บูรพาเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BJmed <p>คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้จัดทำวารสารบูรพาเวชสาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางการแพทย์ ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ ด้านสาธารณสุข การศึกษาทางคลินิก และการวิจัยที่ก้าวหน้าทันสมัย ซึ่งบทความที่ตีพิมพ์รับทั้งบทความภาษาไทยและอังกฤษ ออกเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม - มิถุนายน และ กรกฎาคม - ธันวาคม) <br /><br />กองบรรณาธิการไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Processing fees and/or Article page) จากผู้นิพนธ์<br /><br /></p> <p>ISSN 2350-9996 (Print)</p> <p>ISSN 2822-0242 (Online)</p> คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา th-TH บูรพาเวชสาร 2350-9996 บทบรรณาธิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BJmed/article/view/284915 <p>วารสารบูรพาเวชสาร เป็นวารสารวิชาการที่ดำเนินการจัดทำโดยคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพามีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ ด้านสาธารณสุข พฤติกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์จากนักวิชาการ นักวิจัย หรือนิสิต นักศึกษา วารสารฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากคณะที่ปรึกษาวารสาร คณะทำงานวารสาร กองบรรณาธิการผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอก ที่กรุณาพิจารณาบทความให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์มากขึ้นกองบรรณาธิการขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ หวังว่าวารสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ทางวิชาการสำหรับผู้อ่านทุกท่าน ถ้าท่านใดมีความประสงค์ส่งบทความเพื่อเผยแพร่ กองบรรณาธิการยินดีรับตีพิมพ์โดยต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอก และกองบรรณาธิการยินดีน้อมรับคำแนะนำหากท่านใดมีข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพวารสาร ให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นต่อไป</p> สมจิต พฤกษะริตานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 12 2 ภาวะลำไส้เน่าอักเสบกลับเป็นซ้ำในทารกเกิดก่อนกำหนดที่แพ้โปรตีนนมวัว: รายงานผู้ป่วย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BJmed/article/view/282955 <p><strong>บทนำ</strong> ภาวะลำไส้เน่าอักเสบเป็นภาวะฉุกเฉินทางระบบทางเดินอาหารพบบ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนด การแพ้โปรตีนนมวัวอาจแสดงอาการเลียนแบบหรืออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของลำไส้ กรณีศึกษานี้ยังพบไม่บ่อยนัก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> นำเสนอกรณีทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีภาวะลำไส้เน่าอักเสบกลับเป็นซ้ำ โดยมีภาวะแพ้โปรตีนนมวัวเป็นปัจจัยร่วมที่น่าสงสัย</p> <p><strong>รายงานผู้ป่วย</strong> ทารกเพศหญิงอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิด 2,030 กรัม ถ่ายเป็นเลือดตอนแรกเกิด 2 ชั่วโมง ได้รับการรักษาด้วยการงดนม ให้สารน้ำและยาปฏิชีวนะ กลับมาถ่ายปกติตอนอายุ 2 วัน ตอนอายุ 9 วัน มีถ่ายเป็นเลือดและมีอุณหภูมิกายต่ำ เม็ดเลือดขาวในเลือดสูง เลือดเป็นกรดและโปรตีนในเลือดต่ำ ภาพรังสีสอดคล้องกับภาวะลำไส้เน่าอักเสบระยะ IIB จึงงดนมและให้ยาปฏิชีวนะอีกครั้ง จากนั้นให้นมแม่ร่วมกับนมสูตรสำหรับทารกก่อนกำหนด ตอนอายุ 27 วันหลังได้รับนมต่อเนื่อง 8 วัน มีอาการถ่ายเป็นเลือดซ้ำ ท้องอืด การเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง ผลเพาะเชื้อเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำไขสันหลังไม่พบเชื้อ ได้รับการรักษาด้วยงดนมและยาปฏิชีวนะ นึกถึงภาวะลำไส้เน่าอักเสบกลับเป็นซ้ำจากภาวะแพ้โปรตีนนมวัวร่วมด้วย หลังจากให้นมแม่ที่งดผลิตภัณฑ์นมร่วมกับนมสูตรโปรตีนผ่านการย่อยเต็มที่ อาการทางคลินิกและภาพรังสีดีขึ้นอย่างชัดเจนและไม่มีภาวะลำไส้เน่าอักเสบซ้ำอีก</p> <p><strong>สรุป</strong> กรณีศึกษานี้สะท้อนถึงความท้าทายในการจำแนกภาวะลำไส้เน่าอักเสบออกจากภาวะแพ้โปรตีนนมวัว ในทารกคลอดก่อนกำหนด โดยภาวะแพ้โปรตีนนมวัวอาจเลียนแบบหรือเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดภาวะลำไส้เน่าอักเสบการนึกถึงภาวะแพ้โปรตีนนมวัวในทารกที่มีภาวะลำไส้เน่าอักเสบซ้ำ จึงมีความสำคัญช่วยให้จัดการการรักษาได้อย่างเหมาะสม<br /><br /></p> เบญจารัตน์ ทรรทรานนท์ ศุภมาศ ศุภบรรพต สุภารัตน์ จีวรตานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 12 2 67 76 