https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/issue/feed พุทธชินราชเวชสาร 2022-05-23T00:00:00+07:00 Nanthiya Tanthachun tnanthiya@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>พุทธชินราชเวชสาร</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความเกี่ยวกับการแพทย์ แพทยศาสตรศึกษาและสาธารณสุข ได้แก่ รายงานวิจัย รายงานผู้ป่วย บทความปริทัศน์ นวัตกรรมทางการแพทย์ ย่อวารสาร บทความจากการประชุมจดหมายถึงบรรณาธิการ ถามตอบปัญหาและบทความประเภทอื่นที่เหมาะสม</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/256474 บรรณาธิการแถลง 2022-05-21T10:24:16+07:00 นันทิยา ตัณฑชุณห์ tnanthiya@gmail.com <p>no abstract</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/253318 IgG4-Related Disease ของท่อไตส่วนต้นด้านขวาในผู้ป่วยชายอายุ 55 ปี: รายงานผู้ป่วย 2022-03-16T11:59:17+07:00 จินตนา วังสถิตธรรม chintanawang@gmail.com <p>IgG4-related disease เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากภาวะการอักเสบและการเปลี่ยนแปลงเป็นพังผืด ในปัจจุบันพบรายงานอุบัติการณ์ของ IgG4- related disease เพิ่มขึ้น โดยแสดงอาการของโรคที่แตกต่างกัน เช่น ภาวะอักเสบอาการคล้ายภาวะติดเชื้อ รวมถึงอาการคล้ายเนื้องอก รายงานนี้ได้นำเสนอผู้ป่วยชายอายุ 55 ปีมาด้วยอาการปวดท้องเรื้อรัง ผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบก้อนที่ท่อไตส่วนบนด้านขวา ผู้ ป่วยเข้ารับการผ่าตัดไตและท่อไตด้านขวาผลการตรวจชิ้นเนื้อก้อนที่ บริเวณท่อไตส่วนบนพบลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เข้าได้กับเกณฑ์การ วินิจฉัยหลักของ IgG4-related disease 2 ลักษณะคือการเพิ่มขึ้นของ เม็ดเลือดขาวชนิดพลาสมาเซลล์และเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ใน เนื้อเยื่อ ร่วมกับการเกิดพังผืดลักษณะคล้ายพายุหมุน ผลย้อมอิมมูโนฮิส โตเคมีพบอัตราส่วนเม็ดเลือดขาวชนิดพลาสมาเซลล์ที่แสดงผลบวกต่อ IgG4 เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 40 (ร้อยละ 49) ร่วมกับมีระดับ IgG4 ในเลือด เพิ่มขึ้น [644 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร (&gt; 135 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร)] ผู้ ป่วยรายนี้จึงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น IgG4-related disease สรุปได้ว่าการวินิจฉัย IgG4-related disease ต้องอาศัยความสัมพันธ์ของ อาการแสดงทางคลินิก การตรวจภาพทางรังสี การเปลี่ยนแปลงทาง พยาธิวิทยาและการย้อมอิมมูโนฮิสโตเคมีร่วมกับการตรวจหาระดับ IgG4 ในเลือด</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/252771 ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกแพร่กระจายไปลำไส้ใหญ่ ที่มาด้วยอาการปวดท้องเฉียบพลัน: รายงานผู้ป่วยพบน้อย 2022-03-19T10:39:26+07:00 พัชราวรรณ ประสิทธิ์วิเศษ phatcharawanpra@gmail.com <p>มะเร็งปากมดลูกสามารถแพร่กระจายได้โดยการแพร่กระจายโดยตรงไป ยังอวัยวะใกล้เคียง ส่วนมะเร็งปากมดลูกที่แพร่กระจายไปที่ลำไส้พบได้ น้อย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้วินิจฉัยได้ยากและคาดไม่ถึง ซึ่งสามารถ ทำให้เกิดลำไส้อุดตันหรือลำไส้ทะลุได้ บทความนี้นำเสนอรายงานผู้ ป่วยหญิงไทยอายุ 74 ปี มีประวัติเป็นมะเร็งปากมดลูกหลังได้รับการ รักษาด้วยการฉายรังสีประมาณ 20 ปี พบการแพร่กระจายไปที่ ลำไส้ใหญ่ต่อลำไส้ตรง มีอาการปวดท้อง ท้องอืดมากขึ้นจากการที่มี ลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายอุดตัน ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเปิดท้อง ตัดและต่อ ลำไส้ตำแหน่งที่อุดตันออก ผลตรวจทางพยาธิวิทยาของชิ้นเนื้อจากการ ส่องกล้องจุลทรรศน์และย้อมพิเศษพบว่าเป็นลำไส้อุดตันจากการแพร่ กระจายของมะเร็งปากมดลูกมาที่ลำไส้ โดยไม่พบหลักฐานของการเป็น มะเร็งซ้ำที่ปากมดลูก ผู้ป่วยรายนี้มีอาการแสดงของลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย อุดตันจากการแพร่กระจายของมะเร็งปากมดลูก สรุปได้ว่าภาวะไส้ใหญ่ อุดตันจากสาเหตุนี้อาจเป็นหนึ่งในการวินิจฉัยแยกโรคในผู้ป่วยที่มี อาการปวดท้องเฉียบพลันในผู้ป่วยหลังการรักษามะเร็งปากมดลูก</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/253056 การเจ็บป่วยจากความร้อนในการออกกำลังกาย: การรักษาฉุกเฉินและการป้องกัน 2021-12-17T15:10:11+07:00 ชมพูนุท แสงพานิชย์ bananachom@gmail.com <p>จากสภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การออกกำลังกายในสภาพอากาศร้อนนั้นร่างกายมีกลไกการปรับสมดุลความ ร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิกายให้ปกติ หากกลไกควบคุมอุณหภูมินี้ ทำงานผิดปกติไปจากการได้รับความร้อนและไม่สามารถระบายความ ร้อนได้ ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยจากความร้อน ซึ่งมีอาการตั้งแต่ไม่ รุนแรง ได้แก่ กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ลมแดด เพลียแดด และที่รุนแรงที่สุด จนเป็นอันตรายต่อชีวิตคือโรคลมร้อน บทความนี้นำเสนอสรีรวิทยาของ ร่างกายกับความร้อน ลักษณะทางคลินิก การวินิจฉัย ปัจจัยเสี่ยง และ การรักษาภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนในการออกกำลังกาย โดยเฉพาะ โรคลมร้อนที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและให้การรักษาโดยวิธีลดอุณหภูมิ กายอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ที่เกิดเหตุ ระหว่างนำส่งโรงพยาบาลและ ที่ห้องฉุกเฉิน จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิต ไดซึ้่งการเจ็บป่วยจากความอันเป็นภาวะที่ป้องกันได้ ดังนั้น แนวทาง การป้องกันและวางแผนเมื่อออกกำลังกาย จึงเป็น สิ่งสำคัญ </p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/253526 พยาธิสภาพจากการชันสูตรศพอย่างสมบูรณ์ ในผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19: การทบทวนวรรณกรรม 2022-02-04T11:22:30+07:00 ณัฐสิทธิ์ เจริญสันติ mamoonoad43@hotmail.com <p>ในประเทศไทยนั้นศพติดเชื้อโควิด-19 ถือเป็นการตายโดยธรรมชาติ ไม่ ต้องชันสูตรศพ จึงไม่มีผลชันสูตรศพติดเชื้อโควิด-19 ในไทย การ ทบทวนวรรณกรรมจากรายงานการชันสูตรศพที่สมบูรณ์ในต่างประเทศ 8 ฉบับ ซึ่งมีศพ จำนวน 219 ศพ อายุระหว่าง 19-100 ปี มีโรคประจำตัว ร้อยละ 90 เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูงและ โรคปอดเรื้อรัง โดยพยาธิวิทยาที่พบบ่อยที่สุด คือ ปอดน้ำหนักมาก ปอดบวมน้ำ และหลอดเลือดอุดตันที่ปอดส่วนผลการตรวจทางจุลพยาธิ วิทยาที่พบบ่อย คือ ถุงลมปอดอักเสบอย่างรุนแรง การอักเสบกระจายใน อวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบการอุดตันในหลอดเลือดขนาดเล็กใน หัวใจ ไต และสมอง ซึ่งบ่งชี้ว่าการติดเชื้อเพิ่มการอักเสบความผิดปกติ ในการแข็งตัวของเลือด และลิ่มเลือดอุดตัน สรุปได้ว่าภาวะถุงลมปอด อักเสบอย่างรุนแรงและภาวะลิ่มเลือดอุดตันในอวัยวะต่าง ๆ เป็นพยาธิ สภาพหลักที่พบจากการชันสูตรศพอย่างสมบูรณ์ในผู้ป่วยที่เสียชีวิตจาก การติดเชื้อโควิด-19 </p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/253149 ผลการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบฉุกเฉินระหว่างการใช้และไม่ใช้เครื่องถ่างหน้าท้อง 