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/280524 <p>โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกให้บริการทางทันตกรรมแก่ผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่มีภาวะปากแห้งหลังการฉายรังสี การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของน้ำลายเทียมคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (CMC) ในผู้ป่วยที่มารับบริการระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 จำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (น้ำลายเทียม CMC) และกลุ่มควบคุม (น้ำเปล่า) กลุ่มละ 24 คน ประเมินก่อนและหลังใช้ 1 เดือนด้วยแบบสอบถามภาวะปากแห้งฉบับภาษาไทย 11 ข้อ วัดปริมาณน้ำลายโดยให้ผู้ป่วยเคี้ยวแผ่นผ้าก๊อซแซกซัน (Saxon test) และวัดค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ด้วยกระดาษลิตมัส พบว่าลักษณะส่วนบุคคลของทั้งสองกลุ่มใกล้เคียงกัน ยกเว้นเพศและอายุที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ผลการใช้พบว่าคะแนนภาวะปากแห้งของทั้งสองกลุ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะเรื่องการตื่นกลางคืน ความรู้สึกปากแห้ง และความยากลำบากในการกลืน แต่ปริมาณน้ำลายและค่า pH ไม่แตกต่างกัน สรุปได้ว่าน้ำลายเทียม CMC ของโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกช่วยลดอาการปากแห้งในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอหลังฉายรังสีได้เมื่อใช้ต่อเนื่อง 1 เดือน แต่ไม่เพิ่มปริมาณน้ำลายหรือเปลี่ยนค่า pH ในระยะเวลาดังกล่าว</p> มาริษา มาสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 302 313 ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการรักษาฝีในตับด้วยการระบายหนองผ่านสายสวนทางผิวหนัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/280603 <p>การใส่สายระบายหนองทางผิวหนังเป็นวิธีรักษาหลักของผู้ป่วยโรคฝีในตับในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาในการใส่สายระบายหนองยังไม่ชัดเจน งานวิจัยแบบปัจจัยพยากรณ์โรคครั้งนี้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อผลการรักษาในผู้ป่วยฝีในตับที่ได้รับการใส่สายระบายหนอง โดยทบทวนย้อนหลังในผู้ป่วยฝีในตับ 94 รายที่รักษาด้วยการใส่สายระบายหนองระหว่างปี พ.ศ. 2558–2568 ผู้ป่วยเป็นเพศชายร้อยละ 59.7 อายุเฉลี่ย 57 ปี พบว่าร้อยละ 66 ถอดสายระบายหนองได้ภายใน 45 วัน พบว่าค่า hematocrit (Hct) ต่ำกว่า 29% มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการใส่สายเกิน 45 วันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (relative risk 2.90; 95% CI 1.34-6.28; p = 0.007) ขณะที่ปัจจัยอื่น เช่น เพศ อายุ จำนวนฝี ขนาดฝี และตำแหน่งฝีไม่พบความเกี่ยวข้อง สรุปได้ว่าผู้ป่วยฝีในตับที่มีภาวะโลหิตจาง (Hct &lt; 29%) มีแนวโน้มต้องใส่สายระบายหนองนานกว่า 45 วันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นควรให้ความสำคัญต่อภาวะโลหิตจางเนื่องจากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับระยะเวลาการใส่สายระบายหนองที่ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ตามภาวะโลหิตจางอาจเป็นตัวบ่งชี้ความรุนแรงของโรคหรือภาวะร่วมอื่นๆ ไม่สามารถสรุปได้ว่าการแก้ไขภาวะโลหิตจางจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นโดยตรง จำเป็นต้องศึกษาต่อเนื่องในอนาคต</p> วิวัฒน์ ทิสยากร ชวลิต หลักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 314 323 ความชุกของการคลอดบุตรและผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ระหว่างแรงงานต่างด้าวกับแรงงานไทยในโรงพยาบาลธัญบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/280171 <p><span class="fontstyle0">แรงงานต่างด้าวเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยและมีแนวโน้มจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในวัยเจริญพันธุ์ การศึกษาแบบย้อนหลังครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความชุกของการคลอดบุตรของ แรงงานต่างด้าวที่มาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลธัญบุรีและเปรียบเทียบผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ระหว่างแรงงานต่างด้าว กับแรงงานไทย โดยศึกษาในหญิงตั้งครรภ์เดี่ยวที่คลอดบุตรในโรงพยาบาลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2566 (5 ปี) ผลการศึกษาพบว่าแรงงานต่างด้าวมีอัตราความชุกของการคลอดบุตรเฉลี่ยร้อยละ 17.3 โดย แรงงานต่างด้าวมีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจากแรงงานไทย ได้แก่ อายุครรภ์ในการฝากครรภ์ครั้งแรก อายุมารดา การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และอัตราการคลอดทางช่องคลอดสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามไม่ พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทั้งสองในด้านการคลอดก่อนกำหนด อัตราการตายปริกำเนิด น้ำหนักแรกคลอด ผลลัพธ์ของทารกแรกเกิด ผลลัพธ์ของมารดา และภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด สรุปได้ว่าแม้แรงงานต่างด้าวจะมี สัดส่วนการคลอดที่ค่อนข้างสูงและมีลักษณะประชากรที่แตกต่างจากแรงงานไทยในบางประการ แต่ผลลัพธ์ของการ ตั้งครรภ์และสุขภาพทารกแรกเกิดไม่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการดูแลทางการแพทย์ที่เท่าเทียม กัน</span> </p> ศุภฤดีวัลย์ ทองจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 324 332 ประสิทธิภาพของค่าดัชนี Log Odds of Positive Lymph Nodes (LODDS) ในการพยากรณ์การรอดชีวิตของผู้ป่ วยมะเร็งเต้านม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/279505 <p><span class="fontstyle0">มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในสตรี ซึ่งการประเมินการแพร่กระจายต่อมน้ำเหลืองมีบทบาทสำคัญใน การพยากรณ์โรค การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของค่าดัชนี Log Odds of Positive Lymph Nodes (LODDS) ในการพยากรณ์อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด invasive carcinoma of no special type และเปรียบเทียบกับดัชนี pN staging และ Axillary Lymph Node Ratio (LNR) การศึกษาย้อนหลังนี้ รวบรวมผู้ป่วย 518 รายที่ได้รับการผ่าตัดร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ที่โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกระหว่างปี พ.ศ. 2550-2554 ผลการศึกษาพบว่า LODDS มีความเกี่ยวข้องกับอัตราการรอดชีวิตโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) และมีความแม่นยำในการจำแนกความเสี่ยงเหนือกว่าดัชนี pN staging และ LNR โดยเฉพาะในผู้ป่ วยที่มีจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่ตรวจพบทั้งหมดน้อยกว่า 10 ต่อม การวิเคราะห์ Cox regression แบบตัวแปรพหุร่วมชี้ให้เห็นว่า LODDS เป็นปัจจัยพยากรณ์อิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติ แม้เมื่อปรับ ด้วยอายุ ขนาดก้อนมะเร็ง และเกรดของเนื้องอกแล้ว การศึกษานี้สะท้อนศักยภาพของ LODDS ในการใช้เป็นดัชนี พยากรณ์โรคที่แม่นยำและมีประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามข้อจำกัดด้านข้อมูล ย้อนหลังยังคงมีอยู่ จึงควรศึกษายืนยันเพิ่มเติมแบบ prospective ในอนาคต</span> </p> อภิชาติ ชุมทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ``โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 42 3 333 343