บทบาทพยาบาลด้านจิตสังคมในการดูแลภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BJmed/article/view/283546 <p>ภาวะซึมเศร้า (depressive disorder) หรือโรคซึมเศร้า (depression) เป็นโรคทางจิตเวชที่พบบ่อย มีลักษณะสำคัญคืออารมณ์ซึมเศร้า การสูญเสียความสุขหรือความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ เป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่การทำร้ายตนเองหรือการฆ่าตัวตายได้ ภาวะดังกล่าวพบได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษายาวนาน โดยมีรายงานว่าผู้ป่วยมะเร็งมากกว่า ร้อยละ 50 มีภาวะซึมเศร้า ดังนั้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรได้รับการประเมินภาวะซึมเศร้าอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ระดับความรุนแรง และความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงซึ่งอาจนำไปสู่การทำร้ายตนเอง<br /><br />การดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะซึมเศร้าถือเป็นความท้าทายสำคัญของพยาบาล โดยเฉพาะในบริบทของการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งผู้ป่วยมีภาวะสุขภาพที่ซับซ้อนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม บทบาทสำคัญของพยาบาลด้านจิตสังคมประกอบด้วย การให้ความรู้และการให้คำปรึกษา การทำจิตบำบัดภายใต้สัมพันธภาพและการสื่อสารเชิงบำบัด การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อลดความวิตกกังวล ตลอดจนการสร้างเสริมพลังอำนาจและส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย โดยอาศัยการประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎีทางจิตวิทยาให้เหมาะสมกับความเป็นปัจเจกบุคคล สถานการณ์นี้สะท้อนถึงโอกาสสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการพยาบาลด้านจิตสังคม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่ซับซ้อนของผู้ป่วย และรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบบริการสุขภาพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ธนพร ศรีเบ็ญจา จินตนา กิ่งแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 12 2 77 89 ความชุกและปัจจัยทางการยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยของพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BJmed/article/view/283613 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกเป็นปัญหาสุขภาพจากการทำงานที่พบบ่อยในพยาบาลและ ผู้ช่วยพยาบาล โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยวิกฤตซึ่งต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเป็นประจำ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> </strong>เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยทางการยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูก (Musculoskeletal Disorders: MSDs) จากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยของพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา</p> <p><strong>วิธีการ</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง (cross-sectional descriptive study) กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล จำนวน 92 คน เครื่องมือประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามอาการระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูก (แบบสอบถามนอร์ดิก) 3) แบบประเมินท่าทางการทำงาน (Rapid Entire Body Assessment: REBA) และ 4) แบบประเมินความเครียด ST-5 ได้รับแบบสอบถามกลับคืน 88 ชุด (ร้อยละ 95.70) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, Fisher’s exact test, Unpaired t-test, Mann–Whitney U test และ Multiple logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> พบว่าความชุกของอาการผิดปกติระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกในช่วง 7 วัน และ 12 เดือนที่ผ่านมา เท่ากับร้อยละ 43.18 และ 72.73 ตามลำดับ โดยบริเวณที่พบบ่อยที่สุดคือไหล่ (ร้อยละ 46.59) และที่พบรองลงมาคือหลังส่วนล่าง (ร้อยละ 45.45) การประเมินท่าทางด้วยแบบประเมิน REBA พบว่ามีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางถึงสูงต่อการเกิด MSDs ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการผิดปกติในช่วง 7 วันที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>≤ 0.05) ได้แก่ สถานภาพสมรส ความเครียดระดับมากถึงมากที่สุด และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยลุกนั่งบนเตียงด้วยท่าทางไม่ถูกต้อง ส่วนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ปัจจัยที่สัมพันธ์กันคือดัชนีมวลกายที่มากกว่า 24.99 กก./ตร.ม.