2022-03-15T09:13:21+07:00 กวี อิงศรีวรกุล kaweeing@yahoo.com <p>การปิดผนังหน้าท้องเป็นขั้นตอนสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงป้องกันการติดเชื้อ ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถปิดผนังหน้าท้องได้ การศึกษาแบบวิเคราะห์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการผ่าตัดระหว่างผู้ป่วยที่ใช้และไม่ใช้เครื่องถ่างหน้าท้องตั้งแต่เริ่มผ่าตัด โดยศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของผู้ป่วยโรงพยาบาลพุทธชินราชที่ได้ รับการผ่าตัดช่องท้องฉุกเฉินหรือเร่งด่วนระหว่าง เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ไม่รวมผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้องจาก อุบัติเหตุ/ภาวะไส้ติ่งอักเสบและวินิจฉัยโรคตับอ่อน อักเสบ มีผู้ป่วยทั้งหมด 1,414 คน ขนาดตัวอย่าง 180 คน แบ่งเป็นกลุ่มใช้และไม่ใช้เครื่องถ่างหน้าท้องตั้งแต่เริ่มผ่าตัด 60 คนและ 120 คน ตามลำดับ เย็บปิดหน้าท้องได้ 60 คน (ร้อยละ 100) และ 111 คน (ร้อยละ 92.5) (p = 0.031) แผลแยก 5 คน (ร้อย ละ 8.3) และ 2 คน (ร้อยละ 1.7) (p = 0.042) ระยะ เวลานอนโรงพยาบาล 7 วันขึ้นไป 42 คน (ร้อยละ 70) และ 85 คน (ร้อยละ 70.8) (p = 0.908) เสียชีวิต 8 คน (ร้อยละ 13.3) และ 21 คน (ร้อยละ 17.5) (p =0.473) กลุ่มผู้ป่วยที่ใช้เครื่องถ่างหน้าท้อง ตั้งแต่ เริ่มผ่าตัดสามารถเย็บปิดหน้าท้องได้มากกว่ากลุ่มผู้ ป่วยที่ไม่ใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่พบแผล แยกมากกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระยะเวลา นอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตไม่แตกต่าง กัน</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/252395 ผลของการใส่ท่อช่วยหายใจแบบรวดเร็วโดยใช้ยานำสลบและยาคลายกล้ามเนื้อ ร่วมกับกล่องกันเชื้อฟุ้งกระจาย ณ แผนกฉุกเฉิน 2022-03-30T11:42:38+07:00 ชมพูนุท แสงพานิชย์ bananachom@gmail.com <p>การใส่ท่อช่วยหายใจแบบรวดเร็วโดยใช้ยานำสลบร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ (rapid sequence intubation: RSI) ถือเป็นวิธีมาตรฐานในการใส่ท่อ ช่วยหายใจที่แผนกฉุกเฉิน พบว่ามีโอกาสสำเร็จสูง และเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการใส่ ท่อช่วยหายใจด้วยวิธีดั้งเดิม (non-RSI) จากการ ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 จึงใช้กล่องกันเชื้อฟุ้ง กระจายครอบขณะใส่ท่อช่วยหายใจทุกครั้งเพื่อ ป้องกันการติดเชื้อสู่บุคลากร การวิจัยกึ่งทดลองนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการใส่ท่อช่วย หายใจสำเร็จ ระยะเวลา และภาวะแทรกซ้อนระหว่าง วิธี RSI กับ non-RSI ศึกษาในผู้ป่วยที่ได้รับการใส่ ท่อช่วยหายใจร่วมกับกล่องกันเชื้อฟุ้งกระจาย 100 คน ณ แผนกฉุกเฉิน แบ่งเป็นผู้ป่วยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 50 คน โดยกลุ่มทดลองใช้วิธี RSI กลุ่มควบคุมใช้วิธี non-RSI ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ใส่ท่อช่วยหายใจด้วยวิธี RSI มีอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จสูงกว่าและใช้ระยะเวลาในการใส่ ท่อช่วยหายใจสั้นกว่ากลุ่ม non-RSI อย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ (p = 0.023, &lt; 0.001 ตามลำดับ) แต่ การเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่แตกต่างกันระหว่างสอง กลุ่มสรุปได้ว่า การใส่ท่อช่วยหายใจวิธี RSI ร่วมกับ กล่องกันเชื้อฟุ้งกระจายสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว มีอัตราสำเร็จสูงกว่าเมื่อเทียบกับวิธี non-RSI ควรนำ วิธีใส่ท่อช่วยหายใจด้วยวิธ ีRSI มาเป็นแนวปฏิบัติที่ แผนกฉุกเฉินเพื่อเพิ่มคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยวิกฤติ ต่อไป</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/252126 ภาวะแทรกซ้อนและผลลัพธ์ทางคลินิก ในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการรักษาด้วยการฟอกไตทางช่องท้อง 2022-02-22T10:01:52+07:00 ณัฐิดา พงศ์วิไลรัตน์ monnatthida@gmail.com <p>การล้างไตทางช่องท้องเป็นวิธีบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสมสำหรับผู้ ป่วยเด็กโรคไตวายเรื้อรัง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินภาวะ แทรกซ้อนและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยเด็กโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้อง โดยศึกษาข้อมูล ย้อนหลังจากเวชระเบียนพบผู้ป่วย 35 คนที่อายุน้อยกว่า 15 ปี เมื่อแรก วินิจฉัยและได้รับการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ผู้ป่วย 35 คนได้รับ การล้างไตทางช่องท้องทั้งหมด 876 เดือน ค่ามัธยฐานของอายุ 11 ปี 1 เดือน (อายุ 6 เดือน ถึง 15 ปี) เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ 50 ครั้งใน ผู้ป่วย 19 คน (1 ครั้ง/17.5 patient-month) ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มล้าง ไตจนถึงเกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบครั้งแรก 1-82 เดือน พบเชื้อแบคทีเรียแกรมลบมากที่สุด (ร้อยละ 42) ภาวะสายเลื่อนผิดตำแหน่ง เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่พบมากที่สุด (ร้อยละ 50) พบอัตราป่วยตาย ร้อยละ 22.9 สรุปได้ว่า ภาวะเยื่อบุช่องท้อง อักเสบเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการรักษา ด้วยการล้างไตทางช่องท้องและพบเชื้อ Acinetobacter baumannii บ่อยที่สุด</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/252279 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองสุขภาพในชุมชนเมือง โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและทีมหมอครอบครัว 2022-03-22T11:09:03+07:00 บริบูรณ์ รักษาแดน boriboon.rsd@gmail.com วิโรจน์ วรรณภิระ wirojw@outlook.com สุนันทา ภักดีอำนาจ boonyada111@gmail.com <p>โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลกและของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง อำเภอเมือง พิษณุโลก มีผู้รับบริการ 44,442 ครั้ง (19,725 คน) ซึ่งเป็นโรคไม่ติดต่อ เรื้อรังร้อยละ 60.3 ทำให้แออัด การเข้าถึงการคัดกรองน้อยกว่าเป้า หมาย ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองน้อย การวิจัยเชิงปฏิบัติ การแบบมีส่วนร่วมครั้งนี้ดำเนินการระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการคัดกรอง สุขภาพในชุมชนเมืองโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และทีมหมอครอบครัวโดยศึกษาใน อสม. 20 คนที่สมัครใจเข้าร่วมวิจัย และประชาชนที่อายุ 35 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในเขตทีมหมอครอบครัวทีมที่ 4 อำเภอเมืองพิษณุโลก 135 คนซึ่งสุ่มด้วยการจับฉลากและยินยอม เข้าร่วมวิจัย นำเสนอเป็นจำนวน ค่าร้อยละ และค่ามัธยฐาน (Q1, Q3) เปรียบเทียบข้อมูลระหว่างการเข้ารับบริการ 6 เดือนแรกและ 6 เดือน หลังด้วยสถิติ Wilcoxon signed rank ผลการศึกษาได้รูปแบบการคัด กรองและตรวจติดตามความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือดในชุมชนที่ส่ง เสริมให้ผู้รับบริการเข้าถึงบริการ ค่ามัธยฐาน (Q1, Q3) ของจำนวนครั้ง