</p> <p><strong>สรุป</strong> พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตมีความชุกของ MSDs สูง โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งด้านการยศาสตร์ ร่างกาย และจิตสังคม การจัดการด้านการยศาสตร์ เช่น การฝึกอบรมการยกผู้ป่วยอย่างถูกท่าการใช้เครื่องทุ่นแรง และการส่งเสริมสุขภาพกายและจิตของบุคลากร เป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิด MSDs</p> วิศิษฎ์ เนติโรจนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 12 2 1 17 สารสกัดจากข้าวเหนียวพื้นเมืองที่มีสีป้องกันการเกิดพยาธิสภาพและการอักเสบในไตหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยเอทิลีนไกลคอล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BJmed/article/view/278689 <p><strong>บทนำ </strong>นิ่วในไตเป็นโรคที่พบอุบัติการได้ทั่วโลกและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การรักษาปัจจุบันยังคงพบอัตราการกลับเป็นซ้ำ มีการศึกษาสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ในการรักษาหรือป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไตแต่ยัง ไม่มีรายงานการศึกษาที่ชัดเจนในข้าวเหนียวพื้นเมืองที่มีสี</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดข้าวเหนียวพื้นเมืองที่มีสีต่อการป้องกันการเกิดพยาธิสภาพและการอักเสบในไตหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยเอทิลีนไกลคอล</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong> หนูแรทเพศผู้ อายุ 7 สัปดาห์ ถูกแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ได้รับอาหารและน้ำปกติตลอดการทดลอง กลุ่มที่ 2 ให้ดื่มน้ำปกติ 2 สัปดาห์ จากนั้นดื่มน้ำที่ผสมกับเอทิลีนไกลคอล ร้อยละ 0.5 (v/v) อีก 2 สัปดาห์ กลุ่มที่ 3 ได้รับสารโพแทสเซียมซิเตรท ปริมาณ 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 2 สัปดาห์ กลุ่มที่ 4 และ 5 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากข้าวเหนียวดำและข้าวเหนียวสังข์หยดสายพันธุ์ <em>Oryza sativa</em> subsp. Indica ตามลำดับปริมาณ 200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยกลุ่มที่ 3-5 ได้รับน้ำที่ผสมกับเอทิลีนไกลคอล ร้อยละ 0.5 อีกเป็นเวลา 2 สัปดาห์ภายหลังจากการได้รับสารทดสอบ จากนั้นทำการเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ค่าความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณผลึก ค่าไนโตรเจนยูเรียในเลือดและครีเอตินิน วิเคราะห์พยาธิสภาพและการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ (MCP-1 และ IL-6) ด้วยโปรแกรม Image J จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย ANOVA ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em>&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> หนูกลุ่มที่ 3 ได้รับโพแทสเซียมซิเตรท กลุ่มที่ 4 และกลุ่มที่ 5 ได้รับสารสกัดข้าวเหนียวดำและข้าวเหนียวสังข์หยดมีค่าความเป็นกรด-ด่างในน้ำปัสสาวะเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 (<em>p</em>&lt;0.05) และลดลงจนมีค่าใกล้เคียงกับค่าความเป็นกรด-ด่างก่อนการทดลองในสัปดาห์ที่ 4 และมีปริมาณผลึกลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ 2 ซึ่งได้รับเอทิลีนไกลคอลอย่างเดียว (<em>p</em>&lt;0.05) ส่วนค่าไนโตรเจนยูเรียในเลือดและครีเอตินินในหนูแต่ละกลุ่มมีค่าแตกต่างกันแต่ยังคงอยู่ในช่วงค่ามาตรฐานอ้างอิง การเกิดพยาธิสภาพในเนื้อเยื่อไตของหนูกลุ่มที่ได้รับสารเอทิลีนไกลคอลเพียงอย่างเดียวพบผนังเยื่อบุท่อไตส่วนปลายมีความหนาลดลง เส้นผ่านศูนย์กลางของท่อกว้าง เซลล์เยื่อบุมีนิวเคลียสติดสีเข้มขึ้น และพบการแสดงออกของโปรตีน MCP-1 และ IL-6 ในเซลล์เยื่อบุผิวท่อหลอดไตเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มที่ได้รับสารสกัดข้าวเหนียวดำและข้าวเหนียวสังข์หยดพบการเปลี่ยนแปลงพยาธิสภาพเล็กน้อยและพบการแสดงออกของโปรตีน MCP-1 และ IL-6 ในเซลล์เยื่อบุผิวท่อหลอดไตลดลง</p> <p><strong>สรุป</strong> สารสกัดข้าวเหนียวดำและข้าวเหนียวสังข์หยดสามารถปรับปรุงค่าความเป็นกรด-ด่างและปริมาณผลึกในปัสสาวะ และมีผลป้องกันการเกิดพยาธิสภาพและลดการอักเสบในไตหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยเอทิลีนไกลคอล</p> วิทูร ขาวสุข ทิษฏยา เสมาเงิน ปริญญาพร หนูอุไร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-09-24 2025-09-24 12 2 18 35 ผลของโปรแกรมบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าร่วมกับการกักน้ำมันหญ้าขัดมอนต่อการลดความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ ชุมชนบ้านคลองยอ อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BJmed/article/view/278706 <p><strong>บทนำ</strong> โรคเข่าเสื่อมเป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การดูแลรักษาเพื่อลดความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมจึงเป็นบทบาทสำคัญของงานพยาบาลระดับปฐมภูมิ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>เพื่อเปรียบเทียบความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุเข่าเสื่อมก่อนและหลังได้รับโปรแกรมบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าร่วมกับการกักน้ำมันหญ้าขัดมอน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong> การวิจัยกึ่งทดลองชนิดหนึ่งกลุ่มวัดก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีเข่าเสื่อมชุมชนบ้านคลองยอ อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด จำนวน 33 ราย เครื่องมือทดลองได้แก่ โปรแกรมบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าร่วมกับการกักน้ำมันหญ้าขัดมอนระยะเวลา 9 สัปดาห์ เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป และ The Knee injury and Osteoarthritis Outcome Score (KOOS) ดำเนินการวิจัย ระหว่างมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิตินอนพาราเมตริก ใช้การวิเคราะห์ด้วย Wilcoxon signed – rank test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong> </strong>หลังได้รับโปรแกรมบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าร่วมกับการกักน้ำมันหญ้าขัดมอน กลุ่มตัวอย่างมีค่ามัธยฐานของคะแนนความรุนแรงของอาการเข่าเสื่อมใน 5 หัวข้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อาการปวด (58.33 vs 80.56, <em>p</em> &lt; .001) อาการอื่นๆ เช่น ฝืดขัดข้อ (35.71 vs 75.00, <em>p</em> &lt; .001) กิจกรรมในชีวิตประจำวัน (51.47 vs 80.88, <em>p</em> &lt; .001) การออกกำลังกายและนันทนาการ (20.00 vs 55.00, <em>p</em> &lt; .001) คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ ข้อเข่า (31.25 vs 50.00, <em>p</em> &lt; .001)</p> <p><strong>สรุป</strong> การศึกษานี้ พบว่าการใช้โปรแกรมบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าร่วมกับการกักน้ำมันหญ้าขัดมอนช่วยทำให้ผู้ป่วยเข่าเสื่อมระดับปานกลางมีความรุนแรงของอาการเข่าเสื่อมที่ประเมินด้วย KOOS ลดลงทุกหัวข้อ</p> สิริรัตน์ เหลืองโสมนภา ยศพล เหลืองโสมนภา สมบัติ เหลืองโสมนภา เกศริน กิจนุเคราะห์ นวรัตน์ เหลืองโสมนภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 12 2 36 51 การแปลและการตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินการวางแผนดูแลล่วงหน้า https://he01.tci-thaijo.org/index.php/BJmed/article/view/283339 <p><strong>บทนำ</strong> การวางแผนดูแลล่วงหน้าเป็นสิทธิโดยธรรมชาติของบุคคลในการจัดการชีวิตและร่างกายของตนเอง บุคคลมีส่วนร่วมตัดสินใจแนวทางการดูแลรักษาในอนาคตตามที่ตนเองต้องการได้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีเครื่องมือประเมินการวางแผนดูแลล่วงหน้าที่ช่วยให้ทราบว่าผู้ป่วยดำเนินการถึงขั้นตอนใด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อแปลแบบประเมิน Advance care planning จำนวน 15 ข้อเป็นภาษาไทย และตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยงฉบับภาษาไทย </p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong>มีรูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การแปลแบบประเมินจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทย ใช้เทคนิคแปลไปข้างหน้า และแปลย้อนกลับ โดยผู้แปลอาชีพจากสถาบันภาษา ในมหาวิทยาลัย 2 แห่งที่แปลอิสระจากกัน และ การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ระยะที่ 2 การตรวจสอบความเที่ยง ในกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด อายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 30 คน ที่รับการรักษา ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ในเดือนกรกฎาคม 2568 ถึง สิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> แบบประเมินฉบับแปลย้อนกลับมีความหมายเทียบเท่ากับต้นฉบับภาษาอังกฤษ และฉบับภาษาไทยมีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในเกณฑ์ดี (Content validity index = 0.87) มีความเที่ยงในระดับสูง (Cronbach's alpha = 0.86) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในแต่ละคำถามอยู่ระหว่าง 0.27 - 0.77 ซึ่งถือว่ายอมรับได้</p> <p><strong>สรุป </strong>แบบประเมินฉบับภาษาไทยมีคุณภาพ สามารถใช้ประเมินการวางแผนดูแลล่วงหน้าในผู้ป่วยระยะท้ายในบริบทประเทศไทยได้</p> <p> </p> ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม ศิรินภา จิตติมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 12 2 52 66