ที่มารับบริการใน 6 เดือนหลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [145.5 (138, 209) ครั้งต่อเดือนและ 254.5 (202, 314) ครั้งต่อเดือนตามลำดับ (p = 0.027)] โดยทั้งประชาชนผู้รับบริการและผู้ให้บริการ (อสม.) พึง พอใจในระดับมากที่สุด จึงควรนำรูปแบบที่พัฒนานี้มาวัดผลลัพธ์ทาง คลินิกต่อไป</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/253280 ผลของการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ชนิดเปลี่ยนข้อทั้งหมดที่พัฒนาขึ้นใหม่ 2022-02-28T11:23:14+07:00 พนารัตน์ เจนจบ panarat0923@gmail.com สมบุญ ทับประดิษฐ์ nomail@helplis.org สมาภรณ์ เทียนขาว nomail@helplis.org <p>ข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างการใช้แนวปฏิบัติ ทางการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมชนิดเปลี่ยนข้อทั้งหมด ที่พัฒนาขึ้นใหม่กับแนวทางการดูแลแบบเดิมโดยศึกษาในผู้ป่วยข้อเข่า เสื่อมที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมชนิดเปลี่ยนข้อทั้งหมดในโรง พยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับ การดูแลตามแนวทางการดูแลแบบเดิม กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตาม แนวปฏิบัติฯ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ เปรียบเทียบข้อมูลระหว่างผู้ป่วยทั้งสอง กลุ่ม ด้วยการทดสอบ chi-square, Mann Whitney U และ independent sample t กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 พบ ว่าเพศ อายุ โรคร่วม ดัชนีมวลกาย และผู้ดูแลของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม ตลอดจนภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด องศาการเหยียดและงอของข้อเข่า ไม่แตกต่างกัน คะแนนความปวดในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกลุ่มทดลองมีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พยาบาลผู้ใช้แนว ปฏิบัติฯ ใหม่มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยมากกว่าพยาบาลผู้ใช้แนว ทางฯ เดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น ควรพิจารณาใช้แนวปฏิบัติฯ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ในการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเพื่อผลการ รักษาที่ดี ผู้ป่วยสามารถกลับไปดำเนินชีวิตเป็นปกติโดยเร็วและเพิ่ม ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการบริการพยาบาล</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/249838 ความแตกต่างของการประเมินขนาดของพื้นที่ผิวไหม้ ระหว่างโรงพยาบาลแรกรับกับโรงพยาบาลที่รับส่งต่อ 2021-12-24T16:41:32+07:00 พงษ์สิทธิ์ ชุนพงษ์ทอง pongsith@hotmail.com <p>การประเมินขนาดของพื้นที่ผิวไหม้มีความสำคัญใน การกำหนดปริมาณสารน้ำทดแทนที่จะให้แก่ผู้ป่วยแผลผิวไหม้เพราะการให้สารน้ำที่มากหรือน้อยเกิน ไปจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น น้ำท่วมปอด หรือไตวาย การศึกษาแบบวิเคราะห์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการประเมินขนาด ของพื้นที่ผิวไหม้ระหว่างโรงพยาบาลแรกรับกับโรง พยาบาลที่รับส่งต่อ โดยศึกษาข้อมูลย้อนหลังจาก เวชระเบียนของผู้ป่วยแผลผิวไหม้ทุกรายที่ได้ส่งต่อ มายังหน่วยแผลไหม้โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2563 นำเสนอเป็นจำนวน ค่าร้อยละ และค่ามัธยฐาน (ค่าต่ำสุด-ค่าสูงสุด) เปรียบเทียบ ข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลด้วยสถิติ Wilcoxon signed-rank และ paired t กำหนดค่าระดับนัย สำคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งมีผู้ป่วย 112 ราย พบว่า ประเมินขนาดของพื้นที่ผิวไหม้แตกต่างกันมากกว่าที่ ประเมินได้เท่ากันเป็นอัตราส่วน 2.4: 1 โดยเป็นการ ประเมินที่มากเกินไป 59 ราย (ร้อยละ 52.7) ซึ่งมีค่า มัธยฐานของขนาดของพื้นที่ผิวไหม้ที่ประเมินโดย โรงพยาบาลแรกรับเท่ากับ 20% TBSA มากกว่าที่ ประเมินโดยโรงพยาบาลที่รับส่งต่อซึ่งเท่ากับ 13%TBSA อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ดังนั้นการเพิ่มการสื่อสารระหว่างโรงพยาบาลให้มาก ขึ้น รวมถึงการร่วมสร้างแนวทางการประเมินขนาด ของพื้นที่ผิวไหม้ให้เป็นรูปแบบเดียวกันน่าจะช่วยลด ปัญหาการประเมินที่แตกต่างกันและช่วยให้การดูแล รักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น </p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/255224 ลักษณะทางคลินิกและผลการรักษาโรคเบาหวานในเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี 2022-04-16T09:57:14+07:00 เมจินี เด่นศรีวิวัฒน์ mdensriwiwat@gmail.com <p>โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ การศึกษาแบบพรรณนานี้มี วัตถุประสงค์เพื่อประเมินลักษณะทางคลินิกและผลการรักษาโรคเบา หวานในเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กโรค เบาหวานที่รักษาในโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกระหว่างเดือน มกราคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 พบผู้ป่วยเด็กโรคเบา หวานรายใหม่ 88 คน เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ร้อยละ 68.2 ชนิดที่ 2 ร้อยละ 22.7 และชนิดจำเพาะต่างๆ ร้อยละ 9.1 ผู้ป่วยเด็กโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 มีค่ามัธยฐานของอายุที่วินิจฉัยครั้งแรก 7.2 ปี อาการนำ คือ ภาวะน้ำตาล ในเลือดสูงร่วมกับพบสารคีโตนและเลือดเป็นกรดร้อยละ 76.7 ค่าเฉลี่ยของน้ำตาลสะสมเมื่อให้การวินิจฉัยครั้งแรก เท่ากับ 12.64% ขณะที่ผู้ป่วยเด็กโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีค่ามัธยฐานของอายุที่ วินิจฉัยครั้งแรก 13.1 ปีอาการนำ คือ อาการแสดงของเบาหวานร้อยละ 60 โดยมีโรคอ้วนร่วมร้อยละ 43.8 ค่าเฉลี่ยของน้ำตาลสะสมเมื่อให้การ วินิจฉัยครั้งแรกเท่ากับ 14.52% ขณะที่ในอายุปัจจุบันพบค่าเฉลี่ยของน้ำตาลสะสมสูงในช่วงอายุ 10.0 ถึง 14.9 ปีในผู้ป่วยเด็กโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 และอายุ 15.0 ถึง 18.9 ปี ในผู้ป่วยเด็กโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สรุปได้ว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 พบบ่อยที่สุดในเด็ก อาการนำที่พบ บ่อย คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับพบสารคีโตนและเลือดเป็นกรด ขณะที่ผู้ป่วยเด็กโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีโรคอ้วนร่วมร้อยละ 43.8 และมี ค่าน้ำตาลสะสมเพิ่มขึ้นในช่วงวัยรุ่น</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/254149 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ 2022-03-08T15:11:18+07:00 ศิริพร ศิริวัฒนไพศาล siriporncvt60@gmail.com ทรงศักดิ์ จำปาแพง unconcious@hotmail.co.th สมศรี ปานพลอย ploysanthong@gmail.com <p>การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจเป็นการผ่าตัดใหญ่ซึ่งสำคัญต่อชีวิต การวิจัยและพัฒนาแบบเปรียบเทียบก่อน-หลังครั้งนี้เพื่อพัฒนารูป แบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจและประเมิน ผลลัพธ์ของการพัฒนาระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 ณ หอผู้ป่วยศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกกับห้องผู้ป่วยหนัก ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก การ พัฒนาแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน: ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ขั้นตอนที่ 3 นำรูปแบบที่พัฒนาไปใช้ ขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลลัพธ์การ พยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและนำเสนอเป็นค่าความถี่ ค่าร้อย ละค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่ามัธยฐาน (Q1, Q3) เปรียบ เทียบข้อมูลด้วยการทดสอบ McNemar, paired t, Wilcoxon signed ranks, chi-square, Mann Whitney U และ independent t กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 พบว่าหลังใช้รูป แบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจที่พัฒนาขึ้น ความสามารถในการพยาบาลผู้ป่วยก่อนผ่าตัดเตรียมส่งผ่าตัด ระยะ วิกฤต หลังผ่าตัดระยะต่อเนื่อง และความรู้ในการปฏิบัติการพยาบาลสูง กว่าก่อนใช้รูปแบบการพยาบาลฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ วันนอน เฉลี่ยรวมในโรงพยาบาลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น ผู้บริหาร การพยาบาลควรใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอด เลือดหัวใจที่พัฒนาขึ้นนี้แก่ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดภายในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด</p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BMJ/article/view/255014 บทบาทสำคัญด้านคลินิกในการช่วยวินิจฉัยโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ของค่า Random Urine Amylase 2022-03-14T12:00:30+07:00 สนทรา ปิ่นอนุสรณ์ sontara717@hotmail.com <p>โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันพบบ่อยทางศัลยกรรมซึ่งวินิจฉัยจากอาการทางคลินิกและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยนิยมใช้ค่า อะไมเลสในเลือด แต่พบว่าค่าความไวไม่แน่นอน ทว่าเมื่อใช้ค่า อะไมเลสในปัสสาวะที่เก็บ 2 ชั่วโมงหรือ 24 ชั่วโมงพบว่ามีค่าความไว และค่าความจำเพาะสูงกว่าค่าอะไมเลสในเลือด แต่โรงพยาบาลพุทธ ชินราช พิษณุโลกส่วนมากใช้ค่าอะไมเลสในปัสสาวะที่เก็บเมื่อใดก็ได้ ซึ่งยังไม่มีค่าจุดตัดที่ชัดเจน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินค่า อะไมเลสในปัสสาวะที่เก็บเมื่อใดก็ได้ในการช่วยวินิจฉัยโรคตับอ่อน อักเสบเฉียบพลันโดยเปรียบเทียบกับค่าอะไมเลสในเลือด ศึกษาข้อมูล ย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันที่เข้ารักษา ที่กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกระหว่างปี พ.ศ. 2560-2564 ซึ่งพบว่าค่าจุดตัดของค่าอะไมเลสในเลือดมากกว่า/ เท่ากับ 240U/L โดยราคาค่าตรวจ 110 บาท ส่วนค่าจุดตัดของค่า อะไมเลสในปัสสาวะที่เก็บเมื่อใดก็ได้มากกว่า/เท่ากับ 720U/L โดย ราคาค่าตรวจ 108 บาท ค่าความไวของค่าอะไมเลสในปัสสาวะที่เก็บ เมื่อใดก็ได้และในเลือดเท่ากับร้อยละ 92 และร้อยละ 72.4 ตามลำดับ ค่าความจำเพาะของค่าอะไมเลสในปัสสาวะที่เก็บเมื่อใดก็ได้และใน เลือดเท่ากับร้อยละ 97 และร้อยละ 93.9 ตามลำดับ เมื่อใช้ทั้งค่า อะไมเลสในเลือดและในปัสสาวะที่เก็บเมื่อใดก็ได้เพียงค่าเดียวหรือทั้ง สองค่าพบว่าค่าความไวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเป็นร้อยละ 97.2 ดังนั้น สามารถใช้ค่าอะไมเลสในปัสสาวะที่เก็บเมื่อใดก็ได้ในการ วินิจฉัยโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้ </p> 2022-05-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พุทธชินราชเวชสาร